![[ครบชุด] T2603005 หญ งฉลาดเล อกแฟน Ep.2 (ตอนจบ)](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260326_160925.jpg)
Rimac Nevera: บทพิสูจน์แห่งขุมพลังไฟฟ้า และวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของการขับเคลื่อน
ในโลกยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง แนวคิดเรื่อง “พละกำลัง” ได้วิวัฒนาการไปอย่างก้าวกระโดด จากยุคเครื่องยนต์สันดาปภายในที่วัดกันด้วยหน่วย “แรงม้า” สู่ยุคพลังงานไฟฟ้าที่มาพร้อมกับมาตรฐานสากลอย่าง “กิโลวัตต์” (kW) การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนหน่วยวัด แต่เป็นการสะท้อนถึงการพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เน้นประสิทธิภาพ ความยั่งยืน และประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างใกล้ชิด และวันนี้ ผมอยากจะพาคุณไปเจาะลึกถึงสุดยอดแห่งเทคโนโลยีที่กำลังกำหนดอนาคต นั่นคือ Rimac Nevera ซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าที่ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะ แต่เป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยแห่งพละกำลังใหม่
ความซับซ้อนของ “แรงม้า” และการก้าวสู่มาตรฐานสากล
ตลอดประวัติศาสตร์ของยานยนต์ คำว่า “แรงม้า” (Horsepower – HP) เป็นที่คุ้นเคยและเข้าใจกันดี แม้กระทั่งในปัจจุบัน หน่วยนี้ยังคงถูกใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา แต่หากย้อนกลับไปดูที่มาของหน่วยนี้ จะพบว่ามันมีพื้นฐานมาจากระบบ Imperial unit ซึ่งเป็นหน่วยวัดที่ใช้กันในสหราชอาณาจักรเมื่อครั้งอดีต โดย 1 แรงม้า เท่ากับ 746 วัตต์ (W) หรือประมาณ 0.746 กิโลวัตต์ (kW)
อย่างไรก็ตาม ความสับสนได้เกิดขึ้นเมื่อประเทศต่างๆ เริ่มใช้หน่วยวัดแรงม้าในรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น
HP (Horsepower): หน่วยมาตรฐานที่นิยมใช้ในสหรัฐอเมริกา
BHP (Brake Horsepower): นิยมใช้ในอังกฤษ มีการคำนึงถึงแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์ ทำให้ค่าที่ได้ต่ำกว่า HP เล็กน้อย โดยทั่วไป 1 HP จะเท่ากับประมาณ 0.99 BHP
PS (Pferdestärke): หน่วยที่ใช้ในเยอรมนี มาจากภาษาเยอรมัน “Pferd” (ม้า) และ “Stärke” (กำลัง) หน่วยนี้มีพื้นฐานมาจากระบบ Metric unit โดย 1 PS เท่ากับ 735.5 วัตต์ (W)
CV (Cheval-Vapeur): หน่วยที่ใช้ในฝรั่งเศสและอิตาลี มาจากภาษาฝรั่งเศส “Cheval” (ม้า) และ “Vapeur” (ไอน้ำ) มีค่าใกล้เคียงกับ PS โดย 1 CV เท่ากับ 735.5 วัตต์ (W) เช่นกัน
ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย หากไม่มีการระบุหน่วยวัดให้ชัดเจน ตัวอย่างเช่น รถยนต์ BMW 540i รหัส G30 ที่มีกำลัง 250 กิโลวัตต์ อาจถูกระบุว่าเป็น 340 PS ในยุโรป หรือ 335 HP ในสหรัฐอเมริกา ความแตกต่างของตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่ารถมีกำลังไม่เท่ากัน แต่เป็นผลมาจากวิธีการวัดและหน่วยที่ใช้
ปัจจุบัน มาตรฐานสากลของระบบ SI (International System of Units) ได้กำหนดให้ “กิโลวัตต์” (kW) เป็นหน่วยวัดกำลังหลักสำหรับการแสดงค่าสมรรถนะของยานยนต์ โดยเฉพาะในยุโรปที่เริ่มปรับไปใช้หน่วยนี้อย่างเป็นทางการ และเสริมด้วยหน่วยแรงม้าเป็นค่ารองเพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้การเปรียบเทียบสมรรถนะรถยนต์มีความแม่นยำและเป็นสากลมากยิ่งขึ้น
การปฏิวัติแห่งพละกำลัง: เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าสั่นสะเทือนตลาด
