![[ครบชุด] T2603027 ทำไมฉ นต องทนเพ อล Ep.1](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260326_154442.jpg)
Rimac Nevera: ผู้ปฏิวัติแห่งยุคไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า ณ ประเทศไทย
ในวงการยานยนต์ระดับโลก การพูดถึง “พละกำลัง” นั้นย้อนกลับไปในอดีต มักจะนึกถึงหน่วย “แรงม้า” (horsepower) ที่มาจากเครื่องยนต์สันดาปภายในเสมอ แต่เมื่อเข้าสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้า (EVs) มาตรฐานการวัดกำลังก็เปลี่ยนไปสู่ระบบสากลอย่างกิโลวัตต์ (kW) ซึ่งเป็นที่ยอมรับมากกว่าในระดับสากล โดยเฉพาะในยุโรปที่ปัจจุบันนิยมใช้กิโลวัตต์เป็นหน่วยหลัก และอาจเสริมด้วยหน่วยแรงม้าเป็นค่ารอง การแปลงหน่วยก็ตรงไปตรงมา: 1 แรงม้า เท่ากับ 0.746 กิโลวัตต์ หรือ 1 กิโลวัตต์ เท่ากับ 1.34 แรงม้า
แรงม้าเดิมนั้นถูกนิยามไว้ว่าคือการที่ม้า 1 ตัว สามารถแบกน้ำหนัก 550 ปอนด์ ขึ้นไปสูง 1 ฟุต ในเวลา 1 วินาที ซึ่งเป็นหน่วยแบบ “อิมพีเรียล” ที่เคยนิยมในสหราชอาณาจักร (ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้เมตริกแล้ว) และยังคงใช้กันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อเปรียบเทียบกับระบบเมตริกสากล 1 แรงม้าของอิมพีเรียล จะเท่ากับ 746 วัตต์
คำถามที่ว่า “ทำไมต้องเปลี่ยนไปใช้หน่วยกิโลวัตต์ ในเมื่อแรงม้าก็เป็นที่เข้าใจกันดี?” คำตอบอยู่ที่ความแตกต่างของหน่วยแรงม้าในแต่ละประเทศ! หากคุณเคยอ่านนิตยสารรถยนต์ต่างประเทศ จะพบว่ามีตัวย่อที่หลากหลาย เช่น HP (horsepower) ในสหรัฐอเมริกา, BHP (brake horsepower) ในอังกฤษ ซึ่งรวมการคำนวณแรงเสียดทานของเครื่องยนต์เข้าไปด้วย ทำให้ค่า BHP ต่ำกว่า HP เสมอ (ประมาณ 1 HP ≈ 0.99 BHP) หรือถ้าเป็นรถจากเยอรมนีจะใช้ PS (Pferdestärke) ซึ่งหมายถึงแรงม้า ส่วนฝรั่งเศสและอิตาลีใช้ CV (chevaux-vapeur) ซึ่งก็แปลว่าแรงม้าเช่นกัน
ความแตกต่างนี้ไม่ได้มาจากแค่การคำนวณแรงเสียดทานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงมาตรฐานการวัดที่เป็นเมตริกและอิมพีเรียลด้วย โดย 1 แรงม้าของอิมพีเรียลเท่ากับ 746 วัตต์ แต่ 1 แรงม้าของเมตริก (เช่น PS) จะเท่ากับ 735.5 วัตต์ เท่านั้น ตัวอย่างเช่น BMW 540i (G30) ที่ให้กำลัง 250 กิโลวัตต์ หากแปลงเป็นหน่วย PS จะได้ 340 PS แต่ถ้าแปลงเป็น HP จะได้เพียง 335 HP ดังนั้น การถกเถียงว่ารถมีกำลังเท่าใดจึงขึ้นอยู่กับหน่วยวัดที่ใช้
การมาถึงของ “พลังไฟฟ้า” ที่เหนือกว่า
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เขย่าวงการยานยนต์ทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดไทย เกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2566 กับการเปิดตัว BYD SEAL โดยเฉพาะรุ่นท็อป SEAL PERFORMANCE ที่มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังสูงถึง 390 กิโลวัตต์ หรือ 530 แรงม้า (PS) ในราคาที่น่าทึ่งเพียง 1.59 ล้านบาท ทำให้ราคาต่อกำลัง 1 แรงม้า (PS) ตกเพียง 3,018 บาทเท่านั้น! ด้วยแรงบิดมหาศาล 68.3 กก.-ม. และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.8 วินาที ทำให้ BYD SEAL กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ดึงดูดลูกค้าได้อย่างล้นหลาม
ไม่นานหลังจากนั้น LOTUS ELETRE รถ SUV ครอสโอเวอร์พลังไฟฟ้าสุดไฮเทค ก็สร้างความฮือฮาไม่แพ้กัน ด้วยกำลังสูงถึง 675 กิโลวัตต์ หรือ 904 HP พร้อมแรงบิด 100.4 กก.-ม. และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.95 วินาที แม้สนนราคาจะอยู่ที่ 6.59 ล้านบาท แต่เมื่อคำนวณราคาต่อกำลัง 1 แรงม้า (HP) ก็อยู่ที่ 7,322 บาท
หากลองคำนวณเล่นๆ หากเราจะสร้างรถระดับ 200 แรงม้า ด้วยมาตรฐาน BYD SEAL จะมีราคาเพียง 3,018 x 200 = 603,600 บาท! หรือหากใช้มาตรฐานสมรรถนะสูงของ LOTUS ELETRE ราคาจะอยู่ที่ 7,322 x 200 = 1,464,400 บาท! นี่แสดงให้เห็นว่า “ราคาของพละกำลัง” ลดลงอย่างมหาศาลจากการใช้มอเตอร์ไฟฟ้ามาแทนที่เครื่องยนต์สันดาปภายใน ค่ายรถยนต์ทุกแห่งตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ และอนาคตอันใกล้ เราจะได้เห็นการก้าวกระโดดของสมรรถนะในรถยนต์ทุกระดับราคาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอัตราเร่ง และอัตราเร่งแซง ที่จะกลายเป็นคุณสมบัติพื้นฐาน
Rimac Nevera: ผู้เขียนนิยามใหม่ของไฮเปอร์คาร์
ในพิกัดสูงสุดของวงการยานยนต์ “ไฮเปอร์คาร์” สถิติอัตราเร่งในปัจจุบันถูกเขียนขึ้นใหม่โดยรถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง เจ้าของสถิติใหม่นี้คือ Rimac Nevera ไฮเปอร์คาร์พลังไฟฟ้าจากประเทศโครเอเชีย ที่มีราคาถึง 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ได้สร้างสถิติโลกใหม่ถึง 23 รายการภายในวันเดียว ณ สนามทดสอบ ATP (Automotive Testing Papenburg) ประเทศเยอรมนี ซึ่งมีทางตรงยาวถึง 4 กิโลเมตร
Rimac Nevera สร้างสถิติอัตราเร่งที่น่าทึ่ง ทะยานแตะความเร็วสูงสุด 412 กม./ชม. และเบรกจนหยุดสนิทได้อย่างปลอดภัย (0-400-0 กม./ชม.) ในเวลาเพียง 29.94 วินาที! ในกระบวนการเร่งความเร็วนี้ พวกเขาได้ทำลายสถิติรถยนต์โปรดักชันในทุกย่านความเร็ว ตั้งแต่อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 1.82 วินาที (เร็วกว่ารถแข่ง F1!) อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ใน 4.42 วินาที, 0-300 กม./ชม. ใน 9.23 วินาที และ 0-400 กม./ชม. ในเวลาเพียง 21.32 วินาที ส่วนระยะควอเตอร์ไมล์ (0-402 เมตร) ทำได้ในเวลาเพียง 8.26 วินาที ทั้งหมดนี้ได้รับการยืนยันจากองค์กรอิสระอย่าง Dewesoft และ Racelogic โดยใช้ยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 R ซึ่งเป็นยางมาตรฐานติดรถจากโรงงาน
เบื้องหลังสถิติอันน่าทึ่งนี้คือวิสัยทัศน์อันแน่วแน่ของ Mate Rimac ซีอีโอหนุ่มวัย 35 ปี ชาวโครเอเชีย ผู้เชื่อมั่นว่า “พลังไฟฟ้าคือพลังแห่งอนาคต” ความเป็นอัจฉริยะด้านนวัตกรรมของเขาฉายแววมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ด้วยผลงานประดิษฐ์อย่างถุงมืออัจฉริยะที่ใช้แทนคีย์บอร์ดและเมาส์ หรือกระจกมองข้างลดจุดบอด “Active Mirror” ซึ่งกวาดรางวัลระดับนานาชาติมามากมาย
ผลงานที่ทำให้เขาโด่งดังไปทั่วโลก คือการที่เขาได้ดัดแปลง BMW 3 Series (E30) คูเป้ของเขาให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่อายุ 19 ปี และได้รับการบันทึกสถิติโลกของรถไฟฟ้าหลายรายการ ความสามารถนี้ทำให้เขาได้รับการสนับสนุน จนสามารถสร้างรถต้นแบบรุ่นแรกของ Rimac ในชื่อ Concept One ได้ในปี 2011 ขณะอายุเพียง 23 ปี และ Rimac Nevera คือรถรุ่นที่สองของค่ายนี้
ปัจจุบัน Rimac Automobili ตั้งอยู่ที่กรุงซาเกร็บ ประเทศโครเอเชีย เป็นบริษัทที่เติบโตอย่างมหาศาล ด้วยทีมงานกว่า 1,000 คน และได้รับการลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น Porsche AG, Hyundai, Kia และ Camel Group ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ในเอเชีย นอกจากการผลิตไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าของตนเองแล้ว Rimac ยังเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ให้แก่ค่ายอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น Porsche, Hyundai, Kia, Renault, Jaguar, Aston Martin, SEAT, Koenigsegg, Automobili Pininfarina และล่าสุด เขาได้ร่วมก่อตั้ง Bugatti Rimac ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Bugatti และ Porsche โดยเขารับตำแหน่ง CEO ในปี 2021
เทคโนโลยีล้ำสมัยใน Rimac Nevera
แม้ Rimac Nevera จะไม่ใช่แบรนด์ที่ผลิตในปริมาณมาก แต่ทุกคันถูกสร้างขึ้นในโรงงานมาตรฐานระดับโลกที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพและความแม่นยำ หัวใจสำคัญของระบบพลังงานคือแบตเตอรี่ลิเธียม/แมงกานีส/นิกเกิล (LMN) ที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับ Rimac มีจำนวน 6,960 เซลล์ ความจุรวม 120 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) แทนที่จะออกแบบวางแบนราบเป็นพื้นรถ (Skateboard) เหมือนรถ EV ทั่วไป Rimac กลับดีไซน์ให้แบตเตอรี่อยู่ในตำแหน่งเดิมของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังแบบดั้งเดิม เพื่อรักษาเส้นสายอันสง่างามของไฮเปอร์คาร์เครื่องวางกลางลำไว้ได้
ด้วยแบตเตอรี่ความจุ 120 kWh นี้ Rimac Nevera สามารถวิ่งได้ระยะทาง 570 กม. ตามมาตรฐาน WLTP และชาร์จจาก 0-80% ได้ในเวลาเพียง 19 นาที โดยรองรับการชาร์จ DC สูงสุด 500 กิโลวัตต์
ในแง่ของสมรรถนะ Rimac Nevera สามารถนิยามได้ว่าเป็น “Mega Car” อย่างแท้จริง ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว (คู่หน้า-หลัง) รวมกำลังสูงสุดถึง 1,408 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่า 1,888 แรงม้า (HP) หรือ 1,914 แรงม้า (PS) ซึ่งเรียกว่า “1,900 แรงม้า” ก็ไม่ผิดนัก แรงบิดมหาศาลถึง 240.7 กก.-ม. แม้ตัวรถจะมีน้ำหนักถึง 2,150 กก. แต่ก็ยังสามารถทำอัตราเร่งอันน่าทึ่งได้สบายๆ ระบบแอโรไดนามิกส์ก็ได้รับการออกแบบมาอย่างดีเยี่ยม ในโหมดแรงต้านอากาศต่ำ สัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศอยู่ที่เพียง 0.3 แต่เมื่อต้องการชะลอความเร็ว หรือเพิ่มแรงกดอากาศในการเข้าโค้งความเร็วสูง สปอยเลอร์หลังจะกางออกเพื่อเพิ่มแรงกดอากาศได้มากกว่าเดิมถึง 326%
โครงสร้างตัวถังเป็นแบบคาร์บอนโมโนค็อกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ด้วยความแข็งแกร่ง 70,000 นิวตัน/องศาการบิด นอกจากนี้ ระบบระบายความร้อนสำหรับแบตเตอรี่เป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง Rimac ได้พัฒนาระบบที่ใช้ทั้งของเหลว, รังผึ้งหม้อน้ำ และคอมเพรสเซอร์ระบบปรับอากาศ เพื่อลดอุณหภูมิของแบตเตอรี่ให้คงที่และปลอดภัยอยู่เสมอ
สถิติเหนือชั้นในสนาม Nürburgring
นอกเหนือจากสถิติอัตราเร่งที่สนาม ATP แล้ว เมื่อเดือนสิงหาคม 2023 Rimac Nevera ยังได้สร้างประวัติศาสตร์เป็นรถยนต์ไฟฟ้าโปรดักชันที่ทำเวลาต่อรอบในสนาม Nürburgring Nordschleife (ระยะทาง 20.832 กม.) ได้เร็วที่สุด ด้วยเวลา 7:05.298 นาที ทำลายสถิติเดิมของ Tesla Model S Plaid ที่ทำไว้ 7:25.23 นาที ในเดือนมิถุนายน 2023
อย่างไรก็ตาม แม้ Rimac Nevera จะเร็วอย่างน่าทึ่ง แต่เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อลงสนามแข่งโดยเฉพาะ หรือรถยนต์ที่น้ำหนักเบากว่า เช่น Porsche 992 GT3 RS (6:44.84 นาที) หรือ Mercedes-AMG ONE เจ้าของสถิติปัจจุบัน (6:35.183 นาที) Rimac Nevera ก็ยังคงมีระยะห่างอยู่พอสมควร ซึ่งเป็นข้อจำกัดของน้ำหนักรถยนต์ไฟฟ้าที่มากกว่ารถยนต์สันดาปภายใน
อนาคตของ Rimac Automobili: Robotaxi แห่งอนาคต
ก้าวต่อไปของ Rimac Automobili ไม่ได้หยุดอยู่แค่ไฮเปอร์คาร์ แต่ได้ขยายสู่ตลาดรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ด้วยการเปิดตัวโปรโตไทป์ Robotaxi ภายใต้บริษัทใหม่ชื่อ Verne การเปิดตัวนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเข้าสู่ตลาด Ridesharing ที่กำลังเติบโตทั่วโลก
Verne วางแผนจะเริ่มให้บริการ Robotaxi ในเมืองซาเกร็บ ประเทศโครเอเชีย ภายในปี 2026 ก่อนขยายไปยัง 11 เมืองในสหราชอาณาจักร, เยอรมนี, เมืองอื่นๆ ในยุโรป, ตะวันออกกลาง และอีกกว่า 30 เมืองทั่วโลก
Verne ก่อตั้งโดย Mate Rimac ร่วมกับ Adriano Mudri ผู้ออกแบบ Rimac Nevera และ Marko Pejković ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ของ Rimac โดย Pejković จะดำรงตำแหน่ง CEO ของ Verne ชื่อ “Verne” ได้รับแรงบันดาลใจจากนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดัง Jules Verne สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีล้ำสมัย
การออกแบบ Robotaxi ของ Verne แตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน รถเป็นแบบคูเป้สองที่นั่ง หน้าลาด ท้ายตัด ดูล้ำสมัย และออกแบบมาโดยไม่มีพวงมาลัยตั้งแต่ต้น ต่างจากรถที่ดัดแปลงมาจากรถโปรดักชันทั่วไป การออกแบบนี้เน้นความสะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นหลัก โดยผลวิจัยชี้ว่าผู้ใช้บริการแท็กซี่ส่วนใหญ่มีผู้โดยสารเพียง 1-2 คน
การเรียกใช้บริการทำได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชัน Verne ผู้โดยสารสามารถตั้งค่าสภาพแวดล้อมภายในห้องโดยสารล่วงหน้าได้ เช่น แสง, อุณหภูมิ หรือกลิ่น ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติใช้เทคโนโลยีของ Mobileye ที่ประกอบด้วยกล้อง, เรดาร์, LiDAR และเซ็นเซอร์ต่างๆ
Rimac Nevera ไม่ใช่แค่ไฮเปอร์คาร์ที่สร้างสถิติ แต่คือสัญลักษณ์แห่งยุคสมัยใหม่ของพละกำลัง ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า มันคือหัวหอกที่จะนำพาวงการรถสปอร์ตและรถยนต์ประเภทอื่นๆ ไปสู่การพัฒนาสมรรถนะที่ก้าวกระโดดอย่างแท้จริง
คุณพร้อมแล้วหรือยังที่จะสัมผัสกับอนาคตแห่งพละกำลัง? เชิญมาสำรวจโลกแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าสุดล้ำกับเราได้แล้ววันนี้!