![[ครบชุด] T0903167 กสะใภ จอมข เก ยจ Ep.1](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260309_151200.jpg)
Lamborghini: จากตำนาน Countach สู่ยุค Ultra GT พลังไฟฟ้า – ก้าวสู่ 2025
ในโลกแห่งซูเปอร์คาร์ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็ว การกลับมาของชื่อตำนานอย่าง Lamborghini Countach ในรูปแบบใหม่ LPI 800-4 ไม่เพียงเป็นการปลุกกระแสความทรงจำของแฟนๆ รถยนต์ทั่วโลก แต่ยังเป็นการประกาศศักดาถึงวิวัฒนาการของแบรนด์กระทิงดุในการผสมผสานประวัติศาสตร์อันยาวนานเข้ากับนวัตกรรมแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว บทความนี้จะพาเจาะลึกถึงแก่นแท้ของ “Reborn Iconic Supercar” คันนี้ พร้อมเปิดวิสัยทัศน์อนาคตของ Lamborghini ผ่านคอนเซ็ปต์คาร์ Lanzador สู่ยุค 2025 และปีถัดๆ ไป
Lamborghini Countach LPI 800-4: ตำนานที่กลับมาพร้อมจิตวิญญาณใหม่
สำหรับผู้คร่ำหวอดในวงการรถยนต์ซูเปอร์คาร์ ชื่อ “Lamborghini Countach” คือสัญลักษณ์แห่งยุคทองของรถยนต์สมรรถนะสูง ซึ่งสร้างชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่ปี 1974 จนถึง 1990 ชื่อ “Countach” เองนั้น มีต้นกำเนิดจากภาษา Piedmontese ทางตอนเหนือของอิตาลี อันหมายถึงคำอุทานที่แสดงถึงความประทับใจอย่างสุดขีด “เหยด!” หรือ “สิ่งนี้โคตรเท่!” ซึ่งสะท้อนถึงดีไซน์อันโดดเด่น ล้ำสมัยเกินยุคสมัย ด้วยเส้นสายที่เฉียบคม ช่องดักอากาศ NACA Duct อันเป็นเอกลักษณ์บริเวณข้างประตู เพื่อระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์ V12 อันทรงพลังที่วางอยู่ด้านหลัง
Lamborghini Countach LPI 800-4 คือการรังสรรค์ตำนานบทใหม่ โดยยังคงไว้ซึ่งเสน่ห์อันเป็นอมตะของ Countach ยุค 80s แต่มาพร้อมเทคโนโลยีและความล้ำสมัยแห่งยุคปัจจุบัน เมื่อพิจารณาจากมิติภายนอกและเส้นสายการออกแบบ อาจให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกับ Lamborghini Sián ที่ถูกเพิ่มเติมกลิ่นอายแบบ Retro เข้าไปอย่างลงตัว ดีไซน์ด้านหน้ายังคงความเรียบง่ายแต่แฝงด้วยความดุดัน ช่องดักอากาศ NACA ducts ยังคงถูกวางตำแหน่งอย่างมีนัยสำคัญเช่นเดียวกับรุ่นดั้งเดิม ตำแหน่งและรูปทรงของไฟหน้าอันเฉียบคม ช่องดักลมบนหลังคาที่ทอดยาวไปจนถึงฝาครอบเครื่องยนต์ด้านหลัง และแน่นอน ประตูแบบ Scissor Doors อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของ Countach ก็ยังคงได้รับการสืบทอดมาอย่างครบถ้วน
หนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ Countach LPI 800-4 เป็นที่น่าจับตามองคือการใช้วัสดุ Carbon Fiber ในการผลิตตัวถังทั้งหมด ตั้งแต่ฝาครอบกระจกข้าง ไปจนถึงช่องดักอากาศ และการตกแต่งภายใน ส่งผลให้น้ำหนักรวมของรถคันนี้อยู่ที่เพียง 1,595 กิโลกรัม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรีดสมรรถนะสูงสุด
ขุมพลังไฮบริด V12: พลังเสียงคำรามแห่งอนาคต
ภายใต้ฝากระโปรงหลังที่เปิดขึ้น เผยให้เห็นขุมพลังที่ผสานสุดยอดเทคโนโลยีของ Lamborghini ไว้ได้อย่างลงตัว Countach LPI 800-4 ใช้เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร พ่วงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Mild-Hybrid 48 โวลต์ พลังงานถูกเก็บกักโดย Supercapacitor ซึ่งมีประสิทธิภาพเหนือกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทั่วไปถึง 3 เท่า ระบบส่งกำลังเป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ ควบคุมการขับเคลื่อนแบบ All-Wheel Drive ให้กำลังรวมสูงสุดถึง 803 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาเพียง 2.8 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ใน 8.6 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 355 กม./ชม. ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกถึงสมรรถนะอันน่าทึ่งที่สืบทอดเจตนารมณ์ของ Countach อันเป็นตำนาน