การก้าวเข้าสู่ยุคแห่งรถยนต์ไฟฟ้าได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการยานยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของ “พละกำลัง” ที่สามารถปลดปล่อยออกมาได้อย่างมหาศาล ด้วยเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้าที่ล้ำสมัย
ในปี 2566 ที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยได้ตื่นตะลึงกับการเปิดตัว BYD SEAL ซีดานไฟฟ้าสมรรถนะสูง โดยเฉพาะรุ่นท็อป Seal Performance ที่มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนสองมอเตอร์ ให้กำลังสูงสุดถึง 390 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่า 530 แรงม้า (PS) ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยสามารถสัมผัสกับสุดยอดสมรรถนะในราคาที่น่าทึ่ง เพียง 1.59 ล้านบาท เมื่อคำนวณเป็นราคาต่อหนึ่งแรงม้า (PS) จะอยู่ที่ประมาณ 3,018 บาทเท่านั้น! ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 3.8 วินาที และแรงบิดที่เหนือความคาดหมาย ยิ่งตอกย้ำถึงศักยภาพของรถยนต์ไฟฟ้าในการมอบประสบการณ์ขับขี่ที่เร้าใจ
ในขณะเดียวกัน Lotus Eletre ซูเปอร์ครอสโอเวอร์ SUV พลังไฟฟ้า ก็ได้เปิดตัวมาเขย่าวงการเช่นกัน ด้วยกำลังมหาศาลถึง 675 กิโลวัตต์ หรือ 904 แรงม้า (HP) พร้อมแรงบิด 100.4 กิโลกรัม-เมตร และอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 2.95 วินาที แม้ราคาจะสูงกว่าที่ 6.59 ล้านบาท แต่เมื่อคำนวณเป็นราคาต่อหนึ่งแรงม้า (HP) จะอยู่ที่ประมาณ 7,322 บาท
เมื่อลองคำนวณเล่นๆ หากนำมาตรฐานพละกำลังของ BYD Seal มาสร้างรถยนต์ 200 แรงม้า จะมีราคาประมาณ 603,600 บาท และหากใช้มาตรฐานของ Lotus Eletre รถ 200 แรงม้า จะมีราคาประมาณ 1,464,400 บาท นี่คือตัวเลขที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นว่า “ราคาต่อหนึ่งหน่วยแรงม้า” ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการเปลี่ยนมาใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์สันดาปภายใน
เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่รถยนต์ทุกระดับราคาจะมาพร้อมกับสมรรถนะที่ก้าวกระโดด โดยเฉพาะอัตราเร่งที่ตอบสนองฉับไว จะกลายเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ผู้บริโภคคาดหวัง
Rimac Nevera: ผู้ทลายทุกสถิติ และนิยามใหม่ของ “ไฮเปอร์คาร์”
ในพิกัดสูงสุดของวงการยานยนต์ นั่นคือ “ไฮเปอร์คาร์” ยุคปัจจุบันกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Rimac Nevera ซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าจากประเทศโครเอเชีย ที่ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทลายสถิติโลกถึง 23 รายการในวันเดียว ที่สนามทดสอบ ATP (Automotive Testing Papenburg) ประเทศเยอรมนี
Rimac Nevera ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถที่เร็ว แต่เป็นนิยามใหม่ของ “ไฮเปอร์คาร์” ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ด้วยราคาประมาณ 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มันได้พิสูจน์ให้เห็นถึงขีดสุดของสมรรถนะที่เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถทำได้:
อัตราเร่ง 0-400-0 กม./ชม. ในเวลาเพียง 29.94 วินาที: นี่คือสถิติโลกที่น่าทึ่ง แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเร่งความเร็วไปถึง 400 กม./ชม. และกลับมาหยุดนิ่งได้อย่างปลอดภัย
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 1.82 วินาที: เร็วกว่ารถแข่ง Formula 1!
