![[ครบชุด] T2603002 วยแล วล มต Ep.1](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260326_160956.jpg)
Rimac Nevera: สัญลักษณ์แห่งยุคแห่งสมรรถนะไร้ขีดจำกัดและวิสัยทัศน์แห่งอนาคต
ในโลกยานยนต์ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรม ทำให้คำว่า “พละกำลัง” หรือ “สมรรถนะ” ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่หน่วย “แรงม้า” (Horsepower – HP) อีกต่อไป หากแต่ได้ก้าวไปสู่มาตรฐานสากลที่แม่นยำและเป็นที่ยอมรับกว่า นั่นคือ “กิโลวัตต์” (Kilowatt – kW) โดยเฉพาะในตลาดยุโรปที่นิยมใช้หน่วยนี้เป็นหลัก และมักจะเสริมด้วยหน่วยแรงม้าเป็นค่ารองเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจง่ายขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองหน่วยนี้คือ 1 กิโลวัตต์ เท่ากับประมาณ 1.34 แรงม้า หรือ 1 แรงม้า เท่ากับ 0.746 กิโลวัตต์
การเปลี่ยนแปลงจากการใช้หน่วยแรงม้าที่คุ้นเคยมาสู่กิโลวัตต์นั้น มีเหตุผลอันสมควร ไม่ใช่เพียงแค่ความทันสมัย แต่เป็นเพราะ “แรงม้า” ของแต่ละประเทศและแต่ละมาตรฐานนั้นมีความแตกต่างกัน หากคุณสังเกตจะพบว่าในนิตยสารยานยนต์ต่างประเทศ มักจะมีการระบุหน่วยแรงม้าที่แตกต่างกัน เช่น HP (Horsepower) ในสหรัฐอเมริกา, BHP (Brake Horsepower) ในสหราชอาณาจักร, PS (Pferdestärke) ในเยอรมนี และ CV (Cheval-Vapeur) ในฝรั่งเศสและอิตาลี ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นจากการที่แต่ละมาตรฐานมีวิธีการคำนวณที่ต่างกัน โดยเฉพาะ BHP ที่คำนึงถึง “แรงเสียดทาน” ภายในเครื่องยนต์ ทำให้ค่าที่ได้ต่ำกว่า HP เล็กน้อย ในขณะที่ PS และ CV เป็นหน่วยที่คำนวณบนมาตรฐานเมตริก ซึ่งให้ค่ากำลังที่แตกต่างจากมาตรฐานอิมพีเรียล (Imperial) ตัวอย่างเช่น รถ BMW 540i G30 ที่ให้กำลัง 250 กิโลวัตต์ อาจแสดงผลเป็น 340 PS ในเยอรมนี แต่เป็น 335 HP ในสหรัฐอเมริกา ดังนั้น การถกเถียงเรื่องตัวเลขแรงม้าจึงขึ้นอยู่กับหน่วยวัดที่ใช้เป็นสำคัญ
ยุคใหม่แห่งพละกำลัง: เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าพลิกโฉมวงการ
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการยานยนต์กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเดือนกันยายน 2566 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญกับการเปิดตัว BYD SEAL รถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน ที่เข้ามาสร้างความฮือฮาในตลาดไทย โดยเฉพาะรุ่นท็อป SEAL Performance ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสองมอเตอร์ ให้กำลังสูงสุดถึง 390 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 530 แรงม้า (PS) ด้วยราคาเพียง 1.59 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนต่อแรงม้า (PS) อยู่ที่ประมาณ 3,018 บาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าย่อมเยาอย่างไม่น่าเชื่อ พร้อมด้วยแรงบิดมหาศาล 68.3 กก.-ม. และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.8 วินาที สิ่งเหล่านี้ดึงดูดผู้บริโภคได้อย่างล้นหลาม