Lamborghini Countach LPI 800-4 ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 112 คันทั่วโลก แม้จะไม่มีการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ แต่คาดการณ์กันว่าจะมีราคาสูงถึงราว 3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณเกือบ 100 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นสุดยอดซูเปอร์คาร์ที่มาพร้อมคุณค่าแห่งการสะสม
Lamborghini Lanzador: วิสัยทัศน์ Ultra GT พลังไฟฟ้า 100% สู่ปี 2028
ก้าวข้ามขีดจำกัดของซูเปอร์คาร์ในรูปแบบดั้งเดิม Lamborghini ได้เผยโฉมคอนเซ็ปต์คาร์รุ่น Lanzador ณ งาน Monterey Car Week เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2023 คอนเซ็ปต์คาร์คันนี้ถือเป็นการแสดงวิสัยทัศน์อันแน่วแน่ของแบรนด์ในการก้าวสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า 100% อย่างเต็มตัว Lanzador นำเสนอรถยนต์กลุ่ม Ultra GT ในรูปแบบของรถยนต์ยกสูงพร้อมที่นั่งแบบ 2+2 ภายใต้รูปลักษณ์ที่สวยงาม มีเอกลักษณ์โดดเด่น ผสานความเป็นเลิศทางเทคนิคเข้ากับแนวคิดใหม่ล่าสุดในด้านสมรรถนะและประสบการณ์การเดินทางที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยยังคงไว้ซึ่ง DNA อันเป็นเอกลักษณ์ของ Lamborghini อย่างสมบูรณ์
Stefano Domenicali ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Automobili Lamborghini กล่าวว่า การเปิดตัว Lanzador เป็นการสอดคล้องกับกลยุทธ์ “Direzione Cor Tauri” ซึ่งเป็นแผนงานการลดคาร์บอนและเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าของบริษัทที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2021 หลังจากประสบความสำเร็จกับการเปิดตัว Revuelto รถยนต์ Plug-in Hybrid เครื่องยนต์ V12 Lanzador ถือเป็นการประกาศทิศทางของรถยนต์ซีรีส์ที่ 4 ซึ่งจะเริ่มผลิตจริงในปี 2028
“แนวทางการผลิตรถรุ่นที่ 4 นี้ เปรียบเสมือนการเปิดตัวรถยนต์เซกเมนต์ใหม่ นั่นคือ Ultra GT ที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ Lamborghini รูปแบบใหม่ที่ไร้คู่แข่ง ด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เราได้บุกเบิกและพัฒนาขึ้น” Domenicali กล่าว “คอนเซ็ปต์คาร์รุ่นนี้ผสานสุดยอดสมรรถนะอันเป็นแบบฉบับของรถซูเพอร์สปอร์ต Lamborghini เข้ากับไลฟ์สไตล์การขับขี่ที่สนุกสนานขั้นสุด บวกกับคุณสมบัติการใช้งานแบบอเนกประสงค์เพื่อให้เป็นรถยนต์ที่สามารถขับขี่ได้ทุกวัน Lanzador จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่แปลกใหม่แก่กลุ่มลูกค้าที่ ‘ชื่นชอบความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี’ ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน”
Lamborghini ทุ่มเทกว่า 2 ปีในการพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าสมรรถนะสูงสำหรับทศวรรษนี้ โดยยังคงรักษาหัวใจสำคัญและจิตวิญญาณของแบรนด์ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น Lanzador ในฐานะคอนเซ็ปต์คาร์พลังงานไฟฟ้า 100% นี้ นำเสนอภาพลักษณ์ของรถยนต์กลุ่ม Gran Turismo ที่มีรูปลักษณ์ตัวถังสวยงาม การออกแบบสัดส่วนรถใหม่ทั้งหมด และประสบการณ์การเดินทางเหนือชั้นที่เพียบพร้อมด้วยระบบอินโฟเทนเมนต์ใหม่ล่าสุด ตลอดจนการออกแบบที่ผสานสมรรถนะขั้นสูงระดับ Ultra ของ Revuelto และความสามารถแบบอเนกประสงค์ของ Urus