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ในเวลา 4.42 วินาที
อัตราเร่ง 0-300 กม./ชม. ในเวลา 9.23 วินาที
อัตราเร่ง 0-400 กม./ชม. ในเวลา 21.32 วินาที
ควอเตอร์ไมล์ (0-402 เมตร) ในเวลา 8.26 วินาที
สถิติเหล่านี้ได้รับการบันทึกโดยองค์กรอิสระอย่าง Dewesoft และ Racelogic โดยใช้ยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 R ซึ่งเป็นยางมาตรฐานติดรถโรงงาน
Mate Rimac: อัจฉริยะผู้พลิกโฉมวงการ
เบื้องหลังความสำเร็จของ Rimac Nevera คือวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของ Mate Rimac ชายหนุ่มวัย 35 ปี ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Rimac Automobili ตั้งแต่วัยเด็ก เขาแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ด้านนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า จากผลงานสิ่งประดิษฐ์มากมายที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ
จุดเปลี่ยนสำคัญของเขาเกิดขึ้นในช่วงเป็นนักศึกษาเมื่ออายุ 19 ปี เขาได้ดัดแปลง BMW 3 Series E30 ให้เป็นรถไฟฟ้า และสามารถบันทึกสถิติโลกสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าได้หลายรายการ ความสามารถนี้ได้ดึงดูดนักลงทุน และนำไปสู่การกำเนิดของ Rimac Concept One ในปี 2011 ซึ่งเป็นรถต้นแบบรุ่นแรกของบริษัท Rimac Automobili ที่มีอายุเพียง 23 ปีเท่านั้น Rimac Nevera คือรถรุ่นที่สองที่ต่อยอดจากความสำเร็จนั้น
ปัจจุบัน Rimac Automobili เติบโตอย่างมหาศาล โดยมีพนักงานกว่า 1,000 คน และได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยานยนต์ชั้นนำระดับโลก เช่น Porsche AG, Hyundai, Kia และ Camel Group นอกจากจะผลิตไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ของตนเองแล้ว Rimac ยังเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีระบบส่งกำลังไฟฟ้าให้กับค่ายรถยนต์ชั้นนำอื่นๆ อีกมากมาย เช่น Porsche, Hyundai, Kia, Renault, Jaguar, Aston Martin, SEAT, Koenigsegg, และ Automobili Pininfarina
ในปี 2021 Mate Rimac ได้สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งด้วยการร่วมทุนระหว่าง Bugatti และ Porsche ก่อตั้งเป็น Bugatti Rimac โดยเขารับตำแหน่ง CEO ซึ่งเป็นการรวมสุดยอดแห่งสมรรถนะและความหรูหราเข้าไว้ด้วยกัน
เทคโนโลยีเบื้องหลัง Rimac Nevera: ความสมบูรณ์แบบที่ไร้ที่ติ
Rimac Nevera ถูกสร้างขึ้นด้วยความพิถีพิถันสูงสุดในทุกรายละเอียด โรงงานผลิตได้มาตรฐานระดับโลกเดียวกับที่ใช้ผลิต Bugatti
แบตเตอรี่: หัวใจสำคัญของ Nevera คือแบตเตอรี่ลิเธียม/แมงกานีส/นิกเกิล (LMN) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ มีจำนวน 6,960 เซลล์ และความจุรวม 120 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) แทนที่จะใช้ดีไซน์แบบ “สเก็ตบอร์ด” ที่วางแผ่เต็มพื้นรถเหมือนรถไฟฟ้าทั่วไป Rimac ได้ออกแบบให้แบตเตอรี่อยู่ในตำแหน่งเดียวกับเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังแบบดั้งเดิม เพื่อรักษารูปทรงอันงดงามของไฮเปอร์คาร์เครื่องวางกลางลำไว้ได้
พิสัยการขับขี่และการชาร์จ: ด้วยแบตเตอรี่ 120 kWh Nevera สามารถวิ่งได้ไกลถึง 570 กม. ตามมาตรฐาน WLTP และที่น่าทึ่งคือ สามารถชาร์จจาก 0-80% ได้ในเวลาเพียง 19 นาที ด้วยการรองรับการชาร์จ DC สูงสุดถึง 500 กิโลวัตต์
ขุมพลัง “Megacar”: Nevera ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว (คู่หน้าและคู่หลัง) ให้กำลังรวมกันถึง 1.4 เมกะวัตต์ หรือ 1,408 กิโลวัตต์ เทียบเท่า 1,888 แรงม้า (HP) หรือ 1,914 แรงม้า (PS) ด้วยแรงบิดมหาศาลถึง 240.7 กิโลกรัม-เมตร แม้จะมีน้ำหนักตัวถึง 2,150 กก. ก็สามารถทำอัตราเร่งสุดขั้วได้อย่างสบาย
อากาศพลศาสตร์: ที่ความเร็วต่ำ ตัวรถมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.3 แต่เมื่อต้องการชะลอความเร็วอย่างกะทันหัน หรือเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ระบบสปอยเลอร์จะทำงานเพื่อเพิ่มแรงกดอากาศ (downforce) ได้ถึง 326%
โครงสร้างตัวถัง: โครงสร้างแบบคาร์บอนโมโนค็อกของ Nevera ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลก ด้วยความแข็งแกร่งบิดตัวที่ 70,000 นิวตัน/องศา
ระบบระบายความร้อน: สำหรับรถที่มีสมรรถนะสูงเช่นนี้ การจัดการความร้อนของแบตเตอรี่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง Rimac ได้พัฒนาระบบระบายความร้อนที่ซับซ้อน โดยใช้น้ำหล่อเย็น ร่วมกับรังผึ้งหม้อน้ำ และยังเพิ่มคอมเพรสเซอร์ระบบปรับอากาศเข้ามาเพื่อช่วยลดอุณหภูมิของแบตเตอรี่ ให้มั่นใจว่าแบตเตอรี่จะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยไม่เกิดความร้อนสะสมจนเป็นอันตราย
Nürburgring Nordschleife: บทพิสูจน์อีกขั้นของสมรรถนะ
นอกจากสถิติอัตราเร่งที่สนาม ATP แล้ว Rimac Nevera ยังเป็นเจ้าของสถิติเวลาต่อรอบที่เร็วที่สุดสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโปรดักชันในสนาม Nürburgring Nordschleife (นืร์บวร์กริง นอร์ชไลเฟ) ซึ่งมีความยาว 20.832 กม. ด้วยเวลา 7:05.298 นาที
สถิตินี้ได้โค่นล้มสถิติเดิมของ Tesla Model S Plaid (7:25.23 นาที) และยังเร็วกว่า Honda Civic Type R FL5 (7:44.8 นาที) อย่างเห็นได้ชัด
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อการลงสนามแข่งโดยเฉพาะอย่าง Porsche 992 GT3 RS (6:44.84 นาที) หรือ Mercedes-AMG ONE (6:35.183 นาที) ซึ่งเป็นเจ้าของสถิติสนามปัจจุบัน เวลาของ Nevera ยังคงห่างไกล แต่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโปรดักชัน การทำเวลาได้ขนาดนี้ถือเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
อนาคตที่ Rimac กำลังสร้าง: Robotaxi และการขับเคลื่อนอัตโนมัติ
Rimac Automobili ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การผลิตไฮเปอร์คาร์ แต่ยังมองไปสู่อนาคตของการเดินทาง ด้วยการเปิดตัว Verne บริษัทลูกที่มุ่งพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติประเภท Robotaxi
Verne ได้เปิดตัวต้นแบบ Robotaxi ที่มีดีไซน์ล้ำสมัย เป็นรถคูเป้สองที่นั่งที่ออกแบบมาเพื่อการขับขี่ไร้คนขับโดยเฉพาะ ไม่ได้ดัดแปลงมาจากรถยนต์ที่มีอยู่เดิม
แผนการของ Verne คือการเริ่มให้บริการ Robotaxi ในเมืองซาเกร็บ ประเทศโครเอเชีย ภายในปี 2026 ก่อนขยายไปยังเมืองอื่นๆ ในสหราชอาณาจักร, เยอรมนี, ยุโรป, ตะวันออกกลาง และอีกกว่า 30 เมืองทั่วโลก
การออกแบบของ Verne เน้นความสะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้โดยสาร ด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวางคล้ายห้องนั่งเล่นเคลื่อนที่ มาพร้อมจอภาพขนาดใหญ่ ลำโพงรอบทิศทาง และระบบควบคุมสภาพแวดล้อมภายในรถผ่านสมาร์ทโฟน
เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติของ Verne ใช้ระบบของ Mobileye ที่ประกอบด้วยกล้อง เรดาร์ LiDAR และเซ็นเซอร์ต่างๆ ที่สามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับสภาพการจราจรในแต่ละพื้นที่ได้
การก้าวเข้าสู่ตลาด Robotaxi ของ Rimac เป็นเครื่องยืนยันถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ Mate Rimac ในการเป็นผู้นำเทคโนโลยีการขับเคลื่อนแห่งอนาคต
สรุป
Rimac Nevera คือบทพิสูจน์ที่ทรงพลังว่า “พละกำลัง” แห่งอนาคตอยู่ที่พลังงานไฟฟ้า การก้าวข้ามผ่านข้อจำกัดของเครื่องยนต์สันดาปภายใน สู่ยุคของมอเตอร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงที่ให้ทั้งความเร็ว ความเงียบ และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
จากสถิติที่น่าทึ่งบนสนามแข่ง สู่เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำสำหรับการเดินทางในอนาคต Rimac Automobili กำลังกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างแท้จริง ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะขั้นสูงสุด หรือผู้ที่มองหาทางเลือกในการเดินทางที่ยั่งยืนและชาญฉลาดยุคใหม่ Rimac คือแบรนด์ที่ควรจับตามอง
หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่ามาตรฐานปัจจุบัน และต้องการสัมผัสกับนวัตกรรมยานยนต์ที่ขับเคลื่อนอนาคต ลองศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง หรือพิจารณาการลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวสู่ยุคแห่งการขับเคลื่อนที่น่าตื่นเต้นนี้ไปด้วยกัน