ในเวลาไล่เลี่ยกัน LOTUS ELETRE รถยนต์ประเภท Super-crossover SUV พลังไฟฟ้าสุดไฮเทค ก็เปิดตัวด้วยสมรรถนะที่น่าทึ่งไม่แพ้กัน ด้วยกำลังสูงสุดถึง 675 กิโลวัตต์ หรือ 904 HP และแรงบิด 100.4 กก.-ม. พร้อมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.95 วินาที แม้จะมีราคาสูงถึง 6.59 ล้านบาท แต่เมื่อคำนวณต้นทุนต่อแรงม้า (HP) ก็จะอยู่ที่ประมาณ 7,322 บาท
เมื่อลองคำนวณเล่นๆ หากนำมาตรฐาน BYD SEAL มาสร้างรถยนต์ที่ให้กำลัง 200 แรงม้า (PS) ราคาจะอยู่ที่ราว 603,600 บาทเท่านั้น หรือหากใช้มาตรฐานสมรรถนะของ LOTUS ELETRE ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1,464,400 บาท แสดงให้เห็นว่า “ราคาของพละกำลัง” ได้ลดลงอย่างมหาศาลจากการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์สันดาปภายใน และนี่คือทิศทางที่ค่ายรถยนต์ทุกค่ายกำลังมุ่งหน้าไป เราจะได้เห็นการก้าวกระโดดของสมรรถนะ โดยเฉพาะอัตราเร่งและความคล่องแคล่วในการขับขี่ ในรถยนต์ทุกระดับราคาอย่างแน่นอน
Rimac Nevera: ผู้ทลายทุกสถิติ สู่ยุคแห่งไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า
ในพิกัดของไฮเปอร์คาร์ การแข่งขันด้านสมรรถนะได้ก้าวไปสู่อีกระดับ และผู้ที่เข้ามาเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่คือ Rimac Nevera ไฮเปอร์คาร์พลังไฟฟ้าจากประเทศโครเอเชีย ด้วยราคาประมาณ 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ Nevera ได้ทำลายสถิติโลกถึง 23 รายการภายในวันเดียว ณ สนามทดสอบ Automotive Testing Papenburg (ATP) ในประเทศเยอรมนี ซึ่งมีทางตรงยาวถึง 4 กิโลเมตร
Rimac Nevera แสดงสมรรถนะที่เหนือความคาดหมาย สามารถทำความเร็วสูงสุดถึง 412 กม./ชม. และหยุดรถได้อย่างปลอดภัยจากความเร็วสูงสุด (0-400-0 กม./ชม.) ภายในเวลาเพียง 29.94 วินาที นอกจากนี้ ยังได้ทำลายสถิติอัตราเร่งในทุกย่านความเร็วของรถยนต์โปรดักชันอย่างน่าทึ่ง:
0-100 กม./ชม.: 1.82 วินาที (เร็วกว่ารถแข่ง Formula 1)
0-200 กม./ชม.: 4.42 วินาที
0-300 กม./ชม.: 9.23 วินาที
0-400 กม./ชม.: 21.32 วินาที
ควอเตอร์ไมล์ (0-402 ม.): 8.26 วินาที
สถิติเหล่านี้ได้รับการยืนยันจากองค์กรอิสระสองแห่งคือ Dewesoft และ Racelogic โดยใช้ยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 R ซึ่งเป็นยางมาตรฐานติดรถจากโรงงาน
หัวใจสำคัญเบื้องหลังความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้มาจากวิสัยทัศน์ของ Mate Rimac ประธานบริษัท Rimac Automobili ชายหนุ่มอัจฉริยะชาวโครเอเชีย ผู้เชื่อมั่นว่า “พลังไฟฟ้าคือพลังแห่งอนาคต” ความเป็นนักประดิษฐ์ของเขาฉายแววมาตั้งแต่สมัยเรียน ด้วยผลงานเช่น ถุงมืออัจฉริยะที่ใช้แทนคีย์บอร์ดและเมาส์ หรือกระจกมองข้างลดจุดบอด (Active Mirror) ซึ่งได้รับรางวัลระดับนานาชาติมากมาย
จุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพของเขาคือ เมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาอายุ 19 ปี เขาได้ดัดแปลง BMW 3 Series E30 ให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า และสามารถบันทึกสถิติโลกสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าได้หลายรายการ ความสามารถนี้ทำให้เขาได้รับการสนับสนุน และสามารถสร้างรถต้นแบบรุ่นแรกของ Rimac ในชื่อ Concept One ในปี 2011 ขณะอายุเพียง 23 ปี และ Rimac Nevera คือรถรุ่นที่สองของค่าย