“การนำเสนอคอนเซ็ปต์คาร์รุ่นที่ 4 ทำให้เราเดินหน้าสู่อนาคตโดยที่ยังไม่หลงลืม DNA ของเรา” Domenicali กล่าวเสริม “รถคูเป้คันแรกจาก Lamborghini ที่มีเครื่องยนต์วางหน้าแบบ Gran Turismo แนวสปอร์ตที่หรูหราสง่างามและเหมาะสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน จะเป็นรถยนต์แบบ 2+2 ที่นั่ง ซึ่งแนวคิดการผลิตรถรุ่นที่ 4 นี้ ได้นำปรัชญาซูเปอร์สปอร์ตของเรามาผสานกับเทคโนโลยีที่กล้าแกร่งรูปแบบใหม่ ตลอดจนงานดีไซน์ที่เด็ดเดี่ยว ซึ่งสอดรับกับกลยุทธ์ Direzione Cor Tauri ของเราได้อย่างลงตัว”
เทคโนโลยีสุดล้ำ: การขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% และการกระจายแรงแบบแปรผัน
Lanzador ไม่ใช่แค่รถ Gran Turismo แบบดั้งเดิม แต่คือเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เหนือล้ำกว่ายานยนต์ทั่วไป มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงที่ติดตั้งกับเพลาแต่ละตัว จะสร้างความมั่นใจถึงการขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า 100% ได้ตลอดเวลาในทุกสภาวะ พื้นผิว และสไตล์การขับขี่ พร้อมให้กำลังไฟสูงสุดมากกว่าหนึ่งเมกะวัตต์ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ยังมี Active E-Torque บนเพลาหลังเพื่อการเข้าโค้งที่เร้าใจแบบไดนามิก ซึ่งได้รับการปรับแต่งมาอย่างประณีตให้เหมาะสำหรับทุกสถานการณ์ พลังงานของตัวรถมาจากแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ เพื่อการันตีว่าจะสามารถวิ่งได้ระยะทางไกล
Rouven Mohr ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของ Lamborghini กล่าวว่า “การใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับเรา ไม่ได้หมายถึงข้อจำกัด แต่เป็นโอกาสอันชาญฉลาดในการพัฒนาสมรรถนะและขีดความสามารถในการขับขี่ให้สูงขึ้น ดังนั้น ในการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าของแบรนด์ จึงไม่มีการลดประสิทธิภาพในแง่ของกำลังเครื่อง ความรื่นรมย์ในการเดินทาง และประสิทธิภาพการขับขี่ และนี่คือ รถยนต์ Lamborghini พลังงานไฟฟ้า 100% ที่นักขับสามารถใช้งานได้ทุกวันอย่างเพลิดเพลิน”
หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งของ Lanzador คือ ระบบควบคุมแบบแอคทีฟที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งยกระดับระบบควบคุมการขับขี่ไดนามิกส์แบบบูรณาการของ Lamborghini สู่มาตรฐานใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในการผลิตรถสปอร์ต เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบแนวใหม่ให้กับลูกค้า การหาจุดสมดุลที่เหมาะสมระหว่างกำลัง สมรรถนะ ระยะทาง และอากาศพลศาสตร์ ถือเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดประการหนึ่งของการพัฒนา แต่ความท้าทายนี้คือรากฐานสำคัญของศูนย์วิจัยและพัฒนารถยนต์ Lamborghini มาโดยตลอด
พุ่งทะยานเต็มประสาทสัมผัส: ปรับแต่งการขับขี่แบบเฉพาะตัว
นักขับสามารถปรับแต่งระบบทั้งหมดของ Lanzador ได้ในขณะขับขี่ผ่านอุปกรณ์ควบคุมบนพวงมาลัยแบบสปอร์ต เพื่อควบคุมจังหวะการเคลื่อนไหวของรถได้อย่างฉับไวและสร้างสรรค์คาแรคเตอร์การขับขี่ในแบบเฉพาะตัว ปัจจัยการควบคุมทั้ง 3 ด้านที่มีความสำคัญมากสำหรับคอนเซ็ปต์คาร์รุ่นนี้ ได้แก่:
ระบบควบคุมไดนามิกส์การขับขี่ (LDVI): ระบบ Lamborghini Dinamica Veicolo Integrata (LDVI) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับ Lamborghini เซ็นเซอร์และหัวฉีดจำนวนมากจะถูกนำมาผสานเข้ากับ LDVI ในอนาคต เพื่อสร้างพฤติกรรมการขับขี่ที่ละเอียด แม่นยำ รวมถึงนวัตกรรมขั้นสูงที่ไม่ใช่เฉพาะในส่วนฮาร์ดแวร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอัลกอริธึมการควบคุม ซึ่งเมื่อมีเซ็นเซอร์ป้อนข้อมูลไปยังระบบควบคุมมากขึ้น อัลกอริธึมก็จะสร้างความแตกต่างของสัมผัสในการขับขี่และการตอบสนองได้ละเอียดมากขึ้น สิ่งนี้จะช่วยจำแนกลักษณะการขับขี่ของผู้ขับแต่ละรายได้แม่นยำกว่าที่เคย โดยจะแสดงผลข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่อยู่หลังแผงกระจก “นักบิน” รูปแบบใหม่ที่ติดตั้งอยู่ที่ด้านหน้าของรถ มอบความรู้สึกเสมือนเทคโนโลยีเรดาร์นำทางแห่งอนาคต
ระบบอากาศพลศาสตร์แบบแอคทีฟ (Active Aerodynamics): ระบบอากาศพลศาสตร์แบบแอคทีฟจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในรถยนต์ไฟฟ้าพลังแบตเตอรี่มากกว่าในรถยนต์ซูเปอร์สปอร์ต เพราะจะช่วยเพิ่มระยะทางที่รถวิ่งได้ในการชาร์จไฟแต่ละครั้ง และในขณะเดียวกันก็ยังช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการขับขี่ Lanzador สามารถปรับค่าแรงกดที่แม่นยำเมื่อรถเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง และสร้างแรงต้านอากาศต่ำสุดเมื่อรถทำความเร็วสูงสุดได้อย่างฉับไว เพื่อมอบประสิทธิภาพการขับขี่ที่ดีที่สุดในแต่ละสถานการณ์ ปรัชญาแห่งอนาคตของ Lamborghini นั่นคือ “วิสัยทัศน์อากาศพลศาสตร์อัจฉริยะ” ได้ถูกนำมาใช้อย่างชัดเจนในคอนเซ็ปต์คาร์รุ่นนี้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนการไหลของอากาศให้เข้ากับสถานการณ์การขับขี่แต่ละแบบ ตลอดจนตอบโจทย์สไตล์ของนักขับที่แตกต่าง และระยะทางที่ต้องการในแต่ละทริป ระบบอากาศพลศาสตร์อัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นใหม่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถซูเปอร์สปอร์ต Lamborghini รุ่นต่างๆ โดยรวมเอาระบบ ALA (Aerodinamica Lamborghini Attiva) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่รู้จักกันดีในรุ่น Huracan Performante และ Aventador SVJ ร่วมกับการติดตั้งอุปกรณ์พลศาสตร์แบบใหม่ทั้งด้านหน้าและหลัง เพื่อสร้างความมั่นใจถึงประสิทธิภาพสูงสุดของคอนเซ็ปต์คาร์เมื่อวิ่งในโหมด Urban และมอบแรงกดที่ดีที่สุดในโหมด Performance
ระบบกันสะเทือนแบบแอคทีฟ (Active Suspension): ด้วยการใช้โครงแชสซีส์แบบแอคทีฟ รวมถึงเพลาหลังแบบปรับได้ และระบบถุงลมกันสะเทือน ทำให้ Lanzador สามารถปรับแต่งคุณสมบัติของตัวเองให้สอดคล้องกับทุกสภาพถนนได้อย่างยอดเยี่ยม หรือทำงานตามรูปแบบที่นักขับตั้งค่าไว้ โดยสามารถปรับค่าต่างๆ ได้อย่างฉับไวระหว่างการเดินทาง ผ่านอุปกรณ์ควบคุมบนพวงมาลัย
การกระจายแรงบิดและความเร็วล้อ: ความแม่นยำระดับมิลลิวินาที
ข้อได้เปรียบที่สำคัญของรถสปอร์ตพลังไฟฟ้าแบบสองมอเตอร์ คือ การกระจายแรงบิดที่แม่นยำเพื่อเพิ่มไดนามิกส์การขับขี่ แนวคิดของ Lamborghini คือระบบควบคุมจะคอยคำนวณแรงบิดที่จำเป็น หรือที่ต้องการสำหรับเพลาแต่ละชิ้นอย่างรวดเร็วในหน่วยเวลาเป็นมิลลิวินาที ซึ่งมอเตอร์ทั้ง 2 ตัวจะจำแนกความแตกต่างและสนับสนุนการทำงานของเพลาหลังทั้งในด้านซ้ายและขวาอย่างเหมาะสม ด้วยการใช้ระบบควบคุมความเร็วล้อ ทำให้ Lamborghini สามารถควบคุมกำลังและแรงกระทำกับแต่ละล้อได้อย่างละเอียด เพื่อการเลี้ยวเข้าที่แม่นยำมากขึ้น รวมถึงการขับทางตรงและการใช้ความเร็วบนถนนที่คดเคี้ยว โดยยังสามารถใช้อัตราเร่งที่เร็วแรงเต็มสปีด
