![[ครบชุด] T2603007 หญ งฉลาดเล อกแฟน Ep.1](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260326_161050.jpg)
Rimac Nevera: นิยามใหม่แห่งขุมพลังไฟฟ้า ที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์
ในโลกแห่งยานยนต์ที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว พลังคือสิ่งที่มนุษย์ปรารถนาเสมอมา จากยุคเครื่องยนต์สันดาปที่เคยยกย่อง “แรงม้า” (Horsepower) ให้เป็นมาตรฐานแห่งสมรรถนะ มาสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าที่ก้าวล้ำด้วยมาตรฐานสากลอย่าง “กิโลวัตต์” (Kilowatt – kW) ซึ่งเป็นหน่วยวัดกำลังที่แม่นยำและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลตามระบบ SI (International System of Units) แม้ว่าในปัจจุบัน ผู้บริโภคในบางภูมิภาค เช่น ยุโรป จะนิยมใช้หน่วยกิโลวัตต์เป็นหลัก แต่ก็ยังคงมีการระบุหน่วยแรงม้าควบคู่ไปด้วยเพื่อความคุ้นเคย เนื่องจากทั้งสองหน่วยสามารถแปลงค่ากลับไปมาได้อย่างลงตัว โดย 1 กิโลวัตต์ เทียบเท่ากับ 1.34 แรงม้า และ 1 แรงม้า เท่ากับ 0.746 กิโลวัตต์
แนวคิดเรื่อง “แรงม้า” มีที่มาจากการสังเกตความสามารถของม้าในการทำงาน โดยทั่วไป 1 แรงม้าถูกนิยามว่าคือความสามารถในการยกน้ำหนัก 550 ปอนด์ ขึ้นเป็นระยะทาง 1 ฟุต ภายในระยะเวลา 1 วินาที ซึ่งเป็นหน่วยวัดแบบ “อิมพีเรียล” (Imperial) ที่เคยนิยมในสหราชอาณาจักรและยังคงใช้กันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม เมื่อโลกยานยนต์ก้าวเข้าสู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานสากลมากขึ้น หน่วย “วัตต์” (Watt) และ “กิโลวัตต์” จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญแทนที่
เหตุใดจึงต้องมีการเปลี่ยนมาใช้หน่วยกิโลวัตต์? คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่มีนัยสำคัญ “แรงม้า” ที่เคยใช้กันมานั้นขาดความเป็นมาตรฐานสากลที่แท้จริง เพราะแต่ละประเทศมีวิธีการคำนวณที่แตกต่างกันไป เราจะเห็นความหลากหลายของหน่วยวัดแรงม้าที่ใช้กันในต่างประเทศ เช่น HP (Horsepower) ในสหรัฐอเมริกา, BHP (Brake Horsepower) ในสหราชอาณาจักร ซึ่งคำนึงถึงแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์ และ PS (Pferdestärke) ในเยอรมนี หรือ CV (Cheval-vapeur) ในฝรั่งเศสและอิตาลี ซึ่งทั้งสองหน่วยหลังนี้มีพื้นฐานมาจากการวัดแบบเมตริก
ความแตกต่างนี้ทำให้ค่าแรงม้าของเครื่องยนต์เดียวกันอาจแสดงผลออกมาไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น ค่า BHP มักจะต่ำกว่า HP เล็กน้อย เนื่องจากมีการหักล้างแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์ไป ทำให้ 1 HP มีค่าประมาณ 0.99 BHP หรือต่ำกว่านั้น ในขณะที่ PS และ CV ซึ่งมีพื้นฐานมาจากระบบเมตริก จะมีค่าการคำนวณที่แตกต่างออกไปอีก โดย 1 แรงม้าแบบเมตริกจะเท่ากับ 735.5 วัตต์ ในขณะที่ 1 แรงม้าแบบอิมพีเรียลเท่ากับ 746 วัตต์ ความแตกต่างนี้อาจฟังดูเล็กน้อย แต่สำหรับผู้ที่คลั่งไคล้ในตัวเลขสมรรถนะแล้ว ย่อมมีความสำคัญ
ดังนั้น เมื่อเราเห็นรถยนต์ที่มีตัวเลขแรงม้าแตกต่างกัน การถกเถียงว่าตัวเลขใดถูกต้องนั้น อาจขึ้นอยู่กับว่าหน่วยวัดที่ใช้นั้นมาจากประเทศใด ยกตัวอย่างเช่น รถ BMW 540i รหัสตัวถัง G30 ที่ให้กำลัง 250 กิโลวัตต์ เมื่อแปลงเป็นหน่วย PS ของเยอรมนี จะได้ถึง 340 PS แต่หากแปลงเป็นหน่วย HP ที่นิยมในสหรัฐอเมริกา จะอยู่ที่ประมาณ 335 HP จะเห็นได้ว่าตัวเลข 340 PS นั้นดูมีน้ำหนักมากกว่า 335 HP ทำให้การสื่อสารเรื่องสมรรถนะมีความคลาดเคลื่อนได้หากไม่ได้ระบุหน่วยวัดให้ชัดเจน
