![[ครบชุด] T2603009 กด ศร กเขย Ep.2 (ตอนจบ)](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260326_161142.jpg)
Rimac Nevera: กำเนิดนิยามใหม่แห่งขุมพลังไฟฟ้าที่เปลี่ยนโลกยานยนต์
ในยุคที่โลกยานยนต์กำลังพลิกโฉมอย่างรวดเร็ว ด้วยเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าที่ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ‘แรงม้า’ อันเป็นหน่วยวัดกำลังอันคุ้นเคยมายาวนาน กำลังถูกท้าทายและก้าวข้ามด้วยมาตรฐานใหม่ที่แม่นยำและเป็นสากลกว่า นั่นคือ “กิโลวัตต์” (kW) หรือในภาษาอังกฤษคือ kilowatt (kW) ซึ่งเป็นหน่วยมาตรฐาน SI (International System of Units) ที่ใช้กันทั่วโลก ในยุโรปเองก็มีการปรับมาใช้กิโลวัตต์เป็นหน่วยหลัก และเสริมด้วยแรงม้า (PS หรือ HP) เป็นค่ารอง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน โดยทั่วไปแล้ว 1 กิโลวัตต์ จะเทียบเท่ากับประมาณ 1.34 แรงม้า (HP) หรือ 1 แรงม้า (HP) เทียบเท่ากับ 0.746 กิโลวัตต์
เมื่อย้อนกลับไปทำความเข้าใจความหมายดั้งเดิมของ “แรงม้า” (Horsepower) มันถูกนิยามขึ้นในศตวรรษที่ 18 โดย James Watt เพื่อเปรียบเทียบกำลังของเครื่องจักรไอน้ำกับกำลังของม้า โดยกำหนดว่าม้า 1 ตัว สามารถยกน้ำหนัก 550 ปอนด์ ขึ้นไปสูง 1 ฟุต ภายในเวลา 1 วินาที ซึ่งจะเทียบเท่ากับกำลังประมาณ 746 วัตต์ หรือ 0.746 กิโลวัตต์ หากใช้มาตรฐานเมตริก อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างเล็กน้อยนี้เองที่ก่อให้เกิดความสับสน เมื่อ “แรงม้า” ในแต่ละประเทศมีนิยามและค่าที่ไม่เท่ากัน
คุณอาจเคยเห็นหน่วยวัดแรงม้าที่แตกต่างกันในนิตยสารยานยนต์ต่างประเทศ เช่น HP (Horsepower) ที่นิยมในสหรัฐอเมริกา, BHP (Brake Horsepower) ที่นิยมในอังกฤษ ซึ่งมีการคำนึงถึงแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์มากขึ้น ทำให้ค่า BHP มักต่ำกว่า HP เล็กน้อย (ประมาณ 1 HP ≈ 0.99 BHP) ส่วนในยุโรปภาคพื้นทวีป เช่น เยอรมนี จะใช้ PS (Pferdestärke) หรือฝรั่งเศสและอิตาลีใช้ CV (Cheval-vapeur) ซึ่งทั้งสองหน่วยนี้ถูกพัฒนาบนมาตรฐานเมตริก และมีค่าใกล้เคียงกับ 735.5 วัตต์ ทำให้ 1 PS หรือ CV มีค่าต่ำกว่า 1 HP เล็กน้อย
ตัวอย่างเช่น รถ BMW 540i รหัสตัวถัง G30 ที่มีกำลัง 250 กิโลวัตต์ อาจถูกระบุว่าเป็น 340 PS ในเยอรมนี แต่ถ้าแปลงเป็นหน่วย HP ในสหรัฐฯ อาจเหลือเพียง 335 HP ความแตกต่างนี้สะท้อนให้เห็นว่า การถกเถียงเรื่องตัวเลขแรงม้าที่แตกต่างกันนั้นเป็นเรื่องปกติ ขึ้นอยู่กับมาตรฐานการวัดที่ใช้
ยุคสมัยแห่งขุมพลังไฟฟ้า: BYD Seal และ Lotus Eletre สู่การเปลี่ยนแปลงที่เข้าถึงได้
การมาถึงของรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ยานยนต์ไปอย่างสิ้นเชิง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการเปิดตัว BYD Seal ในช่วงปลายปี 2566 ที่สร้างความฮือฮาให้กับตลาดประเทศไทย โดยรุ่นท็อป Seal Performance ที่มาพร้อมมอเตอร์คู่ ให้กำลังสูงถึง 390 กิโลวัตต์ หรือราว 530 แรงม้า (PS) ด้วยราคาเพียง 1.59 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนต่อแรงม้า (PS) ต่ำเพียงประมาณ 3,018 บาทเท่านั้น! ตัวเลขนี้สะท้อนถึงประสิทธิภาพที่น่าทึ่ง พร้อมแรงบิดมหาศาล 68.3 กก.-ม. และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.8 วินาที ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนในระดับราคานี้
ในเวลาไล่เลี่ยกัน Lotus Eletre ซูเปอร์ครอสโอเวอร์ SUV พลังไฟฟ้าสุดไฮเทค ก็ได้เปิดตัวด้วยกำลังที่สูงขึ้นไปอีกถึง 675 กิโลวัตต์ หรือ 904 แรงม้า (HP) มาพร้อมแรงบิด 100.4 กก.-ม. และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.95 วินาที แม้ราคาจะสูงกว่าที่ 6.59 ล้านบาท แต่เมื่อคำนวณต้นทุนต่อแรงม้า (HP) ก็อยู่ที่ประมาณ 7,322 บาท
หากลองคำนวณเล่นๆ ด้วยมาตรฐานของ BYD Seal หากเราต้องการรถยนต์ที่มีกำลัง 200 แรงม้า (PS) ต้นทุนอาจจะอยู่ที่ประมาณ 603,600 บาทเท่านั้น! หรือถ้าใช้มาตรฐานของ Lotus Eletre รถ 200 แรงม้า (HP) ก็จะมีราคาประมาณ 1,464,400 บาท ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า “ราคาของพละกำลัง” กำลังลดลงอย่างมหาศาล เมื่อหันมาใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์สันดาปภายใน ผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกต่างตระหนักถึงแนวโน้มนี้ และเราจะได้เห็นการก้าวกระโดดของสมรรถนะ โดยเฉพาะอัตราเร่งและอัตราเร่งแซง ที่จะกลายเป็นคุณสมบัติพื้นฐานในรถยนต์ทุกระดับราคาอย่างแน่นอน
Rimac Nevera: ก้าวข้ามขีดจำกัดของไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า
ในโลกของไฮเปอร์คาร์ สถิติด้านอัตราเร่งกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่โดยรถยนต์ไฟฟ้า และผู้ที่ครองบัลลังก์ผู้นำ ณ ขณะนี้คือ Rimac Nevera ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าจากโครเอเชีย ที่ไม่เพียงแต่มีราคาสูงถึง 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่ยังได้สร้างสถิติโลกใหม่ถึง 23 รายการภายในวันเดียว ที่สนามทดสอบ Automotive Testing Papenberg (ATP) ประเทศเยอรมนี
Rimac Nevera สามารถทะยานแตะความเร็วสูงสุด 412 กม./ชม. และเบรกจนหยุดสนิทได้อย่างปลอดภัยในระยะทาง 0-400-0 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 29.94 วินาที! สถิติที่น่าทึ่งนี้ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น พวกเขายังทำลายสถิติอัตราเร่งในทุกช่วงความเร็วสำหรับรถโปรดักชัน ได้แก่:
0-100 กม./ชม. ใน 1.82 วินาที: เร็วกว่ารถแข่ง Formula 1!