Mohr กล่าวเพิ่มเติมว่า “การทำงานร่วมกันของระบบต่างๆ จะช่วยยกระดับการขับขี่ของคอนเซ็ปต์คาร์รุ่นนี้สู่มาตรฐานใหม่ เมื่อเปรียบเทียบกับรถซูเปอร์สปอร์ตที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปแบบเดิม และนี่คือ รถยนต์กลุ่ม Ultra GT พลังไฟฟ้าที่ชาญฉลาดในระดับ Super-Intelligent ด้วยการติดตั้งโหมดการขับขี่แบบบูรณาการขั้นสูงที่พัฒนาขึ้นใหม่ รวมถึงระบบควบคุมแบบแอคทีฟ ทำให้ Lamborghini สามารถยกระดับความเพลิดเพลินและประสิทธิภาพในการขับขี่ ตลอดจนความปลอดภัยและการตอบสนองกับนักขับได้อย่างดีเยี่ยม”
“ผมมั่นใจว่าคอนเซ็ปต์คาร์และเทคโนโลยีต่างๆ ในรถยนต์รุ่นนี้ สามารถสร้างความเชื่อมั่นไม่ใช่เฉพาะกับลูกค้าเดิม แต่ยังรวมถึงผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีอีกเป็นจำนวนมาก ให้ได้ทราบว่ารถยนต์ Lamborghini เจเนอเรชันนี้กำลังจะสร้างตำนานบทใหม่ ทั้งในแง่เทคโนโลยี สมรรถนะ การเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทอล และไดนามิกส์การขับขี่แบบครบครัน”
ดีไซน์ยานยนต์ที่เหนือล้ำทุกความคาดหมาย: DNA แห่ง Lamborghini ที่ก้าวสู่อนาคต
แบรนด์ Lamborghini คือ DNA แห่งการออกแบบอันเปี่ยมเอกลักษณ์ที่น่าจดจำอย่างแท้จริง ผ่านการนำเส้นสายสุด Iconic มาตีความเป็นวิสัยทัศน์และแนวทางล้ำหน้าสู่อนาคต การเปิดตัว Lanzador จึงแสดงให้เห็นว่า Lamborghini กำลังเดินหน้าสู่อนาคตอย่างเต็มรูปแบบ คอนเซ็ปต์คาร์รุ่นนี้ได้มอบสัดส่วนใหม่ และยังเป็นตัวแทนของรถยนต์กลุ่มใหม่ของแบรนด์ นั่นคือ Ultra GT ซึ่งไม่เพียงเห็นได้จากรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงนวัตกรรมภายใน ที่นำเสนอประสบการณ์ใหม่ของ Lamborghini ทั้งในแง่ของพื้นที่ใช้สอยของห้องโดยสาร และบรรยากาศที่กว้างขวางสะดวกสบาย
การออกแบบคอนเซ็ปต์คาร์ GT นี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากอากาศยาน โดย Mitja Borkert ผู้อำนวยการฝ่ายการออกแบบของ Centro Stile Lamborghini อธิบายถึงจุดเริ่มต้นของกระบวนการออกแบบว่ามาจากรถซูเปอร์สปอร์ต หากต่อยอดไปสู่การวางตำแหน่งของนักขับอย่างเหมาะสม โดยได้แรงบันดาลใจมาจากรุ่น Huracan Sterrato การออกแบบภายนอกให้ความรู้สึกบึกบึนห้าวหาญและเหนือล้ำทุกความคาดหมาย ด้วยเส้นสายที่เรียบง่ายและสะอาดตาซึ่งถือเป็นแบบฉบับของ Lamborghini อย่างแท้จริง และยังเต็มไปด้วยความหนักแน่นซึ่งได้แรงบันดาลใจจากรถยนต์ Lamborghini รุ่นตำนานอย่าง Sesto Elemento, Murcielago และ Countach LPI 800-4
รูปลักษณ์ด้านข้างใช้เส้นสายที่เรียบง่ายในแบบฉบับ Lamborghini ผสานกับโครงสร้างสถาปัตยกรรมเฉพาะตัวที่พัฒนาขึ้นสำหรับคอนเซ็ปต์คาร์โดยเฉพาะ โดยมีการออกแบบความลาดเอียงของห้องโดยสารอย่างชัดเจนจากทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ในขณะเดียวกัน ดีไซน์ส่วนล่างของตัวรถยังได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์อันชาญฉลาด ผสานเข้ากับองค์ประกอบสุดล้ำที่ขยับได้ดังเช่นที่พบในรถซูเปอร์สปอร์ตของ Lamborghini หลายรุ่น และด้วยความสูงสุดของหลังคาเพียง 1.5 เมตร ทำให้รถยนต์ Gran Turismo พลังไฟฟ้ารุ่นนี้โหลดต่ำเข้าใกล้พื้นถนนได้อย่างทรงพลัง มอบความประทับใจด้วยระดับการโหลดต่ำอย่างที่ไม่มีรุ่นใดเปรียบได้ ซึ่งเกิดจากรูปทรงที่พุ่งไปข้างหน้าของห้องโดยสารและเส้นสายไดนามิกที่คมชัดตลอดทั้งตัวรถ
ดีไซน์ห้องโดยสารสอดคล้องกับปรัชญาการออกแบบ “Feel Like a Pilot” ของ Lamborghini อย่างโดดเด่น ผสานกับแนวคิดของอากาศยานผ่านแนวคิดรถยนต์ 2+2 GT แต่ก้าวหน้าไปอีกขั้นด้วยการใช้แนวคิดที่นั่ง 2+2 ในแบบฉบับไลฟ์สไตล์ ห้องโดยสารส่วนหลังยังสามารถใช้บรรทุกสัมภาระได้ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์กีฬา หรือกระเป๋าเดินทางทุกรูปแบบ ช่องใส่สัมภาระถูกซ่อนไว้ใต้ฝากระโปรงหน้าที่สั้นและลาดเอียง ส่วนประตูท้ายกระจกขนาดใหญ่สามารถเปิดออกกว้าง เบาะนั่งด้านหลังและช่องเก็บสัมภาระหลังที่ปรับได้ยังทำให้คอนเซ็ปต์คาร์รุ่นนี้สามารถประยุกต์ใช้งานกับทุกสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน
การออกแบบรายละเอียดต่างๆ ของคอนเซ็ปต์คาร์แห่งอนาคตนี้เต็มไปด้วยความละเอียดอ่อนและสะท้อนถึงลักษณะเฉพาะตัว อาทิ ดีไซน์ไฟหน้าที่เพรียวบางได้แรงบันดาลใจมาจากรุ่น Countach LPI 800-4 ในขณะที่ไฟท้ายทรงหกเหลี่ยมรวมถึงรูปแบบแสงอันเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ถูกตกแต่งด้วยองค์ประกอบไฟ LED สามดวงบนตัวรถแต่ละด้าน นอกจากนี้ ดีไซน์ไฟรูปตัว Y และองค์ประกอบรูปหกเหลี่ยมซึ่งเป็นลักษณะเด่นของการออกแบบรถยนต์ Lamborghini ก็สามารถพบเห็นได้ทั่วทั้งตัวรถ รวมถึงไฟท้ายและห้องโดยสารภายในเช่นกัน
Borkert กล่าวว่า “Lamborghini Lanzador คือ คอนเซ็ปต์คาร์ที่เปี่ยมด้วยแนวคิดที่มีวิสัยทัศน์และล้ำยุคที่สุดของเรา ณ วันนี้ พร้อมมอบรูปลักษณ์อันน่าทึ่งและความงามรูปโฉมใหม่อย่างแท้จริง สัดส่วนนี้ถือเป็นสิ่งใหม่และยังไม่เคยปรากฏมาก่อน ด้วยศักยภาพในการสร้างกลุ่มรถยนต์ใหม่ในทุกรายละเอียด ทำให้ Lanzador นำเสนอสัดส่วนใหม่แห่งรถสปอร์ตโดยคนขับอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ซึ่งชวนให้นึกถึงรุ่น Huracan Sterrato ที่ได้รับการออกแบบสำหรับคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในยุคของเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบดิจิทอล ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงแนวคิดที่สดใหม่ของ Lamborghini ในด้านการผสมผสานความยั่งยืนอย่างจริงจัง ผ่านการตกแต่งห้องโดยสารที่ให้พื้นที่มากขึ้นและการใช้วัสดุที่เป็นนวัตกรรมใหม่ ซึ่งทำให้ Lanzador เป็นคอนเซ็ปต์คาร์ที่ห้าวหาญและเหนือล้ำทุกความคาดหมาย แสดงถึงศักยภาพของรถยนต์ Lamborghini แห่งอนาคต พร้อมการออกแบบที่เร้าอารมณ์ให้เป็นต้นแบบแห่งสมรรถนะขั้นสูงในการสร้างสรรค์รถยนต์ Ultra GT ของแบรนด์อย่างแท้จริง”
ตำแหน่งนักขับในห้องโดยสารยังถูกกำหนดโดยแผงหน้าปัดที่เพรียวบางน้ำหนักเบา ซึ่งใช้องค์ประกอบการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เช่น รูปตัว Y ขนาดใหญ่ในส่วนเชื่อมคอนโซลกลาง และด้วยคุณสมบัติการใช้งานแบบอเนกประสงค์ในชีวิตประจำวัน รวมกับประสิทธิภาพและตำแหน่งที่นั่งแบบรถยนต์ซูเปอร์สปอร์ต ทำให้หัวหน้าฝ่ายออกแบบ Mitja Borkert มีอิสระในการตกแต่งเพื่อสร้างบรรยากาศที่กว้างขวางสะดวกสบายอย่างคาดไม่ถึง ซึ่งเกิดจากการใช้ระบบพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบกับรถยนต์รุ่นนี้ ที่นั่งคนขับและข้างคนขับจะอยู่ระดับต่ำเหมือนกับในเครื่องบินเจ็ท คั่นด้วยคอนโซลกลางที่เชื่อมต่อมุมมองกับแผงหน้าปัด ส่วนแผงควบคุมระบบความบันเทิง ระบบปรับอากาศ และฟังก์ชันดิจิทอลรุ่นใหม่ จะติดตั้งอยู่บนคอนโซลกลางในระยะที่คนขับเอื้อมถึงตามตำแหน่งที่เหมาะสมตามหลักสรีรศาสตร์ ส่วนผู้โดยสารจะสามารถดูข้อมูลผ่านหน้าจอที่หดซ่อนได้อัตโนมัติ และเมื่อใช้ระบบการควบคุมแบบ Lamborghini ANIMA คนขับจะสามารถสลับโหมดการขับขี่แบบต่างๆ รวมถึงแบบ Efficiency และ Performance เพื่อให้ได้ไดนามิกส์การขับขี่ที่ดีที่สุดตามต้องการ คอนเซ็ปต์คาร์รุ่นนี้ทำสีด้วย Liquid Color ที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะสำหรับการเปิดตัวรถยนต์ในงาน Monterey Car Week ซึ่งเป็นสีใหม่ที่สวยงามทันสมัยในชื่อ Azzurro Abissale