ยุคสมัยแห่งพละกำลังไฟฟ้า: ความก้าวหน้าที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของหน่วยวัด แต่สะท้อนถึงการปฏิวัติครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles – EVs) ที่ได้เข้ามาท้าทายกรอบความคิดเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง การเปิดตัว BYD Seal ในเดือนกันยายน 2566 ที่ผ่านมา ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญในตลาดประเทศไทย ด้วยรุ่นท็อป Seal Performance ที่มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังสูงถึง 390 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 530 แรงม้า (PS) ในราคาที่เข้าถึงได้เพียง 1.59 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนต่อ “แรงม้า” ตกเพียงประมาณ 3,018 บาทเท่านั้น ความแรงที่มาพร้อมแรงบิดมหาศาล 68.3 กก.-ม. และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.8 วินาที ได้ดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคจำนวนมาก
ในเวลาไล่เลี่ยกัน Lotus Eletre ซูเปอร์ครอสโอเวอร์ SUV พลังไฟฟ้าสุดล้ำ ก็ได้เปิดตัวสร้างความฮือฮาด้วยกำลัง 675 กิโลวัตต์ หรือ 904 HP พร้อมแรงบิด 100.4 กก.-ม. และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.95 วินาที ด้วยสนนราคา 6.59 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนต่อ “แรงม้า” (HP) อยู่ที่ประมาณ 7,322 บาท แม้จะมีราคาสูงกว่า แต่ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า
หากลองนำตัวเลขเหล่านี้มาคำนวณเล่นๆ ด้วยมาตรฐานของ BYD Seal หากต้องการรถยนต์ที่มีกำลัง 200 แรงม้า (PS) ด้วยต้นทุนดังกล่าว ราคาอาจจะอยู่ที่ประมาณ 603,600 บาทเท่านั้น! และหากใช้มาตรฐานสมรรถนะสูงแบบ Lotus Eletre ราคาของรถ 200 แรงม้า ก็อาจจะอยู่ที่ประมาณ 1,464,400 บาท ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า “ราคาของพละกำลัง” ได้ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์สันดาปภายใน ค่ายรถยนต์ทุกค่ายต่างตระหนักถึงแนวโน้มนี้ และคาดการณ์ได้เลยว่าในอนาคตอันใกล้ เราจะได้เห็นการก้าวกระโดดของสมรรถนะ โดยเฉพาะอัตราเร่งและอัตราเร่งแซง ที่จะกลายเป็นคุณสมบัติมาตรฐานในรถยนต์ทุกระดับราคาอย่างแน่นอน
Rimac Nevera: ผู้ทลายทุกสถิติ สู่จุดสูงสุดของ Hypercar พลังไฟฟ้า
ในโลกของไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) ซึ่งเป็นสุดยอดแห่งยานยนต์สมรรถนะสูง สถิติอัตราเร่งได้ถูกเขียนใหม่โดยรถยนต์ไฟฟ้า และผู้ที่ยืนหยัดเป็นผู้นำในปัจจุบันคือ Rimac Nevera ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าจากประเทศโครเอเชีย ที่มาพร้อมราคา 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่สิ่งที่ทำให้ Nevera เป็นที่จดจำคือ การสร้างสถิติโลกใหม่ถึง 23 รายการภายในวันเดียว ณ สนามทดสอบ ATP (Automotive Testing Papenburg) ประเทศเยอรมนี สนามที่มีช่วงทางตรงยาวถึง 4 กิโลเมตร
Rimac Nevera ได้แสดงศักยภาพอันน่าทึ่ง ด้วยอัตราเร่งสูงสุดที่ 412 กม./ชม. และสามารถเบรกจนหยุดสนิทได้อย่างปลอดภัยในสภาวะ 0-400-0 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 29.94 วินาที! ไม่เพียงเท่านั้น สถิติอัตราเร่งในย่านต่างๆ ถูกทำลายลงอย่างต่อเนื่อง:
0-100 กม./ชม. ในเวลา 1.82 วินาที: เร็วกว่ารถแข่ง Formula 1!
0-200 กม./ชม. ในเวลา 4.42 วินาที
0-300 กม./ชม. ในเวลา 9.23 วินาที
0-400 กม./ชม. ในเวลาเพียง 21.32 วินาที
ควอเตอร์ไมล์ (0-402 เมตร) ในเวลาเพียง 8.26 วินาที
สถิติเหล่านี้ได้รับการยืนยันจากองค์กรอิสระสองแห่ง คือ Dewesoft และ Racelogic โดยใช้ยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 R ซึ่งเป็นยางมาตรฐานที่ติดรถมาจากโรงงาน
เบื้องหลังความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้คือวิสัยทัศน์ของ Mate Rimac ประธานบริษัท Rimac วัย 35 ปี ชาวโครเอเชีย ผู้เชื่อมั่นว่า “พลังไฟฟ้าคือพลังแห่งอนาคต” แววความเป็นนักประดิษฐ์ของเขาฉายชัดตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนมัธยม ด้วยผลงานนวัตกรรมมากมาย เช่น ถุงมืออัจฉริยะที่แทนที่คีย์บอร์ดและเมาส์ หรือกระจกมองข้างที่ลดจุดบอดในการมอง (Active Mirror) ซึ่งได้รับรางวัลระดับนานาชาติ
ความสามารถของ Mate Rimac เป็นที่ประจักษ์เมื่อเขานำ BMW 3 Series E30 ดัดแปลงเป็นรถยนต์ไฟฟ้าในวัยเพียง 19 ปี ซึ่งสามารถสร้างสถิติโลกสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าได้ ต่อมาในปี 2011 ขณะอายุ 23 ปี เขาได้เปิดตัวรถต้นแบบรุ่นแรกของ Rimac คือ Concept One และ Rimac Nevera คันนี้คือรถรุ่นที่สองของค่าย
ปัจจุบัน Rimac Automobili เติบโตอย่างก้าวกระโดด ตั้งอยู่ที่กรุงซาเกร็บ ประเทศโครเอเชีย มีทีมงานกว่า 1,000 คน และได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น Porsche AG, Hyundai, Kia และ Camel Group ซึ่งเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่จากเอเชีย นอกจากนี้ Rimac ยังเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าให้กับแบรนด์ชั้นนำอื่นๆ ทั่วโลก อาทิ Porsche, Hyundai, Kia, Renault, Jaguar, Aston Martin, Seat, Koenigsegg, Automobili Pininfarina และที่สำคัญคือการร่วมทุนกับ Bugatti ในชื่อ Bugatti Rimac ซึ่ง Mate Rimac ดำรงตำแหน่ง CEO
เบื้องหลังขุมพลังไฟฟ้าของ Rimac Nevera
แม้ Rimac Nevera จะไม่ได้เป็นแบรนด์ที่ผลิตในปริมาณมาก แต่ทุกชิ้นส่วนถูกผลิตขึ้นด้วยมาตรฐานสูงสุดโรงงานระดับโลก โดยหัวใจของระบบพลังงานคือแบตเตอรี่ลิเธียม/แมงกานีส/นิกเกิล (LMN) ที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับ Rimac ประกอบด้วยเซลล์แบตเตอรี่ 6,960 เซลล์ และมีความจุรวม 120 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) แทนที่จะใช้สถาปัตยกรรมแบบ “สเก็ตบอร์ด” ที่พบเห็นได้ทั่วไปในรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป Rimac ได้ออกแบบแบตเตอรี่ให้ยังคงรักษารูปทรงอันสง่างามของไฮเปอร์คาร์เครื่องวางกลางลำไว้ได้ ด้วยการวางตำแหน่งแบตเตอรี่ไว้ในพื้นที่เดียวกับที่เคยเป็นเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังแบบดั้งเดิม
แบตเตอรี่ความจุ 120 kWh ของ Rimac Nevera สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 570 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP และสามารถชาร์จจาก 0-80% ได้ภายในเวลาเพียง 19 นาที รองรับการชาร์จ DC สูงสุดถึง 500 กิโลวัตต์
ในด้านสมรรถนะ Rimac Nevera สามารถนิยามได้ว่าเป็น “Megacar” ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว (คู่หน้า-หลัง) รวมกันให้กำลังสูงสุดถึง 1.4 เมกะวัตต์ หรือ 1,408 กิโลวัตต์ เทียบเท่ากับ 1,888 แรงม้า (HP) หรือ 1,914 แรงม้า (PS) ด้วยตัวเลขประมาณ 1,900 แรงม้า ทำให้มันเป็นสุดยอดแห่งพละกำลังได้อย่างแท้จริง ประกอบกับแรงบิดมหาศาลถึง 240.7 กก.-ม. แม้รถจะมีน้ำหนักถึง 2,150 กิโลกรัม แต่ก็ยังคงสามารถทำสถิติอัตราเร่งได้อย่างน่าทึ่ง
สำหรับเรื่องอากาศพลศาสตร์ รถคันนี้มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.3 ในโหมดแรงต้านอากาศต่ำ แต่เมื่อต้องการการชะลอความเร็วอย่างกะทันหัน หรือต้องการแรงกดอากาศเพื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ระบบสปอยเลอร์จะปรับเปลี่ยนเพื่อเพิ่มแรงกดได้มากกว่าเดิมถึง 326%
โครงสร้างตัวถังเป็นแบบคาร์บอนโมโนคอก (Carbon Monocoque) ซึ่งได้รับการยกย่องว่ามีความแข็งแกร่งที่สุดในโลก ด้วยความแข็งแกร่งถึง 70,000 นิวตัน/องศาการบิด ระบบระบายความร้อนของแบตเตอรี่เป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะในรถสมรรถนะสูงที่ต้องปลดปล่อยพลังงานจำนวนมาก จึงมีการใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว ร่วมกับรังผึ้งหม้อน้ำ และเสริมด้วยคอมเพรสเซอร์ระบบปรับอากาศ เพื่อควบคุมอุณหภูมิแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย
Rimac Nevera กับการพิสูจน์สมรรถนะในสนาม Nürburgring
นอกเหนือจากสถิติอัตราเร่งอันน่าทึ่ง Rimac Nevera ยังได้พิสูจน์สมรรถนะในสนาม Nürburgring Nordschleife ระยะทาง 20.832 กิโลเมตร โดยทำเวลาต่อรอบเร็วที่สุดสำหรับรถโปรดักชันไฟฟ้า ด้วยเวลา 7.05.298 นาที ทำลายสถิติเดิมของ Tesla Model S Plaid ที่ทำไว้ 7.25.23 นาที
แม้เวลาต่อรอบของ Nevera จะน่าประทับใจ แต่ก็ยังคงห่างไกลจากรถยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งขันในสนามแข่งโดยเฉพาะ เช่น Porsche 992 GT3 RS (6.44.84 นาที) หรือ Mercedes-AMG One (6.35.183 นาที) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของน้ำหนักตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่ 2,150 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรถเครื่องยนต์สันดาปภายในที่เบากว่า
อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย Rimac Automobili
Rimac Nevera ไม่ได้เป็นเพียงสุดยอดยานยนต์แห่งยุค แต่ยังเป็นหัวหอกสำคัญที่จะขับเคลื่อนวิวัฒนาการของรถสปอร์ตและรถยนต์ประเภทอื่นๆ ให้ก้าวหน้าไปอย่างก้าวกระโดด ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ Rimac Automobili พัฒนาขึ้น
ก้าวใหม่สู่ Robotaxi แห่งอนาคต: Rimac Automobili และ Verne
การเดินทางของ Rimac Automobili ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ไฮเปอร์คาร์พลังไฟฟ้าเท่านั้น เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2024 Rimac Automobili ได้ประกาศเปิดตัวโปรโตไทป์ Robotaxi ภายใต้บริษัทใหม่ชื่อ Verne ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตสู่ตลาดรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติและบริการ Ridesharing ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
Mate Rimac ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Rimac Automobili ร่วมกับ Adriano Mudri (ผู้ออกแบบ Rimac Nevera) และ Marko Pejković (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์) ได้ก่อตั้ง Verne ขึ้น โดยมีแผนเปิดให้บริการ Robotaxi ในเมืองซาเกร็บ ประเทศโครเอเชีย ภายในปี 2026 ก่อนจะขยายไปยัง 11 เมืองในสหราชอาณาจักร, เยอรมนี, เมืองอื่นๆ ในยุโรป, ตะวันออกกลาง และอีกกว่า 30 เมืองทั่วโลก
Verne แตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในตลาด Robotaxi โดยสิ้นเชิง รถของ Verne เป็นรถคูเป้สองที่นั่ง ดีไซน์ล้ำยุค โดยไม่มีพวงมาลัยตั้งแต่ต้น ต่างจากบริษัทที่ดัดแปลงรถยนต์จากสายการผลิต การออกแบบที่เน้นความสะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นหัวใจหลัก การวิจัยพบว่าผู้โดยสารแท็กซี่ส่วนใหญ่มักมีเพียง 1-2 คน จึงออกแบบให้มีเพียงสองที่นั่งเพื่อเพิ่มพื้นที่และความสบายสูงสุด
การเรียกใช้บริการทำได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชันของ Verne ผู้โดยสารสามารถปรับตั้งค่าสภาพแวดล้อมภายในห้องโดยสารล่วงหน้าได้ เช่น แสง, อุณหภูมิ หรือแม้แต่กลิ่นหอม การออกแบบห้องโดยสารเปรียบเสมือน “ห้องนั่งเล่นเคลื่อนที่” พร้อมจอขนาด 43 นิ้ว, ลำโพง 17 ตำแหน่ง, ทัชแพดควบคุม และฟังก์ชันพิเศษที่ให้ผู้โดยสารสามารถควบคุมการสตาร์ทหรือหยุดรถได้
แม้รายละเอียดระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าของ Verne จะยังไม่เปิดเผย แต่แพลตฟอร์มถูกพัฒนาให้มีความยืดหยุ่นสูง รองรับการปรับขนาดตามพื้นที่ให้บริการในอนาคต ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติใช้เทคโนโลยีของ Mobileye ผนวกกับกล้อง, เรดาร์, LiDAR และเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่สามารถปรับจูนให้เข้ากับสภาพการจราจรในแต่ละพื้นที่ได้
การเปิดตัว Verne สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ Rimac Automobili ที่ไม่เพียงแต่พัฒนาเทคโนโลยีขีดสุดของยานยนต์สมรรถนะสูง แต่ยังพร้อมที่จะนำพานวัตกรรมสู่ชีวิตประจำวันของผู้คน ด้วยการผสมผสานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเข้ากับเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ ทำให้ Rimac Automobili กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำที่กำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างแท้จริง
หากคุณคือหนึ่งคนที่สนใจในเทคโนโลยีสุดล้ำและการปฏิวัติวงการยานยนต์ อย่าพลาดที่จะติดตามความเคลื่อนไหวของ Rimac Automobili และก้าวต่อไปของเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังจะมาถึง