![[ครบชุด] T1303080 สะใภ แม อผ วร งเก ยจ ep.2 (ตอนจบ)](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260313_155713.jpg)
Honda NSX: ปรากฏการณ์ซูเปอร์คาร์สัญชาติญี่ปุ่น ที่สั่นสะเทือนบัลลังก์ยุโรป
ในโลกแห่งยานยนต์ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอันดุเดือด มีรถยนต์ไม่กี่รุ่นที่สามารถสร้างปรากฏการณ์และเป็นที่จดจำไปตลอดกาล และหนึ่งในนั้นคือ Honda NSX รถสปอร์ตระดับตำนานจากแดนอาทิตย์อุทัย ที่ไม่เพียงแต่ท้าชนแบรนด์ยุโรปชั้นนำอย่าง Porsche และ Ferrari แต่ยังสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับนิยามของซูเปอร์คาร์ที่ขับได้จริงในชีวิตประจำวัน
กาลเวลาล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน ชื่อของ Honda NSX ยังคงก้องกังวานในหมู่ผู้หลงใหลในรถยนต์มาโดยตลอด การถือกำเนิดของ NSX นั้น หากย้อนกลับไปในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1989 ณ Chicago Auto Show ได้เผยโฉมรถยนต์ต้นแบบที่สร้างความฮือฮาอย่างมาก จนกระทั่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม ปี 1990 ที่ประเทศญี่ปุ่น รถยนต์รุ่นนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าความงามสง่าและนวัตกรรมทางวิศวกรรมของทีมออกแบบชาวญี่ปุ่น ภายใต้การนำของ คุณ Misahito Nakano สามารถหลอกล่อให้หลายคนเชื่อว่านี่คือซูเปอร์คาร์แห่งศตวรรษใหม่ สิ่งเดียวที่บ่งบอกถึงยุคสมัยคือไฟหน้าแบบป๊อปอัพอันเป็นเอกลักษณ์
การปลุกปั้นซูเปอร์คาร์: จากความฝันสู่ความจริง
ในช่วงทศวรรษ 1980 การที่ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นจะสร้างสรรค์รถสปอร์ตสมรรถนะสูงเพื่อแข่งขันกับแบรนด์ยุโรปนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง ในปี 1985 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ภาพยนตร์ “Back to the Future” ออกฉาย ภาพลักษณ์ของรถสปอร์ตญี่ปุ่นยังคงจำกัดอยู่เพียงแค่ “สวยงาม ราคาเข้าถึงได้” แม้จะมีรถอย่าง Nissan Z ที่เป็นที่รู้จัก แต่ก็ยังไม่สามารถเทียบชั้นกับซูเปอร์คาร์ยุโรปได้
ทว่า ณ จุดนั้นเอง วิศวกรกลุ่มหนึ่งของ Honda ได้มีความคิดริเริ่มที่กล้าหาญ พวกเขาต้องการสร้าง Honda ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นกว่า ด้วยการดัดแปลง Honda City ปี 1984 ด้วยการผ่าครึ่งตัวถังและวางเครื่องยนต์ไว้ตรงกลาง เพื่อทดสอบแนวคิดเรื่องรถยนต์เครื่องวางกลางลำ แม้ว่าสมรรถนะจะยังคงเป็นรถยนต์บ้าน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับน่าประหลาดใจ “สนุกมาก!” คือคำนิยามที่ทุกคนที่ได้ลองขับต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน จุดประกายนี้เองที่ทำให้ Honda ตัดสินใจเดินหน้าสร้างรถต้นแบบเครื่องวางกลางลำในชื่อ HP-X โดยใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร และได้รับความร่วมมือจาก Ken Okuyama นักออกแบบชาวญี่ปุ่นที่ทำงานใน Pininfarina ผลลัพธ์คือดีไซน์ที่โดดเด่น จนผู้บริหารระดับสูงอนุมัติโครงการนี้ แม้ว่า Honda จะเป็นที่รู้จักในด้านรถยนต์ประหยัดน้ำมัน มอเตอร์ไซค์ และเครื่องมือการเกษตร แต่พวกเขาก็ไม่เกรงกลัวที่จะก้าวข้ามคู่แข่งอย่าง Supra, Celica หรือ Z เพื่อท้าชนกับ Porsche 911 และ Ferrari 328 โดยตรง
