![[ครบชุด] T2603013 หญ งแล งน ำใจ ใครจะเอาทำเม](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260326_155746.jpg)
Rimac Nevera: พลังแห่งอนาคตที่จุดประกายยุคใหม่แห่งสมรรถนะยนตรกรรม
ในโลกยานยนต์ที่หมุนไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ เรามักจะได้ยินคำว่า “แรงม้า” หรือ “กิโลวัตต์ (kW)” ในการบ่งบอกถึงศักยภาพอันมหาศาลของเครื่องยนต์ สำหรับนักเลงรถและผู้ที่ติดตามข่าวสารยานยนต์ ย่อมคุ้นเคยดีกับการวัดกำลังเครื่องยนต์ที่แสดงผลในหน่วยสากลอย่างกิโลวัตต์ ซึ่งปัจจุบันเป็นมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในยุโรป โดยมักจะระบุหน่วยแรงม้าเป็นค่ารองควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน การแปลงหน่วยเป็นเรื่องพื้นฐานที่สำคัญ: 1 แรงม้า เทียบเท่า 0.746 กิโลวัตต์ หรือ 1 กิโลวัตต์ เท่ากับ 1.34 แรงม้า
หากย้อนกลับไปทำความเข้าใจความหมายของ “แรงม้า” ในยุคอดีต ซึ่งเป็นหน่วยวัดแบบอิมพีเรียล (Imperial) ที่เคยนิยมในสหราชอาณาจักรและยังคงใช้กันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา “แรงม้า” ถูกนิยามว่า คือ ความสามารถของม้า 1 ตัว ในการยกน้ำหนัก 550 ปอนด์ ขึ้นเป็นระยะทาง 1 ฟุต ภายในเวลา 1 วินาที สำหรับการเปรียบเทียบกับระบบเมตริก (Metric) ที่เป็นสากลกว่านั้น 1 แรงม้าแบบอิมพีเรียลจะมีค่าเท่ากับ 746 วัตต์
คำถามที่อาจเกิดขึ้นในใจคือ เมื่อหน่วยแรงม้าเป็นที่เข้าใจกันดี เหตุใดจึงต้องมีการเปลี่ยนไปใช้หน่วยกิโลวัตต์? คำตอบนั้นมีเหตุผลที่น่าสนใจ เนื่องจาก “แรงม้า” ในแต่ละประเทศนั้นมีค่าไม่เท่ากัน หากสังเกตจะพบว่า ในนิตยสารยานยนต์ต่างประเทศ มักปรากฏตัวย่อของหน่วยแรงม้าที่แตกต่างกันไป เช่น ในสหรัฐอเมริกาจะใช้ HP (Horsepower) ส่วนนิตยสารจากอังกฤษจะพบ BHP (Brake Horsepower) ขณะที่เยอรมนีใช้ PS (Pferdestärke) ซึ่งแปลว่า แรงม้า เช่นเดียวกัน และฝรั่งเศสกับอิตาลีจะใช้ CV (Chevaux-Vapeur) ซึ่งก็หมายถึง แรงม้า เช่นกัน
ความแตกต่างนี้เกิดจากหลักการคำนวณที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง BHP ที่คิดค้นขึ้นในอังกฤษนั้น ได้รวมปัจจัย “แรงเสียดทาน” ภายในเครื่องยนต์เข้าไปในการคำนวณด้วย ส่งผลให้ค่า BHP มีตัวเลขต่ำกว่า HP เสมอ โดยทั่วไป 1 HP จะมีค่าประมาณ 0.99 BHP หรือน้อยกว่านั้น ตัวอย่างเช่น เครื่องยนต์ที่มีกำลัง 300 HP เมื่อแสดงผลเป็น BHP อาจลดลงเหลือราว 296 BHP แม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่อาจคุ้นเคยและนิยมอ้างอิงค่า HP เพราะตัวเลขดูสูงกว่าก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น ค่า PS และ CV ซึ่งเป็นหน่วยแรงม้าที่คำนวณตามมาตรฐานเมตริก ยิ่งมีความแตกต่างไปจาก HP และ BHP ที่อิงตามมาตรฐานอิมพีเรียลอย่างชัดเจน กล่าวคือ 1 แรงม้าแบบเมตริก มีค่าเท่ากับ 735.5 วัตต์ ในขณะที่ 1 แรงม้าแบบอิมพีเรียลเท่ากับ 746 วัตต์ ดังนั้น เมื่อพบว่ารถยนต์รุ่นเดียวกัน เช่น BMW 540i รหัส G30 มีกำลัง 250 กิโลวัตต์ ก็จะแปลเป็น 340 PS ในมาตรฐานเยอรมัน แต่จะเหลือเพียง 335 HP ในมาตรฐานสหรัฐอเมริกา นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการถกเถียงเรื่องตัวเลขแรงม้าของรถยนต์จึงอาจไม่ลงรอยกัน เพราะขึ้นอยู่กับหน่วยวัดที่แต่ละฝ่ายใช้นั่นเอง
BYD Seal และ Lotus Eletre: การเปลี่ยนแปลงของสมรรถนะในยุค EV
ก้าวเข้าสู่ “ยุคสมัยแห่งพละกำลัง” อย่างแท้จริง ในเดือนกันยายน 2566 ที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยต้องตะลึงกับการเปิดตัว BYD SEAL รุ่นท็อป PERFORMANCE ที่มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ มอบกำลังสูงถึง 390 กิโลวัตต์ หรือ 530 แรงม้า (PS) ในราคาเพียง 1.59 ล้านบาท หากคำนวณเป็นราคาต่อแรงม้า จะตกอยู่ที่ประมาณ 3,018 บาทต่อแรงม้า (PS) ซึ่งถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง ด้วยแรงบิดมหาศาล 68.3 กก.-ม. และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.8 วินาที ได้ดึงดูดผู้บริโภคให้หลั่งไหลเข้าโชว์รูมอย่างต่อเนื่อง
ในเวลาใกล้เคียงกัน LOTUS ELETRE “ซูเพอร์” ครอสโอเวอร์ SUV พลังไฟฟ้าสุดไฮเทค ก็ได้เปิดตัวมาพร้อมกับกำลังถึง 675 กิโลวัตต์ หรือ 904 HP พร้อมแรงบิด 100.4 กก.-ม. และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่น่าทึ่งเพียง 2.95 วินาที โดยมีสนนราคา 6.59 ล้านบาท ทำให้ราคาต่อแรงม้า (HP) อยู่ที่ประมาณ 7,322 บาท
หากลองคำนวณเล่นๆ โดยใช้มาตรฐาน BYD SEAL ที่ 3,018 บาทต่อแรงม้า (PS) รถยนต์ที่กำลัง 200 แรงม้า จะมีราคาเพียง 603,600 บาทเท่านั้น! หรือหากใช้มาตรฐานสมรรถนะสูงของ Lotus Eletre ที่ 7,322 บาทต่อแรงม้า (HP) รถ 200 แรงม้า ก็จะมีราคาประมาณ 1,464,400 บาท จะเห็นได้ว่า ราคาต่อหน่วยกำลังของรถยนต์นั้นลดลงอย่างมหาศาลเมื่อเปลี่ยนมาใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์สันดาปภายใน และแน่นอนว่าค่ายรถยนต์ทุกแห่งตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ ยุคต่อจากนี้ไป เราจะได้เห็นการก้าวกระโดดของสมรรถนะ โดยเฉพาะอัตราเร่งและความคล่องตัว จะกลายเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่มีอยู่ในรถยนต์ทุกระดับราคาอย่างแน่นอน
Rimac Nevera: บันทึกประวัติศาสตร์ใหม่แห่งความเร็วและพละกำลัง
ในพิกัดของไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) นั้น ชัดเจนว่าสถิติอัตราเร่งถูกเขียนขึ้นใหม่โดยรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสถิติสูงสุดในปัจจุบันเป็นของ Rimac Nevera ไฮเปอร์คาร์พลังไฟฟ้าจากประเทศโครเอเชีย ด้วยสนนราคาสูงถึง 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ Nevera ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการทำลายสถิติโลกถึง 23 รายการในวันเดียว ณ สนามทดสอบ ATP (Automotive Testing Papenburg) ประเทศเยอรมนี ซึ่งมีทางตรงยาวถึง 4 กิโลเมตร
Rimac Nevera แสดงศักยภาพอันน่าทึ่ง ด้วยอัตราเร่งสูงสุดถึง 412 กม./ชม. และสามารถหยุดรถได้อย่างปลอดภัย (0-400-0 กม./ชม.) ในเวลาเพียง 29.94 วินาที! การเร่งความเร็วขึ้นไปนั้น สามารถทำลายสถิติการผลิตรถยนต์ในทุกย่านความเร็ว อาทิ 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 1.82 วินาที ซึ่งเร็วกว่ารถแข่ง Formula 1 ด้วยซ้ำ! ตามมาด้วย 0-200 กม./ชม. ใน 4.42 วินาที, 0-300 กม./ชม. ใน 9.23 วินาที และ 0-400 กม./ชม. ในเวลาเพียง 21.32 วินาที นอกจากนี้ การทำระยะควอเตอร์ไมล์ (0-402 เมตร) ยังใช้เวลาเพียง 8.26 วินาที ซึ่งสถิติทั้งหมดได้รับการบันทึกโดยองค์กรอิสระสองแห่งคือ Dewesoft และ Racelogic โดยรถคันนี้ใช้ยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 R ซึ่งเป็นยางมาตรฐานจากโรงงาน
เบื้องหลังความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้ คือ วิสัยทัศน์อันแน่วแน่ของ Mate Rimac ประธานบริษัท Rimac วัย 35 ปี ชาวโครเอเชีย ผู้มีปณิธานอันแน่วแน่ว่า “พลังไฟฟ้า คือ พลังแห่งอนาคต” ความเป็นอัจฉริยะด้านนวัตกรรมของเขาฉายชัดมาตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน โดยการประดิษฐ์ถุงมืออัจฉริยะที่สามารถทดแทนคีย์บอร์ดและเมาส์ รวมถึงกระจกมองข้างที่ลดจุดบอดในการมอง (Active Mirror) ซึ่งได้รับรางวัลระดับนานาชาติจากเยอรมนี เขาได้รับสิทธิบัตรการประดิษฐ์มากมาย แต่ผลงานที่สร้างชื่อให้เขาโด่งดังที่สุดคือการแปลงรถ BMW 3 Series E30 สองประตูให้กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าขณะที่เขามีอายุเพียง 19 ปี และสามารถบันทึกสถิติโลกของรถยนต์ไฟฟ้าได้หลายรายการ ด้วยความสามารถนี้เอง ทำให้เขาได้รับการสนับสนุนจนสามารถสร้างรถต้นแบบรุ่นแรกของ Rimac ในชื่อ Concept One ในปี 2011 ขณะอายุเพียง 23 ปี และ Rimac Nevera คือรถรุ่นที่สองของค่าย
ปัจจุบัน Rimac Automobili ตั้งอยู่ที่กรุงซาเกร็บ ประเทศโครเอเชีย และเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีพนักงานกว่า 1,000 คน และได้รับการสนับสนุนเงินลงทุนจากบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ เช่น Porsche AG, Hyundai, Kia และ Camel Group หนึ่งในผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของเอเชีย นอกจากจะสร้างสรรค์ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าของตนเองแล้ว Rimac ยังเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีระบบส่งกำลังไฟฟ้า (EV Powertrain) ให้กับบริษัทชั้นนำอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ Porsche, Hyundai, Kia, Renault, Jaguar, Aston Martin, SEAT, Koenigsegg และ Automobili Pininfarina นอกจากนี้ เขายังเป็น CEO ของ Bugatti Rimac ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง Bugatti และ Porsche ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2021
หัวใจแห่ง Rimac Nevera: เทคโนโลยีที่ไร้ขีดจำกัด
แม้ว่า Rimac Nevera อาจไม่ใช่แบรนด์ที่คุ้นหูนัก และมีกำลังการผลิตไม่มาก แต่รถคันนี้ถูกสร้างขึ้นภายใต้โรงงานมาตรฐานระดับโลก ซึ่งแม้แต่ Bugatti ยังให้ความเชื่อมั่นในทุกรายละเอียด การออกแบบนั้นพิถีพิถันไร้ที่ติ หัวใจหลักของระบบพลังงานคือแบตเตอรี่ลิเธียม/แมงกานีส/นิกเกิล (LMN) ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับ Rimac ประกอบด้วยเซลล์แบตเตอรี่ 6,960 เซลล์ มีความจุรวม 120 กิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) แทนที่จะออกแบบให้แผ่เต็มพื้นรถในลักษณะ “สเก็ตบอร์ด” ดังที่คุ้นเคยในรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป แต่ Rimac ได้ออกแบบแบตเตอรี่ให้รักษาโครงสร้างอันงดงามของไฮเปอร์คาร์เครื่องวางกลางลำไว้ได้ โดยวางตำแหน่งแบตเตอรี่ไว้ในพื้นที่เดิมของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังแบบดั้งเดิม
แบตเตอรี่ความจุ 120 kWh ของ Rimac Nevera สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 570 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP และสามารถชาร์จจาก 0-80% ได้ในเวลาเพียง 19 นาที โดยรองรับการชาร์จ DC สูงสุดถึง 500 กิโลวัตต์
สำหรับสมรรถนะ Rimac Nevera ได้รับการขนานนามว่าเป็น “Megacar” ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว (คู่หน้า 1 คู่, คู่หลัง 1 คู่) ให้กำลังรวมกันสูงถึง 1.4 เมกะวัตต์ หรือ 1,408 กิโลวัตต์ เมื่อแปลงเป็นแรงม้าจะได้ประมาณ 1,888 HP หรือ 1,914 PS เรียกได้ว่าหากไม่แน่ใจจะใช้หน่วยไหน การกล่าวว่า “ประมาณ 1,900 แรงม้า” ก็ไม่ผิดเพี้ยนไปจากความจริงนัก แรงบิดสูงสุดถึง 240.7 กก.-ม. ด้วยพละกำลังมหาศาลนี้ แม้ตัวรถจะมีน้ำหนักถึง 2,150 กิโลกรัม ก็ยังสามารถทำสถิติอัตราเร่งที่น่าทึ่งได้สบายๆ ในโหมดแรงต้านอากาศต่ำ ตัวรถมีสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.3 แต่เมื่อต้องการชะลอความเร็วอย่างกะทันหัน หรือต้องการแรงกดอากาศเพื่อเข้าโค้งที่ความเร็วสูง ระบบสปอยเลอร์จะทำงานเพื่อเพิ่มแรงกดอากาศได้มากกว่าเดิมถึง 326%
แน่นอนว่ารถรุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นที่สุดในทุกมิติ โครงสร้างตัวถังแบบคาร์บอนโมโนคอก (Carbon Monocoque) ได้รับการกล่าวขานว่าแข็งแกร่งที่สุดในโลก ด้วยความแข็งแกร่งที่ 70,000 นิวตัน-เมตรต่อองศาการบิด นอกจากนี้ ระบบระบายความร้อนของแบตเตอรี่ถือเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าทุกคัน โดยเฉพาะรถสมรรถนะสูงที่ต้องปลดปล่อยพลังงานจำนวนมาก การเกิดความร้อนจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ Rimac จึงได้พัฒนาระบบระบายความร้อนที่ไม่เพียงแต่ใช้ของเหลวและรังผึ้งหม้อน้ำ แต่ยังเพิ่มคอมเพรสเซอร์ของระบบปรับอากาศเข้ามาเพื่อลดอุณหภูมิแบตเตอรี่อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มั่นใจได้ว่าแบตเตอรี่จะไม่มีความร้อนสะสมจนถึงระดับที่เป็นอันตราย
นอกจากสถิติอัตราเร่งและความเร็วสูงสุดที่ทำไว้ในสนาม ATP เมื่อเดือนสิงหาคม 2023 ที่ผ่านมา Rimac Nevera ยังเป็นเจ้าของสถิติรถยนต์ไฟฟ้าแบบโปรดักชัน (Production Car) ที่ทำเวลาต่อรอบในสนาม Nürburgring Nordschleife ซึ่งมีความยาว 20.832 กิโลเมตร ได้เร็วที่สุด ด้วยเวลา 7:05.298 นาที หากเปรียบเทียบกับรถโปรดักชันอื่นๆ อาทิ Honda Civic Type R FL5 ที่ทำเวลา 7:44.8 นาที หรือ Tesla Model S Plaid ที่เคยทำสถิติไว้ที่ 7:25.23 นาที เมื่อเดือนมิถุนายน 2023 ก็จะเห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความเร็วและอัตราเร่งที่น่าอัศจรรย์ สนาม Nürburgring Nordschleife ยังคงเป็นบทพิสูจน์ความสามารถในการทรงตัวและการชะลอความเร็วที่สำคัญ รถยนต์ไฟฟ้าที่มีน้ำหนักถึง 2,150 กิโลกรัม ยังคงเสียเปรียบรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในที่มีน้ำหนักเบากว่าอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับ Porsche 992 GT3 RS ที่ออกแบบมาเพื่อการขับในสนามแข่งโดยเฉพาะ ทำเวลาไว้ที่ 6:44.84 นาที หรือ Mercedes-AMG ONE ที่เป็นเจ้าของสถิติสนามปัจจุบันด้วยเวลา 6:35.183 นาที จะเห็นได้ว่าเวลาต่อรอบของ Rimac Nevera ยังคงห่างไกลจากรถยนต์พิเศษเหล่านั้น
บทสรุป: Rimac Nevera และอนาคตแห่งสมรรถนะ
Rimac Nevera ถือเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดแห่งยุค และจะเป็นหัวหอกสำคัญในการผลักดันให้รถสปอร์ต รวมถึงยานยนต์ประเภทอื่นๆ ในอนาคต มีสมรรถนะที่ก้าวกระโดดอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ที่กำลังเปลี่ยนนิยามของคำว่า “สมรรถนะ” ไปตลอดกาล
ก้าวต่อไปในโลกยานยนต์ไฟฟ้า
ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งจาก Rimac Automobili เราได้เห็นการบุกเบิกในหลายมิติ ไม่ใช่เพียงแค่ไฮเปอร์คาร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพัฒนาระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ และบริการ Robotaxi ในอนาคต ซึ่งกำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรา หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และต้องการสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษในการขับเคลื่อนแห่งอนาคต หรือต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ ถึงเวลาแล้วที่จะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยี EV และค้นหาว่ายานยนต์ไฟฟ้าแบบไหนที่จะตอบสนองความต้องการและวิถีชีวิตของคุณได้อย่างลงตัวที่สุด มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางสู่อนาคตแห่งยานยนต์ไฟฟ้าไปด้วยกัน.