ปัจจุบัน Rimac Automobili มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองหลวงของโครเอเชีย และเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยพนักงานกว่า 1,000 คน และได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการยานยนต์ เช่น Porsche AG, Hyundai, Kia และ Camel Group ซึ่งเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ นอกจากจะสร้างไฮเปอร์คาร์ของตนเองแล้ว Rimac ยังเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าให้กับบริษัทอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น Porsche, Hyundai, Kia, Renault, Jaguar, Aston Martin, SEAT, Koenigsegg, และ Automobili Pininfarina รวมถึงการร่วมทุนกับ Bugatti ในชื่อ Bugatti Rimac ซึ่งเขาดำรงตำแหน่ง CEO
เทคโนโลยีและวิศวกรรมเบื้องหลัง Rimac Nevera
แม้ Rimac Nevera อาจไม่ใช่แบรนด์ที่คุ้นหูมากนัก และมีปริมาณการผลิตที่ไม่สูง แต่รถคันนี้ถูกสร้างขึ้นภายใต้มาตรฐานโรงงานระดับโลกที่เข้มงวด เทียบเท่ากับโรงงานผลิต Bugatti
หัวใจสำคัญของระบบพลังงานใน Nevera คือชุดแบตเตอรี่ลิเธียม/แมงกานีส/นิกเกิล (LMN) ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ประกอบด้วยเซลล์แบตเตอรี่จำนวน 6,960 เซลล์ มีความจุรวม 120 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) แทนที่จะวางแบตเตอรี่แบบแผ่เต็มพื้นรถ (Skateboard) เหมือนรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นทั่วไป การออกแบบของ Rimac ยังคงรักษารูปทรงอันงดงามของไฮเปอร์คาร์เครื่องวางกลางลำไว้ได้ ด้วยการจัดวางแบตเตอรี่ในตำแหน่งเดียวกับที่เคยเป็นเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังแบบดั้งเดิม
แบตเตอรี่ความจุ 120 kWh นี้ สามารถขับเคลื่อน Rimac Nevera ได้ไกลถึง 570 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP และสามารถชาร์จจาก 0-80% ได้ภายในเวลาเพียง 19 นาที โดยรองรับการชาร์จ DC Fast Charge สูงสุดถึง 500 กิโลวัตต์
สมรรถนะของรถคันนี้อาจนิยามได้ว่าเป็น “Megacar” เนื่องจากมีมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว (คู่หน้าและคู่หลัง) รวมกันให้กำลังสูงสุดถึง 1.4 เมกะวัตต์ หรือ 1,408 กิโลวัตต์ ซึ่งแปลงเป็นแรงม้าได้ประมาณ 1,888 HP หรือ 1,914 PS เรียกได้ว่าเกือบ 1,900 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาลถึง 240.7 กก.-ม. ด้วยพละกำลังระดับนี้ แม้จะมีน้ำหนักตัวถึง 2,150 กิโลกรัม ก็สามารถทำอัตราเร่งที่น่าทึ่งได้อย่างสบาย
ในสภาวะที่มีแรงต้านอากาศต่ำ ตัวรถมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.3 แต่เมื่อต้องการชะลอความเร็วอย่างกะทันหัน หรือต้องการแรงกดอากาศเพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการเข้าโค้งที่ความเร็วสูง ระบบสปอยเลอร์จะทำงานเพื่อเพิ่มแรงกดอากาศได้มากกว่าเดิมถึง 326%
โครงสร้างตัวถังเป็นแบบคาร์บอนโมโนค็อกที่ได้รับการยอมรับว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลก ด้วยความแข็งแกร่งที่ 70,000 นิวตัน/องศาการบิด ระบบระบายความร้อนของแบตเตอรี่ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับรถที่มีสมรรถนะสูงเช่นนี้ นอกจากการใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวและแผงหม้อน้ำแล้ว ยังมีการเสริมด้วยคอมเพรสเซอร์ของระบบปรับอากาศ เพื่อช่วยลดอุณหภูมิแบตเตอรี่ให้คงอยู่ในระดับที่ปลอดภัย
Rimac Nevera ในสนามแข่งระดับโลก
นอกจากสถิติอัตราเร่งและความเร็วสูงสุดที่ทำไว้ที่สนาม ATP แล้ว ในเดือนสิงหาคม 2566 Rimac Nevera ยังสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการเป็นรถยนต์ไฟฟ้าโปรดักชันที่ทำเวลาต่อรอบในสนาม Nürburgring Nordschleife (ระยะทาง 20.832 กม.) ได้เร็วที่สุด ด้วยเวลา 7:05.298 นาที ทำลายสถิติเดิมของ Tesla Model S Plaid ที่ทำไว้ 7:25.23 นาที
อย่างไรก็ตาม แม้สมรรถนะในทางตรงและอัตราเร่งของ Nevera จะน่าทึ่ง แต่เมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งขันในสนามแข่งโดยเฉพาะ เช่น Porsche 992 GT3 RS (6:44.84 นาที) หรือ Mercedes-AMG ONE (6:35.183 นาที) ซึ่งเป็นเจ้าของสถิติสนามปัจจุบัน เวลาต่อรอบของ Nevera ยังคงมีช่องว่างอยู่มาก นี่เป็นข้อจำกัดตามธรรมชาติของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีน้ำหนักมากกว่ารถเครื่องยนต์สันดาปภายใน
อนาคตของ Rimac Automobili: ก้าวสู่ Robotaxi และนวัตกรรมไร้ขีดจำกัด
Rimac Nevera เป็นมากกว่าแค่ไฮเปอร์คาร์ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเปลี่ยนแปลงและเป็นหัวหอกที่จะนำพารถยนต์สปอร์ตและรถยนต์ประเภทอื่นๆ ในอนาคตไปสู่ระดับสมรรถนะที่ก้าวกระโดดอย่างแน่นอน
และก้าวต่อไปที่น่าจับตามองคือ การเปิดตัว Robotaxi แห่งอนาคต ภายใต้บริษัทใหม่ชื่อ Verne ซึ่งก่อตั้งโดย Mate Rimac และทีมงานผู้เชี่ยวชาญจาก Rimac Automobili โดยมีแผนจะเริ่มให้บริการในเมืองซาเกร็บ ประเทศโครเอเชีย ภายในปี 2026 และขยายสู่เมืองต่างๆ ทั่วโลก
การออกแบบ Robotaxi ของ Verne มีความโดดเด่นและแตกต่างจากรถต้นแบบของคู่แข่งอย่างชัดเจน โดยเป็นรถคูเป้สองที่นั่ง ดีไซน์ล้ำยุค ที่ออกแบบมาเพื่อการขับขี่อัตโนมัติโดยเฉพาะ โดยไม่มีพวงมาลัยตั้งแต่ต้น เน้นความสะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นหลัก ประตูเป็นแบบสไลด์ หลังคา Panoramic Sunroof ภายในห้องโดยสารให้ความรู้สึกเหมือนห้องนั่งเล่นเคลื่อนที่ พร้อมจอขนาด 43 นิ้ว ลำโพง 17 ตำแหน่ง และระบบควบคุมอุปกรณ์ภายในรถที่ทันสมัย
การเข้ามาของ Rimac Automobili และเทคโนโลยีสุดล้ำที่นำเสนอผ่าน Rimac Nevera และโครงการ Verne สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกล และความเป็นผู้นำในการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ที่ไม่เพียงแต่จะผลักดันขีดจำกัดของสมรรถนะ แต่ยังเป็นการสร้างนิยามใหม่ของการเดินทางในอนาคต
หากคุณกำลังมองหาสุดยอดสมรรถนะที่ไร้ขีดจำกัด หรือกำลังให้ความสนใจกับทิศทางของยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยียานยนต์อัตโนมัติ การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ Rimac Nevera และวิสัยทัศน์ของ Mate Rimac ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าตื่นเต้นและจะเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับคุณได้อย่างแน่นอน