ปรัชญา NSX: ไม่ใช่แค่เร็ว แต่คือสมดุลของทุกองค์ประกอบ
ภายใต้การนำของ Shigeru Uehara หัวหน้าทีมวิศวกรพัฒนา NSX (ย่อมาจาก New Sportscar eXperimental) ถูกสร้างขึ้นโดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน: เป็นรถสปอร์ตที่มอบทั้งความสะดวกสบาย ความสวยงามที่สะดุดตา และความสนุกในการขับขี่ Honda ตระหนักดีว่า Ferrari และ Porsche สามารถผลิตรถที่เร็วได้อยู่แล้ว และด้วยประสบการณ์ใน Formula 1 การสร้างเครื่องยนต์สมรรถนะสูงจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่ Honda ให้ความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใดคือ “ความสมดุล” NSX ถูกออกแบบมาให้เป็นรถที่นั่งขับแล้วรู้สึกสบาย ไม่เหนื่อยล้าในการเดินทางไกล แอร์เย็น เพลงเพราะ และไม่ต้องกังวลว่าจะเสียกลางทาง
การออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอากาศยาน: รูปทรงที่ล้ำยุค ทัศนวิสัยที่เหนือกว่า
เมื่อมองที่รูปทรงของ NSX แล้วนึกถึงเครื่องบินขับไล่ General Dynamics F-16 ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะ Uehara ได้นำเอา “ความงามของปีกสายฟ้า” มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ นอกเหนือจากรูปทรงภายนอกแล้ว เขายังให้ความสำคัญกับทัศนวิสัยภายในห้องโดยสาร ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากห้องนักบินของ F-16 ที่อยู่ส่วนหน้าของลำตัวและโปร่งใส สามารถมองเห็นได้รอบทิศ การออกแบบห้องนักบินยังคำนึงถึงการเคลื่อนไหวที่สะดวกสบายของนักบิน ทำให้ไม่เมื่อยล้าในการขับระยะไกล Uehara ได้นำแนวคิดนี้มาปรับใช้กับ NSX ด้วยการย้ายชุดคอยล์เย็นแอร์จากด้านหลังแดชบอร์ดมาไว้ด้านหน้า เพิ่มพื้นที่วางขา และออกแบบขนาดเบาะนั่งรวมถึงพื้นที่เหนือศีรษะโดยอ้างอิงจากการวิจัยขนาดร่างกายของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักทั้งในญี่ปุ่นและอเมริกา
วิศวกรรมอลูมิเนียม: น้ำหนักเบา สมรรถนะสูง
ในด้านวิศวกรรม ช่วงล่างของ NSX ได้รับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยี Formula 1 อันภาคภูมิใจของ Honda โดยเลือกใช้ระบบกันสะเทือนแบบดับเบิลวิชโบน (Double Wishbone) ทั้งสี่ล้อ คล้ายกับรถสูตรหนึ่ง แต่ได้รับการปรับแต่งให้สามารถควบคุมอาการโยนตัวของล้อหลังและรักษามุมล้อได้อย่างแม่นยำทั้งในขณะเบรก เร่ง และเข้าโค้ง โครงสร้างตัวถังของ NSX ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน ถือเป็นหนึ่งในรถยนต์โปรดักชั่นคาร์รุ่นแรกๆ ของโลกที่ใช้โครงสร้างตัวถังและช่วงล่างที่ผลิตจากอลูมิเนียม น้ำหนักรวมของรถจึงอยู่ที่ราว 1.35 ตัน ซึ่งเบากว่ารถขับเคลื่อนล้อหลังตัวถังเหล็กของคู่แข่งประมาณ 100-120 กิโลกรัม