แนวคิดวัสดุที่ยั่งยืน: ก้าวสู่ความหรูหราที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
สำหรับคอนเซ็ปต์คาร์ Lanzador นักออกแบบได้ถ่ายทอดปรัชญาในด้านวัสดุที่ยั่งยืนไปสู่การตกแต่งห้องโดยสารภายใน โดยเป็นการบุกเบิกสิ่งใหม่ โดยยังคงไว้ซึ่งรูปลักษณ์ สัมผัส คุณภาพ และความทนทาน คอนเซ็ปต์คาร์นี้จึงแสดงถึงศักยภาพทางเทคนิคของแบรนด์ในปัจจุบัน และยกระดับ Lamborghini ไปสู่อีกขั้นของความยั่งยืน งานตกแต่งภายในใช้วัสดุที่ยั่งยืนซึ่งผลิตในอิตาลีเกือบทั้งหมด บริเวณแผงหน้าปัด เบาะนั่ง และแผงประตู ได้รับการตกแต่งด้วยผ้าขนแกะเมอริโนคุณภาพสูง (จากบริษัทสัญชาติอิตาลีที่ผ่านมาตรฐาน B Certified) ส่วนด้ายย้อมสีทำจากวัสดุรีไซเคิล ทั้งไนลอน/พลาสติกรีไซเคิล รวมถึงวัสดุที่ไม่ใช่พลาสติคอีกหลายชนิด เช่น โฟมในส่วนเบาะนั่งแนวสปอร์ตทำจากเส้นใยรีไซเคิลซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธีการพิมพ์ 3 มิติ แม้แต่เส้นใยคาร์บอนที่นำมาใช้ร่วมกันในหลายส่วน เช่น คอนโซลกลาง และแผงประตู ก็ทำมาจากคาร์บอนแบบผลิตซ้ำ ซึ่งเป็นวัสดุคอมโพสิท 2 ชั้นแบบใหม่
วัสดุหนังฟอกที่ยั่งยืน: หนังที่ผ่านการฟอกด้วยน้ำพิเศษ ซึ่งผ่านกรรมวิธีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ โดยใช้น้ำจากการผลิตน้ำมันมะกอก และต้องได้รับการบำบัดก่อนนำมาใช้ เนื่องจากมีความเป็นกรดสูง มีฤทธิ์ต้านจุลชีพ และเป็นพิษต่อพืช อย่างไรก็ดี น้ำที่เหลือจากการผลิตน้ำมันมะกอกยังสามารถนำมาใช้ซ้ำได้โดยผู้ผลิตเคมีภัณฑ์เพื่อการผลิตสารฟอกหนัง กระบวนการฟอกหนังนี้ยังคงรูปแบบการทำงาน “ในแบบฉบับอิตาลี” เหมือนกับการผลิตน้ำมันมะกอกของอิตาลี
ผ้าขนแกะเมอริโน 100%: Lamborghini ใช้ขนแกะที่ได้จากแกะออสเตรเลียนเมอริโนแทนขนแกะสังเคราะห์ ซึ่งเป็นเส้นใยที่สามารถสร้างใหม่ได้ทั้งหมด แตกต่างจากผ้าใยสังเคราะห์ซึ่งผลิตในเชิงอุตสาหกรรมจากพลังงานฟอสซิลที่ไม่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้ ขนแกะจะมีการนำเข้ายุโรปปีละครั้ง และขนส่งผ่านทางเรือ ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ผ้าขนแกะเมอริโนยังสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ มีความนุ่มนวล และสัมผัสสบาย
คาร์บอนผลิตซ้ำผ่านกระบวนการรีไซเคิล: เส้นใยคาร์บอนที่ผลิตซ้ำเป็นวิธีการใหม่สำหรับวัสดุคอมโพสิทที่พัฒนาโดย Lamborghini เพื่อให้สอดคล้องกับ DNA และข้อกำหนดด้านความยั่งยืน วิธีการขึ้นรูปใหม่จะกำหนดเป็นชั้นที่โชว์ความสวยงาม (ด้านที่มองเห็น) และชั้นใน (ชั้นโครงสร้าง) ตามข้อกำหนดด้านประสิทธิภาพ วัสดุหลัก เช่น คาร์บอนรีไซเคิล หรือโฟมจากพลาสติค PET รีไซเคิล ถูกนำมาใช้ในชั้นโครงสร้าง และยังทดลองใช้เรซินชีวภาพเพื่อยกระดับแนวทางที่ยั่งยืน
เส้นใยสังเคราะห์จากพลาสติกรีไซเคิล: Lamborghini ใช้เส้นด้ายสังเคราะห์ชนิดใหม่ที่ทำมาจากพลาสติกรีไซเคิลที่เก็บรวบรวมมาจากมหาสมุทร กระบวนการนี้ช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าถึง 80% เมื่อเทียบกับชิ้นส่วนพลาสติคที่ผลิตจากกระบวนการปิโตรเลียม
วัสดุโฟมจากกระบวนการพิมพ์ 3 มิติ: สำหรับชิ้นส่วนพลาสติค เช่น วัสดุโฟมในเบาะนั่งแนวสปอร์ต ได้นำกระบวนการพิมพ์ 3 มิติแบบใหม่มาใช้ วัสดุนี้ทำมาจากขยะรีไซเคิล เช่น ขวดพลาสติคใช้แล้ว ซึ่งมีความเสถียร ไม่เป็นอันตราย ทนทานทั้งในเชิงเทคนิค ทนความร้อน และทนทานต่อสารเคมีได้ดี วัสดุนี้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกครั้งหลังหมดอายุการใช้งาน โดยสัดส่วนของวัสดุที่นำกลับมารีไซเคิลได้จะอยู่ระหว่าง 45-100%
โร้ดแมพการลดคาร์บอน “Direzione Cor Tauri” ของ Lamborghini
Lamborghini ให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่ยั่งยืนและหลีกเลี่ยงการสร้างคาร์บอนไดออกไซด์มาเป็นเวลาหลายปี ตั้งแต่ปี 2015 โรงงานที่ Sant’Agata Bolognese ได้ดำเนินการในฐานะบริษัทที่เป็นกลางทางคาร์บอนตามแผนงาน “Direzione Cor Tauri” ที่ประกาศไว้ในเดือนตุลาคม 2021 ซึ่งระบุว่าบริษัทจะมุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงครึ่งหนึ่งเป็นอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป
Stefano Domenicali กล่าวว่า “Cor Tauri เป็นภาษาละติน แปลว่า ‘หัวใจวัว’ ในขณะเดียวกันก็เป็นชื่อของดาวที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวราศีพฤษภ ซึ่งส่องแสงให้ Lamborghini มองเห็นหนทางสู่อนาคตแห่งพลังงานไฟฟ้าที่สดใส และยังคงเป็นหัวใจและจิตวิญญาณของแบรนด์อีกด้วย”
“แผนการใช้พลังงานไฟฟ้าของ Lamborghini คือการเปลี่ยนแปลงที่มิอาจหลีกเลี่ยงเนื่องจากบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้เราต้องการมีส่วนร่วมเยียวยาเรื่องนี้และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการที่เป็นรูปธรรมของเรา Lamborghini วางแผนที่จะใช้พลังงานไฟฟ้าในผลิตภัณฑ์ทั้งหมดภายในปี 2024 โดยบริษัททุ่มงบลงทุนกว่า 1.9 พันล้านยูโรในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาเพื่อการเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีไฮบริด ซึ่งถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์อิตาลี”
คอนเซ็ปต์คาร์ Lanzador เวอร์ชันผลิตจริงจะพร้อมมอบสุดยอดสมรรถนะตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป และจะก้าวสู่ระดับแถวหน้าของรถยนต์ในเซกเมนต์นี้ โดยยังคงไว้ซึ่ง DNA ของแบรนด์อย่างสมบูรณ์ และพร้อมยกระดับการผลิตของ Lamborghini ที่สืบทอดมานานกว่า 60 ปี ไปสู่ทศวรรษใหม่ รถยนต์รุ่นที่ 4 นี้จะช่วยให้ Lamborghini สร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบในอนาคต ซึ่งผสานรถซูเปอร์สปอร์ตอันเร้าใจเข้ากับเครื่องยนต์ไฮบริด รวมถึงใน Urus รุ่นถัดไปที่จะใช้ระบบ Plug-in Hybrid ด้วยเช่นกัน Lanzador ไม่ใช่แค่แนวคิดของนักออกแบบหรือวิศวกร แต่เป็นการแสดงตัวอย่างที่เด่นชัดของรถยนต์รุ่นผลิตจริงที่ Lamborghini จะนำเสนอในปี 2028 ซึ่งรถยนต์รุ่นที่ 4 นี้จะดำเนินการผลิตในโรงงาน Sant’Agata Bolognese และเพื่อการผลิตที่สมบูรณ์แบบ Lamborghini กำลังวางแผนขยายโรงงานและจ้างพนักงานเพิ่มเติมต่อไป
ก้าวต่อไปของคุณในโลกแห่ง Lamborghini
ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Lamborghini Countach ตำนานแห่งยุค หรือเป็นผู้ที่เฝ้ารอคอยอนาคตแห่งยานยนต์ไฟฟ้าUltra GT อย่าง Lamborghini Lanzador การเดินทางของ Lamborghini สู่ยุคใหม่เต็มไปด้วยนวัตกรรม สมรรถนะ และความยั่งยืน หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ หรือต้องการเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์วงการยานยนต์ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ซูเปอร์คาร์ชั้นนำ หรือเยี่ยมชมโชว์รูม Lamborghini อย่างเป็นทางการ เพื่อค้นพบรถยนต์ที่สะท้อนตัวตนและตอบสนองทุกความต้องการของคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบ.