![[ครบชุด] T1303059 หมดร เพราะรถน ำม นหมด Ep.1](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260313_160054.jpg)
Honda NSX: มหากาพย์ซูเปอร์คาร์ญี่ปุ่นที่ท้าชนทุกตำนาน
ในโลกยานยนต์ที่เต็มไปด้วยความเร็ว ประสิทธิภาพ และการออกแบบอันน่าทึ่ง มีรถเพียงไม่กี่คันที่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดทางเทคโนโลยี สร้างนิยามใหม่ และทิ้งมรดกอันยาวนานไว้ให้กับอุตสาหกรรมได้ Honda NSX คือหนึ่งในยานพาหนะเหล่านั้น ที่ไม่ได้เป็นเพียงรถสปอร์ต แต่เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวข้ามขีดจำกัด ความมุ่งมั่น และวิสัยทัศน์อันกล้าแกร่งของวิศวกรญี่ปุ่น
ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1980s ตลาดรถสปอร์ตระดับโลกถูกครอบงำด้วยแบรนด์ยุโรปอย่าง Ferrari และ Porsche ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและชื่อเสียงที่สั่งสมมาอย่างเหนียวแน่น ในขณะที่รถยนต์ญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น มักถูกมองว่าเป็นยานพาหนะที่เน้นความคุ้มค่า ประหยัดน้ำมัน หรือมีภาพลักษณ์แบบ “Daily Driver” ที่สมเหตุสมผล แต่กลุ่มวิศวกรผู้มากฝันของ Honda กลับมองการณ์ไกล พวกเขามีความทะเยอทะยานที่จะสร้างรถสปอร์ตที่สามารถ “ท้าชน” และ “เทียบเคียง” ซูเปอร์คาร์ชั้นนำจากยุโรปได้ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของสมรรถนะ แต่รวมถึงความสมดุล ความประณีต และความน่าเชื่อถือที่ Honda เป็นที่รู้จัก
จุดกำเนิดแห่งความฝัน: จาก City สู่ HP-X
เรื่องราวของ Honda NSX เริ่มต้นขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ จากแนวคิดที่เรียบง่ายแต่น่าสนใจ วิศวกรกลุ่มหนึ่งใน Honda ได้ลองนำ Honda City รุ่นปี 1984 มาดัดแปลงโดยการผ่าครึ่งตัวถังและวางเครื่องยนต์ไว้กลางลำ ผลลัพธ์ที่ได้คือการค้นพบที่น่าทึ่งว่า การเปลี่ยนตำแหน่งเครื่องยนต์สามารถส่งผลต่อบุคลิกและสมรรถนะการขับขี่ได้อย่างมาก แม้ว่าเครื่องยนต์ของ City จะไม่ได้ทรงพลังอะไรนัก แต่ความรู้สึกสนุกสนานจากการควบคุมที่เปลี่ยนไปนั้นจุดประกายให้ Honda ตัดสินใจเดินหน้าสร้างรถสปอร์ตเครื่องวางกลางลำอย่างจริงจัง
โครงการนี้ได้ถูกพัฒนาต่อยอดเป็นรถต้นแบบที่มีชื่อว่า HP-X (Honda Pininfarina eXperimental) ที่ได้ Ken Okuyama นักออกแบบชาวญี่ปุ่นที่ทำงานให้กับ Pininfarina ในอิตาลี เข้ามาช่วยรังสรรค์รูปลักษณ์ ผลลัพธ์ที่ได้คือการผสมผสานความงามสง่าแบบยุโรปเข้ากับความเฉียบคมแบบญี่ปุ่น จนได้รับไฟเขียวจากผู้บริหารระดับสูง ให้ Honda ก้าวเข้าสู่สังเวียนรถสปอร์ตระดับโลกอย่างเต็มตัว โดยมีเป้าหมายที่สูงส่งยิ่งกว่าการแข่งขันกับคู่แข่งร่วมชาติอย่าง Toyota Supra หรือ Nissan Z แต่เป็นการท้าทายโดยตรงต่อ Ferrari 328 และ Porsche 911
ปรัชญา “New Sportscar eXperimental”: ไม่ใช่แค่แรง แต่คือความสมบูรณ์แบบ
Shigeru Uehara หัวหน้าทีมวิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการ NSX ได้วางหลักการสำคัญไว้ว่า NSX (ย่อมาจาก New Sportscar eXperimental) จะต้องเป็นรถสปอร์ตที่มอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าเพียงแค่ความเร็ว แรง หรือความน่าตื่นเต้นในการขับขี่ แต่ต้องเป็นรถที่ให้ความสบาย ความสวยงามที่โดดเด่น และความสนุกสนานในการควบคุมที่เข้าถึงได้ พวกเขามองว่า Ferrari และ Porsche อาจทำรถที่เร็วและแรงได้ดีอยู่แล้ว แต่ Honda ต้องการสร้างรถที่ทุกองค์ประกอบถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
หัวใจสำคัญคือ NSX ต้องเป็นรถที่นั่งขับแล้วรู้สึกสบาย ไม่เหนื่อยล้า สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริง เครื่องปรับอากาศต้องเย็น เพลงต้องเพราะ และที่สำคัญที่สุด คือต้องเป็นรถที่ไว้ใจได้ ไม่สร้างปัญหาจุกจิกให้เจ้าของ นี่คือการวางรากฐานที่แตกต่างจากซูเปอร์คาร์ทั่วไป ที่มักจะเน้นประสิทธิภาพสูงสุดจนละเลยความสะดวกสบายและการใช้งานจริง
การออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากฟากฟ้า: ห้องนักบิน F-16 และสุนทรียภาพแห่งการมองเห็น
รูปลักษณ์ภายนอกของ NSX นั้นได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการออกแบบเครื่องบินขับไล่ General Dynamics F-16 Fighting Falcon สไตล์ “Canopy Forward” ที่ให้ทัศนวิสัยกว้างขวาง Uehara นำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้กับห้องนักบินของ NSX โดยการย้ายชุดควบคุมระบบปรับอากาศไปไว้ด้านหน้าของรถ เพื่อเพิ่มพื้นที่วางขา และออกแบบเบาะนั่งกับพื้นที่เหนือศีรษะให้มีความโปร่งสบาย ซึ่งมาจากการศึกษาขนาดรูปร่างของผู้บริโภคเป้าหมายในตลาดหลักทั้งญี่ปุ่นและอเมริกา
การออกแบบนี้ไม่เพียงแต่สร้างความสวยงามที่ดูเฉียบคมและลู่ลมเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์การขับขี่ โดยผู้ขับขี่จะได้รับทัศนวิสัยที่ยอดเยี่ยม มองเห็นมุมรถได้อย่างชัดเจน ทำให้การควบคุมในย่านความเร็วสูงมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น
วิศวกรรมอลูมิเนียมและสูตรหนึ่ง: การผสมผสานสุดยอดเทคโนโลยี
ในยุคที่ Formula 1 คือเวทีพิสูจน์เทคโนโลยีชั้นสูงของ Honda พวกเขาได้นำเทคโนโลยีระบบกันสะเทือนแบบดับเบิลวิชโบน (Double Wishbone) มาใช้กับทั้งสี่ล้อของ NSX ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่ใช้ในรถแข่งสูตรหนึ่ง แต่ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสมกับการใช้งานบนถนนทั่วไป เพื่อให้สามารถควบคุมอาการของล้อหลังได้อย่างดีเยี่ยมในทุกสภาวะ ทั้งการเบรก การเร่ง และการเข้าโค้ง
จุดเด่นทางวิศวกรรมที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การเป็นหนึ่งในรถ Production Car รุ่นแรกๆ ของโลกที่เลือกใช้โครงสร้างตัวถังและระบบกันสะเทือนที่ทำจากอลูมิเนียมทั้งหมด การเลือกใช้วัสดุน้ำหนักเบาชนิดนี้ ทำให้ NSX มีน้ำหนักเพียงประมาณ 1.35 ตัน ซึ่งเบากว่ารถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหลังที่ใช้โครงสร้างเหล็กทั่วไปของคู่แข่งในยุคนั้นถึง 100-120 กิโลกรัม ส่งผลโดยตรงต่อสมรรถนะการอัตราเร่ง การเบรก และการเข้าโค้ง
จากสนามแข่งสู่ถนน: Senna และ “นรกเขียว” Nurburgring
การปรับแต่งช่วงล่างของ NSX ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เครื่องมือคอมพิวเตอร์ยังไม่ทันสมัย แต่ Honda มีสิ่งสำคัญสองประการ คือ Satoru Nakajima นักขับ Formula 1 ชาวญี่ปุ่น และการที่ Honda เป็นผู้ผลิตเครื่องยนต์ให้กับทีม McLaren ใน Formula 1 พวกเขาจึงสามารถเชิญ Ayrton Senna นักขับระดับตำนานของโลก พร้อมด้วยทีมงาน McLaren มาทำการทดสอบและปรับแต่งช่วงล่างที่สนามทดสอบ Tochigi
Senna ได้ลงไปขับรถ NSX คันต้นแบบ และให้คำแนะนำแก่วิศวกรในการปรับปรุงต่างๆ เช่น การเพิ่มความแข็งของช่วงล่างหลัง และการตอบสนองที่เฉียบคมขึ้น กระบวนการนี้ได้ถูกพัฒนาต่อไปที่สนาม Nurburgring หรือที่รู้จักกันในนาม “นรกเขียว” โดย Nakajima ในฐานะ Test Driver ที่จะคอยรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นกับโครงสร้างตัวถังเมื่อรับแรงบิดสูง วิศวกรก็จะทำการเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างจุดนั้นๆ ด้วยการเชื่อมเสริม ก่อนจะนำรถกลับไปทดสอบใหม่ กระบวนการนี้ได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนมั่นใจได้ว่าโครงสร้างตัวถังของ NSX มีความแข็งแกร่งและไร้เสียงรบกวนแม้ในสภาวะการขับขี่ที่หนักหน่วงที่สุด
หัวใจ VTEC V6: นวัตกรรมจาก Integra สู่เครื่องยนต์สปอร์ต
สำหรับเครื่องยนต์ ตัวเลือกแรกคือเครื่องยนต์ V6 ความจุ 2.0 ลิตร C20A ซึ่งถูกมองว่ายังไม่เพียงพอต่อการแข่งขันกับคู่แข่งในระดับซูเปอร์คาร์ Honda จึงได้ทดลองนำเครื่องยนต์ที่มีอยู่ เช่น C27 ขนาด 2.7 ลิตร จาก Honda Legend มาปรับปรุง จนสุดท้ายได้พัฒนาเครื่องยนต์ V6 ความจุ 3.0 ลิตร แบบ DOHC (Double OverHead Camshaft) ที่ให้กำลังประมาณ 250 แรงม้า
แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการนำเทคโนโลยี VTEC (Variable Valve Timing and Lift Electronic Control) ซึ่ง Honda เพิ่งพัฒนาขึ้นในเครื่องยนต์ 4 สูบสำหรับ Honda Integra มาประยุกต์ใช้กับเครื่องยนต์ V6 ของ NSX เทคโนโลยีนี้เปรียบเสมือนการมี “แคมชาฟท์สองบุคลิก” คือ แคมชาฟท์สำหรับรอบต่ำที่เน้นการประหยัด และแคมชาฟท์ที่มีองศาการเปิด-ปิดวาล์วที่สูงขึ้นสำหรับรอบสูง เพื่อเพิ่มกำลังและประสิทธิภาพ เมื่อ CEO ของ Honda ทราบเรื่องนี้ เขาได้สั่งให้วิศวกรนำ VTEC มาใส่ใน NSX เพื่อยกระดับสมรรถนะให้ทัดเทียมกับรถสปอร์ตระดับโลก
การนำ VTEC มาใส่ในเครื่องยนต์ V6 ส่งผลให้ฝาสูบมีขนาดใหญ่ขึ้น และต้องมีการปรับแท่นเครื่องให้เอียงไปด้านหลัง 5 องศา แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่า แรงม้าเพิ่มขึ้นจาก 250 เป็น 276 แรงม้า และเพื่อรองรับการหมุนที่สูงถึง 8,300 รอบต่อนาที ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับเครื่องยนต์ 3.0 ลิตรในยุคนั้น NSX ยังเป็นรถ Production Car รุ่นแรกของโลกที่ใช้ก้านสูบทำจากไทเทเนียม เพื่อความแข็งแกร่งทนทานต่อแรงกระชาก
ทางเลือกระหว่างความสบายและความแรง: เกียร์อัตโนมัติ vs. เกียร์ธรรมดา
เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดอเมริกัน Honda ได้นำเสนอ NSX ในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ซึ่งแน่นอนว่าเพื่อให้การขับขี่นุ่มนวลขึ้น เครื่องยนต์ในรุ่นนี้จะถูกปรับแต่งให้เน้นแรงบิดในรอบกลางมากขึ้น ทำให้กำลังลดลงเหลือ 256 แรงม้า แต่สิ่งที่น่าสนใจคือรุ่นเกียร์อัตโนมัตินี้ได้ติดตั้งพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้าแบบ EPS (Electric Power Steering) พร้อมระบบแปรผันอัตราทดตามความเร็ว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในวงการรถยนต์
ส่วนรุ่นเกียร์ธรรมดา จะยังคงเอกลักษณ์ของการขับขี่สปอร์ตที่ดิบกว่า และที่สำคัญคือรุ่นเกียร์ธรรมดาในยุคแรกจะไม่มีพวงมาลัยเพาเวอร์ เพื่อให้ผู้ขับขี่สัมผัสถึงการบังคับควบคุมรถได้เต็มที่
NSX ในประเทศไทย: สัญลักษณ์แห่งยุคฟองสบู่และราคาที่ชวนตะลึง
Honda NSX ได้ไหลเข้ามาสู่ประเทศไทยในช่วงยุคฟองสบู่แตก โดยมีราคาจำหน่ายที่สูงลิ่ว ซึ่งอาจทำให้หลายคนตกตะลึง ในขณะที่รถสปอร์ตจากยุโรปอย่าง Porsche 911 Carrera หรือ Mercedes-Benz 500SL มีราคาอยู่ในช่วงเดียวกัน หรือแม้กระทั่งรถยนต์ญี่ปุ่นคันอื่นอย่าง Toyota Supra ที่นำเข้าโดยผู้นำเข้าอิสระก็มีราคาถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด
NSX-R: จุดกำเนิดตำนาน “Type R”
เพื่อตอบสนองนักขับที่ต้องการสมรรถนะขั้นสูงสุด Honda ได้เปิดตัว NSX-R ซึ่งเป็นเวอร์ชันพิเศษที่เน้นการลดน้ำหนักและเพิ่มประสิทธิภาพในสนามแข่งอย่างแท้จริง NSX-R มีการถอดอุปกรณ์หลายอย่างออก เช่น ระบบเครื่องเสียง แผ่นกันเสียงรบกวน ระบบควบคุมการทรงตัว และเครื่องปรับอากาศ เพื่อลดน้ำหนักให้ได้มากที่สุด เบาะนั่งถูกเปลี่ยนเป็นเบาะแข่ง Recaro ที่มีน้ำหนักเบา ล้ออัลลอยเป็นแบบน้ำหนักเบาพิเศษจาก Enkei ช่วงล่างถูกปรับให้แข็งขึ้น ลิมิเต็ดสลิปได้รับการปรับปรุง และอัตราทดเกียร์ถูกปรับให้จัดจ้านขึ้น น้ำหนักรวมลดลงไปกว่า 120 กิโลกรัม ทำให้มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่เร็วขึ้นกว่ารุ่นปกติอย่างเห็นได้ชัด
แม้ว่า NSX-R จะมีชื่อเสียงด้านการขับขี่ในสนามแข่งที่ยอดเยี่ยม แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่ามีความขับยากกว่ารุ่นปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ความเร็วสูงในโค้ง การผลิต NSX-R มีจำนวนจำกัดเพียง 483 คัน ทำให้มันกลายเป็นที่ต้องการอย่างมากในหมู่นักสะสม
การยอมรับในระดับสากล: เสียงชื่นชมจาก Gordon Murray
ชื่อเสียงของ NSX เริ่มเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เมื่อสื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญได้มีโอกาสสัมผัสกับสมรรถนะที่แท้จริงของรถคันนี้ แม้ว่าแรงม้าอาจจะไม่สูงเท่า Ferrari 348 แต่ในด้านการบังคับควบคุม ความสมดุล และการใช้งานในชีวิตประจำวัน NSX กลับทำได้ดีกว่าซูเปอร์คาร์จากอิตาลีและเยอรมนี
Gordon Murray วิศวกรผู้สร้าง McLaren F1 ซูเปอร์คาร์ที่เคยครองสถิติความเร็วสูงสุดในโลก ได้ออกมากล่าวชื่นชม NSX อย่างมาก เขาประทับใจในความเป็นรถที่ขับสนุก ใช้งานได้ทุกวัน และน่าเชื่อถือ Murray เล่าว่า ในช่วงเวลา 6-7 ปีที่เขาเป็นเจ้าของ NSX เขาขับมันเป็นระยะทางกว่า 10,000 ไมล์ต่อปี และเขาถึงกับยอมรับว่า การที่ NSX สามารถมอบการบังคับเลี้ยวที่เฉียบคม แต่ยังคงความนุ่มนวลในการซับแรงกระแทกได้ เป็นสิ่งที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง
Murray ยังกล่าวอีกว่า NSX เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการออกแบบ McLaren F1 เขาถึงกับปรับเปลี่ยนแนวทางการออกแบบของ F1 หลังจากได้สัมผัสกับ NSX เป็นครั้งแรก และเขายกให้ NSX เป็น “ซูเปอร์คาร์ยุคใหม่รุ่นแรกตัวจริง”
การปรับปรุงและพัฒนา: จากยุค 90s สู่ทศวรรษใหม่
ในปี 1995 Honda ได้ทำการปรับปรุง NSX ครั้งแรก โดยมีการเปลี่ยนแปลงดีไซน์ล้อแม็ก เป็นแบบ 7 ก้าน และเปิดตัวรุ่น NSX-T ที่มีหลังคาแบบถอดออกได้ เพื่อเอาใจตลาดอเมริกาโดยเฉพาะ เทคนิคที่สำคัญคือการเปลี่ยนไปใช้ลิ้นคันเร่งแบบ Drive-by-Wire (คันเร่งไฟฟ้า) ซึ่งช่วยให้การตอบสนองของเครื่องยนต์มีความแม่นยำและนุ่มนวลขึ้น
ในปี 1997 เมื่อคู่แข่งอย่าง Ferrari F355 และ Porsche 911 (996) ได้อัปเกรดสมรรถนะ Honda ก็ไม่นิ่งเฉย แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างตัวถังใหม่ได้ทั้งหมด แต่ก็มีการพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่ C32A ขนาด 3.2 ลิตร ที่เพิ่มกำลังเป็น 296 แรงม้า และเปลี่ยนระบบเกียร์ธรรมดาจาก 5 จังหวะ เป็น 6 จังหวะ เพื่อรองรับกำลังที่เพิ่มขึ้น NSX ในร่างนี้สามารถวิ่งควอเตอร์ไมล์ได้ในเวลา 13.5 วินาที
ในตลาดญี่ปุ่น มีการเปิดตัวรุ่นพิเศษ NSX Type S ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างสมรรถนะและความเป็นสปอร์ต โดยมีการลดน้ำหนักลง แต่ยังคงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกบางอย่างไว้ และรุ่นที่โหดที่สุดอย่าง Type S Zero ที่เน้นการลดน้ำหนักแบบสุดขั้ว โดยการถอดอุปกรณ์เกือบทั้งหมดออก ส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลงเหลือ 1.27 ตัน และวิ่งทำเวลาในสนาม Suzuka ได้เร็วกว่า NSX-R รุ่นก่อนหน้า
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่: ไฟหน้า Xenon และการกลับมาของ Type R
ในปี 2002 คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้ายที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด โดยเปลี่ยนรหัสตัวถังเป็น NA2 และเปลี่ยนจากไฟหน้าแบบ Pop-up เป็นไฟหน้า Xenon ที่ออกแบบให้ลู่ลมมากขึ้น เครื่องยนต์ยังคงเดิม แต่มีการกลับมาของชื่อรุ่น Type R ในเวอร์ชัน NSX-R ปี 2002 ซึ่งยังคงเน้นการลดน้ำหนักและเพิ่มประสิทธิภาพในสนามแข่ง แม้ว่าจะมีแอโรพาร์ทและล้อที่ใหญ่ขึ้น แต่น้ำหนักตัวยังคงอยู่ที่ 1.27 ตัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ เครื่องยนต์ของ NSX-R ปี 2002 ได้รับการประกอบโดยช่างฝีมือระดับสูง มีการปรับแต่งค่าต่างๆ อย่างละเอียดกว่าเครื่องยนต์ในรุ่นปกติถึง 10 เท่า ทำให้การทำงานของเครื่องยนต์มีความเรียบ ลื่น และพร้อมสำหรับสมรรถนะในสนามแข่งอย่างแท้จริง แม้จะมีกำลังระบุเท่ากับรุ่นปกติ แต่ประสิทธิภาพในการขับขี่ในสนาม Nurburgring ที่ทำเวลาได้ 7:56 นาทีนั้น เทียบเคียงได้กับรถที่แรงกว่าอย่าง Ferrari 360 Challenge Stradale
ยอดขายที่ไม่เปรี้ยงปร้าง: แต่ทิ้งมรดกที่ประเมินค่าไม่ได้
แม้ว่า Honda NSX จะเต็มไปด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยี สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม และความน่าเชื่อถือในระดับสูง แต่ยอดขายตลอดอายุการผลิต 15 ปี (1990-2005) อยู่ที่ประมาณ 18,000 คันเท่านั้น ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น้อยมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งหรือแม้กระทั่งยอดขายของรถยนต์รุ่นอื่นๆ
แต่ความน้อยนิดของจำนวนการผลิตนี้เอง ที่ทำให้ NSX กลายเป็นรถในฝันที่หลายคนปรารถนา และเป็นที่ต้องการในตลาดรถยนต์มือสอง ราคาของ NSX มือสองจึงมีความผันผวนสูง ขึ้นอยู่กับสภาพรถ รุ่น และความหายาก โดยเฉพาะรุ่นพิเศษอย่าง NSX-R หรือ Type S ที่มีราคาสูงเทียบเท่ากับซูเปอร์คาร์ยุโรปราคาแพง
Honda NSX คือบทพิสูจน์ว่า การสร้างสรรค์รถสปอร์ต ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัวเสมอไป มันคือการผสมผสานระหว่างวิสัยทัศน์ ความกล้าหาญ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี และความหลงใหลในยนตรกรรมอย่างแท้จริง แม้ว่ายอดขายอาจจะไม่ใช่ตัวชี้วัดความสำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่ NSX ได้ทิ้งมรดกอันล้ำค่าไว้ให้กับโลกยานยนต์ เป็นแรงบันดาลใจให้กับวิศวกรและนักขับทั่วโลก และยังคงเป็นตำนานที่ไม่มีวันเลือนหาย
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Honda NSX อย่าพลาดโอกาสที่จะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หรือหากมีโอกาส ลองสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ด้วยตนเอง แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมรถคันนี้จึงเป็นที่กล่าวขานตลอดมา