การปรับจูนที่ละเอียดอ่อน: Senna และ Nakajima กับบทบาท Test Driver
การปรับจูนช่วงล่างของ NSX นั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย ในยุคที่เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ยังไม่ก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน แต่ Honda มีสิ่งที่เหนือกว่า: นักขับ Formula 1 ชาวญี่ปุ่นอย่าง Satoru Nakajima ที่เข้ามาช่วยเป็น Test Driver และที่สำคัญที่สุดคือความสัมพันธ์กับทีม McLaren ซึ่งมีนักแข่งระดับตำนานอย่าง Ayrton Senna Honda ได้เชิญทีม McLaren รวมถึง Ron Dennis มาที่สนามทดสอบ Tochigi เพื่อทดสอบรถ Senna ได้ลงขับ NSX ทำความเร็วในสนามอย่างต่อเนื่อง และให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงช่วงล่างอย่างละเอียด โดยต้องการให้ช่วงล่างหลังแข็งขึ้นและพวงมาลัยคมขึ้นอีก การทดสอบนี้ดำเนินไปจนหมดวัน
ปิดท้ายด้วยการทดสอบในสนาม “นรกเขียว” Nurburgring โดย Nakajima เป็นผู้รับผิดชอบ เมื่อพบอาการบิดตัวของตัวถัง หรือมีเสียงผิดปกติใดๆ Nakajima จะกลับไปแจ้งช่างให้ทำการเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างในบริเวณนั้นๆ แล้วกลับไปทดสอบใหม่ กระบวนการนี้ไม่ได้เสร็จสิ้นในวันเดียว แต่ดำเนินไปจนกระทั่ง NSX สามารถวิ่งรอบ Nurburgring ได้โดยที่ตัวถังยังคงแข็งแรง ไม่มีเสียงรบกวนใดๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอัจฉริยะและความเพียรพยายามอย่างแท้จริง
เครื่องยนต์ VTEC: นวัตกรรมที่ยกระดับสมรรถนะ
ในส่วนของเครื่องยนต์ แม้เครื่องยนต์ C20A ขนาด 2.0 ลิตร V6 ในยุคแรกอาจไม่เพียงพอต่อการแข่งขันกับซูเปอร์คาร์ยุโรป Honda จึงได้นำเครื่องยนต์ C27 ขนาด 2.7 ลิตร จาก Honda Legend มาปรับปรุง แต่ก็ยังไม่สามารถเทียบเคียงสมรรถนะกับคู่แข่งได้ Honda จึงตัดสินใจขยายความจุเป็น 3.0 ลิตร เปลี่ยนจาก SOHC เป็น DOHC พร้อมติดตั้งเทคโนโลยี VTEC (Variable Valve Timing and Lift Electronic Control) ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้เครื่องยนต์มีแคมชาฟท์สองแบบ: แคมชาฟท์องศาปกติสำหรับวิ่งทั่วไป และเมื่อลากรอบสูง จะมีกลไกพิเศษเข้ามาล็อกให้ใช้แคมชาฟท์ที่มีองศาและระยะเปิดปิดวาล์วสูงขึ้น ทำให้เครื่องยนต์สามารถทำงานได้ทั้งในยามปกติและยามต้องการสมรรถนะสูงสุด
นวัตกรรม VTEC นี้ได้รับการยืนยันจาก CEO ของ Honda เองว่า ควรจะถูกนำมาใส่ใน NSX เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและยกระดับการแข่งขันกับรถยุโรป ในที่สุด ฝาสูบได้รับการปรับปรุงให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เครื่องยนต์ต้องเอียงไปด้านหลังอีก 5 องศา แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือแรงม้าที่เพิ่มขึ้นจาก 250 เป็น 276 แรงม้า นอกจากนี้ NSX ยังเป็นรถโปรดักชั่นรุ่นแรกของโลกที่ใช้ก้านสูบทำจากไทเทเนียม ซึ่งทนทานต่อแรงกระชากได้สูง รอบเครื่องยนต์สูงสุดที่ 8,300 รอบต่อนาที ถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจมากสำหรับเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร ในยุคนั้น จนกระทั่ง Ferrari F355 เปิดตัว จึงจะสามารถท้าชนในเรื่องรอบเครื่องยนต์ได้
รุ่นเกียร์อัตโนมัติและ EPS: ความสะดวกสบายที่มาพร้อมเทคโนโลยี
เพื่อเอาใจตลาดอเมริกัน Honda ได้นำเสนอ NSX ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ซึ่งแม้จะมีแรงม้าน้อยลงเล็กน้อย (256 แรงม้า) เนื่องจากการปรับแคมชาฟท์เพื่อเน้นแรงบิดช่วงกลาง แต่ก็มาพร้อมระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า (EPS – Electric Power Steering) พร้อมระบบแปรผันอัตราทดเฟืองตามความเร็ว ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในวงการรถยนต์ที่นำเทคโนโลยี EPS มาใช้ร่วมกับระบบ VGR (Variable Gear Ratio)
NSX ในประเทศไทย: ความหรูหราและความท้าทาย
NSX ได้เดินทางเข้ามายังประเทศไทยในช่วงที่เศรษฐกิจฟองสบู่ยังไม่แตก ในยุคนั้น การนำเข้ารถยนต์หรูเป็นที่นิยม หนึ่งในผู้ที่ครอบครอง NSX คืออาจารย์จตุพล ชมภูนิช นักพูดชื่อดัง ที่เคยให้สัมภาษณ์ถึงราคาค่าตัวของรถที่สูงถึง 6 ล้านบาท ซึ่งในสมัยนั้น เทียบเท่ากับ Porsche 911 Carrera, Mercedes-Benz 500SL หรือ S-Class ในขณะที่ Toyota Supra มีราคาเพียง 3 ล้านกลางๆ ทำให้การครอบครอง NSX ไม่ใช่เรื่องง่าย
NSX-R: ตำนานแห่งตัว “R” สู่ความแรงในสนาม
ต่อมา Honda ได้เปิดตัวรุ่นพิเศษ NSX-R หรือ NSX Type-R ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของตำนาน “Type R” ที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน NSX-R ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นสมรรถนะในสนามแข่งอย่างแท้จริง โดยมีการถอดอุปกรณ์ที่เพิ่มน้ำหนักออกหลายรายการ เช่น ชุดเครื่องเสียง แผ่นกันเสียง ระบบ Traction Control และเครื่องปรับอากาศ เบาะนั่งหนังปรับไฟฟ้าถูกแทนที่ด้วยเบาะแข่ง Recaro น้ำหนักเบา ล้ออัลลอย Enkei น้ำหนักเบาพิเศษ ช่วงล่างได้รับการปรับให้แข็งขึ้น ระบบลิมิเต็ดสลิปได้รับการปรับแต่งให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และอัตราทดเกียร์ถูกปรับให้จัดจ้านขึ้น น้ำหนักรวมลดลงเหลือเพียง 1.23 ตัน ทำให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และทำเวลาต่อรอบในสนามได้เร็วกว่ารุ่นปกติมาก
แม้ว่า NSX-R จะมีสมรรถนะที่น่าประทับใจ แต่ก็แลกมาด้วยความยากในการขับขี่ โดยเฉพาะเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ผู้ขับขี่ต้องใช้ทักษะมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยจำนวนการผลิตเพียง 483 คัน ทำให้ NSX-R กลายเป็นรถที่นักสะสมต้องการครอบครองอย่างยิ่ง
Gordon Murray กับคำยกย่อง: NSX คือซูเปอร์คาร์ยุคใหม่รุ่นแรก
ชื่อเสียงของ NSX ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเมื่อสื่อมวลชนต่างชาติได้ทดลองขับ และพบว่าแม้กำลังไม่มากเท่า Ferrari 348 แต่ในด้านการบังคับควบคุมและสมดุลของรถ NSX กลับเหนือกว่าซูเปอร์คาร์อิตาลีและเยอรมันในยุคนั้น Gordon Murray หนึ่งในวิศวกรยานยนต์ระดับตำนาน ผู้สร้าง McLaren F1 ได้กล่าวยกย่อง NSX ว่าเป็นรถที่ขับสนุกและสามารถใช้งานได้ทุกวัน โดยตลอดระยะเวลา 6-7 ปีที่เขาครอบครอง NSX เขาขับไปกว่า 10,000 ไมล์ต่อปี