0-200 กม./ชม. ใน 4.42 วินาที
0-300 กม./ชม. ใน 9.23 วินาที
0-400 กม./ชม. ใน 21.32 วินาที
ควอเตอร์ไมล์ (0-402 เมตร) ใน 8.26 วินาที
สถิติทั้งหมดนี้ถูกบันทึกโดยองค์กรอิสระสองแห่งคือ Dewesoft และ Racelogic โดยใช้ยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 R ซึ่งเป็นยางมาตรฐานติดรถจากโรงงาน
เบื้องหลังความอัจฉริยะ: Mate Rimac และวิสัยทัศน์แห่งอนาคต
ความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้มีหัวใจสำคัญคือ Mate Rimac ซีอีโอหนุ่มวัย 35 ปี ชาวโครเอเชีย ผู้มีวิสัยทัศน์อันเฉียบคมว่า “พลังไฟฟ้า คือ พลังแห่งอนาคต” แววของนักประดิษฐ์ฉายชัดตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม จากการคว้ารางวัลด้านนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ไฟฟ้า และการพัฒนากระจกมองข้างอัจฉริยะ “Active Mirror” ต่อมา ขณะเป็นนักศึกษาอายุ 19 ปี เขาได้ทำการดัดแปลง BMW 3 Series E30 ให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า และสร้างสถิติโลกได้หลายรายการ
ด้วยความสามารถที่โดดเด่น เขาได้รับการสนับสนุนจนสามารถสร้างรถต้นแบบรุ่นแรกของ Rimac ในชื่อ Concept One ในปี 2011 ขณะอายุเพียง 23 ปี และ Rimac Nevera คือรุ่นที่สองของค่าย
ปัจจุบัน Rimac Automobili เติบโตอย่างก้าวกระโดด มีพนักงานกว่า 1,000 คน และได้รับการสนับสนุนเงินลงทุนจากบริษัทยานยนต์ชั้นนำ เช่น Porsche AG, Hyundai, Kia และ Camel Group ซึ่งเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ นอกจากนี้ Rimac ยังเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าให้กับบริษัทอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ Porsche, Hyundai, Kia, Renault, Jaguar, Aston Martin, SEAT, Koenigsegg และ Automobili Pininfarina เขายังได้ร่วมก่อตั้ง Bugatti Rimac ในปี 2021 ซึ่งเขาดำรงตำแหน่ง CEO
Rimac Nevera: เทคโนโลยีที่ล้ำยุคเหนือจินตนาการ
แม้ Rimac Nevera จะเป็นแบรนด์ที่มียอดการผลิตไม่มากนัก แต่ทุกองค์ประกอบถูกสร้างขึ้นด้วยมาตรฐานสูงสุด หัวใจสำคัญคือแบตเตอรี่ลิเธียม/แมงกานีส/นิกเกิล (LMN) ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับ Rimac ประกอบด้วยเซลล์ 6,960 เซลล์ ความจุรวม 120 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ต่างจากรถไฟฟ้าทั่วไปที่มักวางแผ่เป็นแผ่นเรียกว่า “สเก็ตบอร์ด” แบตเตอรี่ของ Nevera ถูกออกแบบอย่างชาญฉลาดเพื่อคงรูปลักษณ์ของไฮเปอร์คาร์เครื่องวางกลางลำไว้ได้ โดยติดตั้งในตำแหน่งเดียวกับเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังแบบดั้งเดิม
แบตเตอรี่ความจุ 120 kWh นี้ สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 570 กม. ตามมาตรฐาน WLTP และสามารถชาร์จจาก 0-80% ได้ในเวลาเพียง 19 นาที ด้วยการรองรับการชาร์จ DC สูงสุด 500 กิโลวัตต์
สำหรับสมรรถนะ Rimac Nevera ถูกนิยามว่าเป็น “Megacar” ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว (คู่หน้า-หลัง) ที่ให้กำลังรวม 1.4 เมกะวัตต์ หรือ 1,408 กิโลวัตต์ ซึ่งเทียบเท่ากับ 1,888 แรงม้า (HP) หรือ 1,914 แรงม้า (PS) แรงบิดมหาศาลถึง 240.7 กก.-ม. ทำให้รถน้ำหนัก 2,150 กก. สามารถทำอัตราเร่งระดับกล่าวมาได้อย่างง่ายดาย ตัวรถยังออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์อย่างยอดเยี่ยม โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.3 ในโหมดปกติ และสามารถกางสปอยเลอร์เพื่อเพิ่มแรงกดอากาศได้มากขึ้นถึง 326% เพื่อการเข้าโค้งที่ความเร็วสูง
โครงสร้างตัวถังเป็นแบบคาร์บอนโมโนค็อกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ด้วยความแข็งแกร่ง 70,000 นิวตัน/องศาการบิด ระบบระบายความร้อนของแบตเตอรี่ได้รับการพัฒนาอย่างพิถีพิถัน โดยนอกจากระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวและรังผึ้งหม้อน้ำแล้ว ยังมีการใช้คอมเพรสเซอร์ระบบปรับอากาศเพื่อควบคุมอุณหภูมิแบตเตอรี่ให้คงที่ ป้องกันความร้อนสะสมที่เป็นอันตราย
Rimac Nevera กับสถิติบน Nürburgring Nordschleife
นอกเหนือจากสถิติอัตราเร่งที่น่าทึ่ง Rimac Nevera ยังเป็นเจ้าของสถิติเวลาต่อรอบที่เร็วที่สุดสำหรับรถโปรดักชันไฟฟ้าบนสนาม Nürburgring Nordschleife ระยะทาง 20.832 กม. ด้วยเวลา 7 นาที 05.298 วินาที ซึ่งเร็วกว่า Honda Civic Type R FL5 (7:44.8) และ Tesla Model S Plaid (7:25.23) ที่ทำไว้ก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม สนาม Nürburgring Nordschleife ไม่เพียงวัดความเร็วและอัตราเร่ง แต่ยังรวมถึงความสามารถในการทรงตัวและการเบรก ซึ่งเป็นความท้าทายสำหรับรถไฟฟ้าที่มีน้ำหนักมากถึง 2,150 กก. เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อสนามแข่งโดยเฉพาะ เช่น Porsche 992 GT3 RS (6:44.84) หรือ Mercedes-AMG ONE (6:35.183) ซึ่งเป็นเจ้าของสถิติสนามในปัจจุบัน เวลาต่อรอบของ Rimac Nevera ยังคงห่างไกลจากรถพิเศษเหล่านี้
บทสรุป: ก้าวต่อไปของ Rimac Automobili
Rimac Nevera คือรถยนต์ที่น่าทึ่งที่สุดในยุคปัจจุบัน และเป็นเสมือนหัวหอกสำคัญที่จะผลักดันให้รถสปอร์ตและรถยนต์ประเภทอื่นๆ ก้าวสู่ยุคใหม่แห่งสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมอย่างก้าวกระโดด
นอกจากนี้ Rimac Automobili ยังได้ขยายขอบเขตสู่ตลาดรถยนต์ไร้คนขับ ด้วยการเปิดตัวโปรโตไทป์ Robotaxi ภายใต้บริษัทใหม่ชื่อ Verne โดยมีแผนจะเริ่มให้บริการในเมืองซาเกร็บ ประเทศโครเอเชีย ในปี 2026 และขยายไปยังเมืองต่างๆ ทั่วโลก การเข้ามาของ Verne สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Rimac ในการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาสู่ชีวิตประจำวัน และเป็นอีกก้าวสำคัญที่บ่งชี้ถึงอนาคตอันไร้ขีดจำกัดของยานยนต์ไฟฟ้า
หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด และต้องการสัมผัสประสบการณ์แห่งอนาคตของการขับเคลื่อน ยานยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงอย่าง Rimac Nevera และเทคโนโลยีจาก Rimac Automobili คือสิ่งที่คุณไม่ควรพลาด ติดตามข่าวสารและเทคโนโลยีล่าสุดจาก Rimac ได้อย่างใกล้ชิด แล้วคุณจะพบว่า “ขีดจำกัด” เป็นเพียงคำที่เราสร้างขึ้นเองในอดีต