Murray ยังเปิดเผยว่า เขาประทับใจอย่างมากกับความคมของพวงมาลัยที่ตอบสนองได้ดั่งใจ ควบคู่ไปกับความนุ่มนวลในการซับแรงกระแทก ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่ารถยนต์ญี่ปุ่นจะทำได้ เขาถึงกับรื้อแนวทางการออกแบบ McLaren F1 ใหม่ทั้งหมด และกล่าวว่า “ในสายตาของคนส่วนใหญ่ Lamborghini Miura คือซูเปอร์คาร์รุ่นแรก แต่ผมว่า NSX นี่แหละคือซูเปอร์คาร์ยุคใหม่รุ่นแรกตัวจริง”
แม้ Murray จะมีความเห็นว่าช่วงล่างยังนุ่มไปและเครื่องยนต์ควรจะแรงกว่านี้ แต่เขาก็ยอมรับว่า Honda ไม่นิยมทำเครื่องยนต์บล็อกใหญ่ และนั่นเป็นเหตุผลที่เขาต้องไปใช้เครื่องยนต์ V12 จาก BMW ใน McLaren F1 แทน
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ: การปรับโฉมปี 1995 และ 1997
ในปี 1995 NSX ได้รับการปรับโฉมครั้งแรกด้วยการเปลี่ยนดีไซน์ล้อใหม่เป็นแบบ 7 ก้าน และเพิ่มรุ่น NSX-T ที่มีหลังคาแบบถอดได้ ซึ่งออกแบบมาเพื่อเจาะตลาดอเมริกาโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนไปใช้ระบบคันเร่งไฟฟ้า (Drive by Wire) และปรับจูนการตอบสนองใหม่ เพื่อให้รถสามารถออกโค้งได้อย่างเนียนและเร็วขึ้น ส่วนรุ่นเกียร์อัตโนมัติมีการเพิ่มปุ่มเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย
ในปี 1997 เมื่อ Ferrari F355 มีสมรรถนะที่ก้าวหน้าขึ้น และ Porsche เตรียมเปิดตัว 911 โฉมใหม่ Honda ก็ได้ทำการปรับปรุง NSX ครั้งใหญ่ ด้วยการเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ C32A ขนาด 3.2 ลิตร แรงม้าเพิ่มขึ้นเป็น 296 แรงม้า เปลี่ยนเกียร์ธรรมดาจาก 5 เป็น 6 จังหวะ และเปลี่ยนชุดคลัตช์ใหม่ เพื่อรองรับกำลังที่เพิ่มขึ้น NSX ในร่างนี้สามารถทำเวลาควอเตอร์ไมล์ได้ใน 13.5 วินาที
รุ่นพิเศษในตลาดญี่ปุ่น: Type S และ Type S Zero
สำหรับตลาดญี่ปุ่น มีการเปิดตัวรุ่นพิเศษ NSX Type S ซึ่งเป็นการลดน้ำหนักในระดับหนึ่ง โดยไม่มีถุงลมนิรภัย เปลี่ยนไปใช้พวงมาลัย MOMO เบาะหลังน้ำหนักเบาจาก Recaro กระจกหลังน้ำหนักเบา ถอดพวงมาลัยเพาเวอร์ออก และเปลี่ยนล้ออัลลอยเป็น BBS น้ำหนักเบา ทำให้รถมีน้ำหนักลดลงเหลือ 1.32 ตัน
แต่ถ้า Type S ยังไม่สุดพอ ก็จะมีรุ่น Type S Zero ซึ่งเป็นการ “ถอด” อุปกรณ์ออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งแอร์ เครื่องเสียง วัสดุซับเสียง ระบบเซ็นทรัลล็อก และอื่นๆ อีกมากมาย ชุดคลัตช์ถูกเปลี่ยนกลับไปใช้แบบน้ำหนักเบาของ NSX-R ช่วงล่างยกมาจาก NSX-R เกือบทั้งหมด แต่น้ำหนักตัวลดลงเหลือเพียง 1.27 ตัน และทำเวลาต่อรอบสนาม Suzuka ได้เร็วกว่า NSX-R ถึง 1.5 วินาที รถรุ่นนี้ผลิตเพียง 30 คัน ทำให้มีราคาสูงมากในตลาดมือสอง
การปรับโฉมครั้งสุดท้าย: โฉม NA2 และการกลับมาของ Type R
การปรับโฉมครั้งสุดท้ายของ NSX เกิดขึ้นในปี 2002 โดยเปลี่ยนรหัสตัวถังเป็น NA2 จุดที่เปลี่ยนแปลงภายนอกอย่างชัดเจนที่สุดคือการเปลี่ยนจากไฟหน้าป๊อปอัพเป็นไฟหน้า Xenon แบบลู่ลม เครื่องยนต์ยังคงสเปกเดิม ยกเว้นในรุ่น NSX-R ที่กลับมาใช้ชื่อ “Type R” อีกครั้ง โดยยังคงแนวคิดการลดน้ำหนัก แม้จะมีการเพิ่มแอโรพาร์ทและล้อขนาดใหญ่ขึ้น แต่น้ำหนักตัวยังคงอยู่ที่ 1.27 ตัน
สิ่งที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ เครื่องยนต์ของ NSX-R ปี 2002 นั้นได้รับการประกอบโดยช่างฝีมือระดับอาจารย์ มีการไล่ค่าเคลียแรนซ์และการบาลานซ์ชิ้นส่วนต่างๆ อย่างละเอียด เพื่อให้เครื่องยนต์หมุนได้เรียบ ลื่น และพร้อมสำหรับการขับในสนามแข่งอย่างแท้จริง ความละเอียดนี้มากกว่าเครื่องยนต์ NSX รุ่นปกติถึง 10 เท่า จนหลายคนไม่เชื่อว่าเครื่องยนต์จะมีกำลังเพียง 296 แรงม้าตามสเปก
ประสิทธิภาพในสนาม: NSX-R กับเวลาที่น่าทึ่ง
ในด้านประสิทธิภาพ แม้จะไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการจาก Honda แต่นักขับชื่อดังอย่าง GanSan Motoharu Kurosawa สามารถทำเวลา 7:56 นาที บนสนาม Nurburgring ด้วย NSX-R ซึ่งเป็นเวลาที่ใกล้เคียงกับ Ferrari F360 Challenge Stradale ที่มีกำลังมากกว่า 400 แรงม้า เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงสมรรถนะของช่วงล่างและโครงสร้างตัวถังที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดี
ยอดขายที่น้อยนิด: ความพิเศษที่กลายเป็นตำนาน
แม้ Honda NSX จะเต็มไปด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และสมรรถนะที่น่าทึ่ง แต่ยอดขายตลอดอายุการผลิต 15 ปี (1990-2005) กลับอยู่ที่ประมาณ 18,000 คัน ซึ่งน้อยกว่ายอดขายของรถยนต์รุ่นอื่นในตลาดอย่างมากเมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกัน
ยอดขายที่น้อยนิดนี้เอง ที่ทำให้ NSX กลายเป็นรถที่มีคุณค่าและเป็นที่ต้องการของนักสะสมในปัจจุบัน การหา NSX สภาพดีในตลาดมือสองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย และราคาของรุ่นพิเศษอย่าง NSX-R หรือ Type S ก็สามารถเทียบเคียงได้กับ Ferrari รุ่นสภาพดีในยุคเดียวกัน
สรุป: NSX คือฝันที่ต้องมองด้วยตา
Honda NSX ไม่ใช่แค่รถสปอร์ต แต่คือสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่น นวัตกรรม และความกล้าที่จะท้าทายขนบเดิมๆ ของวงการยานยนต์ แม้ว่าการครอบครอง NSX อาจเป็นเพียงความฝันสำหรับใครหลายคน แต่การได้ชื่นชมความงามสง่า สมรรถนะอันเป็นเอกลักษณ์ และเรื่องราวเบื้องหลังการสร้างสรรค์รถยนต์คันนี้ ก็เพียงพอที่จะสร้างแรงบันดาลใจและเติมเต็มความหลงใหลในยานยนต์ได้อย่างไม่รู้จบ
สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ หรือมองหารถยนต์ที่เป็นมากกว่าการเดินทาง หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของซูเปอร์คาร์ตำนานที่ขับได้จริง และพร้อมที่จะลงทุนเพื่อสิ่งที่เป็นเลิศ การศึกษาข้อมูลและพิจารณา Honda NSX อาจเป็นก้าวแรกที่คุณจะก้าวเข้าสู่โลกแห่งความฝันที่จับต้องได้.