![[ครบชุด] T2603015 หญ งม กง าย Ep.1](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/03/fb_natural_20260326_155134.jpg)
Rimac Nevera: กำเนิดใหม่แห่งยุคไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า และอนาคตของการขับเคลื่อนอัตโนมัติ
ในโลกยานยนต์ที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว พลังและความเร็วเป็นสองคำที่มักถูกยกขึ้นมาเปรียบเทียบเสมอ จากยุคของเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ขับเคลื่อนด้วยหน่วย “แรงม้า” มาสู่ยุคแห่งรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้หน่วย “กิโลวัตต์” (kW) เป็นมาตรฐานสากล เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มไฮเปอร์คาร์ ที่ซึ่งสมรรถนะสูงสุดถูกผลักดันขีดจำกัดไปไกลเกินกว่าที่เคยจินตนาการไว้ ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการนี้ด้วยตาตนเอง และวันนี้ ผมต้องการพาทุกท่านไปสำรวจปรากฏการณ์ที่ชื่อว่า Rimac Nevera ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าสัญชาติโครเอเชีย ที่ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ แต่คือสัญลักษณ์แห่งอนาคตอันทรงพลัง
นิยามใหม่ของพละกำลัง: จากแรงม้าสู่กิโลวัตต์ และความสับสนที่มาพร้อมกัน
เมื่อพูดถึงพละกำลังของเครื่องยนต์ หลายคนยังคงคุ้นเคยกับหน่วย “แรงม้า” (Horsepower – HP) ซึ่งมีรากฐานมาจากระบบการวัดแบบอังกฤษ (Imperial) แต่ในยุคปัจจุบัน ระบบเมตริก (Metric) และหน่วย “กิโลวัตต์” (Kilowatt – kW) เป็นที่ยอมรับและใช้กันแพร่หลายมากขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรป ซึ่งการแสดงค่ากำลังของเครื่องยนต์จะใช้หน่วยกิโลวัตต์เป็นหลัก และเสริมด้วยแรงม้าเป็นค่ารอง เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น การแปลงค่าระหว่างสองหน่วยนี้คือ: 1 แรงม้า เท่ากับ 0.746 กิโลวัตต์ หรือ 1 กิโลวัตต์ เท่ากับ 1.34 แรงม้า
แม้ว่า “แรงม้า” จะเป็นที่คุ้นเคย แต่เบื้องหลังหน่วยนี้กลับซ่อนความซับซ้อนเอาไว้หลายประการ เนื่องจาก “แรงม้า” ของแต่ละประเทศมีค่าไม่เท่ากัน ลองสังเกตตัวย่อที่ใช้ในนิตยสารยานยนต์ต่างประเทศ:
HP (Horsepower): มาตรฐานที่นิยมใช้ในสหรัฐอเมริกา
BHP (Brake Horsepower): มาตรฐานของอังกฤษ ซึ่งคำนึงถึงแรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์ด้วย ทำให้ค่าที่ได้มักจะต่ำกว่า HP เล็กน้อย (ประมาณ 1 HP ≈ 0.99 BHP)
PS (Pferdestärke): มาตรฐานของเยอรมนี ซึ่งเป็นหน่วยแรงม้าตามระบบเมตริก
CV (Cheval-vapeur): มาตรฐานของฝรั่งเศสและอิตาลี ซึ่งก็เป็นหน่วยแรงม้าตามระบบเมตริกเช่นกัน
ความแตกต่างนี้เกิดจากหลักการวัดที่แตกต่างกัน โดยแรงม้าแบบ Imperial (HP) มีค่าประมาณ 746 วัตต์ ในขณะที่แรงม้าแบบ Metric (PS, CV) มีค่าประมาณ 735.5 วัตต์ ตัวอย่างเช่น BMW 540i (G30) ที่ให้กำลัง 250 กิโลวัตต์ จะมีค่าประมาณ 340 PS ในมาตรฐานเยอรมนี แต่หากแปลงเป็น HP มาตรฐานอเมริกัน อาจเหลือเพียง 335 HP ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจหากเกิดความสับสนหรือการโต้แย้งเกี่ยวกับตัวเลขกำลังของรถยนต์
จุดเปลี่ยนแห่งยุคสมัย: รถยนต์ไฟฟ้าที่ทะลายทุกขีดจำกัด
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแบตเตอรี่และการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ได้พลิกโฉมวงการยานยนต์ไปอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของสมรรถนะ ในช่วงปลายปี 2566 ที่ผ่านมา เราได้เห็นการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่สร้างความฮือฮาในตลาดไทยอย่าง BYD SEAL รุ่น Performance ที่มาพร้อมมอเตอร์คู่ ให้กำลังสูงสุดถึง 390 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 530 แรงม้า (PS) ในราคาที่น่าทึ่ง เพียง 1.59 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนต่อแรงม้า (PS) อยู่ที่ประมาณ 3,018 บาทเท่านั้น พร้อมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.8 วินาที
ในขณะเดียวกัน Lotus Eletre ซูเปอร์ครอสโอเวอร์ SUV พลังไฟฟ้า ก็ได้เปิดตัวด้วยกำลัง 675 กิโลวัตต์ หรือ 904 HP พร้อมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.95 วินาที ในราคา 6.59 ล้านบาท คิดเป็นต้นทุนต่อแรงม้า (HP) ประมาณ 7,322 บาท
หากเราลองคำนวณเล่นๆ ตามมาตรฐานของ BYD SEAL รถยนต์ 200 แรงม้า จะมีราคาเพียงประมาณ 603,600 บาทเท่านั้น! และหากใช้มาตรฐานของ Lotus Eletre ก็จะอยู่ที่ประมาณ 1,464,400 บาท นี่แสดงให้เห็นถึงการลดลงอย่างมหาศาลของ “ราคาต่อพละกำลัง” ด้วยเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งทำให้เราคาดหวังได้ว่าในอนาคต รถยนต์ทุกระดับราคาจะมาพร้อมสมรรถนะที่ก้าวกระโดด โดยเฉพาะอัตราเร่งที่ฉับไว
Rimac Nevera: ผู้ทำลายสถิติแห่งวงการไฮเปอร์คาร์
เมื่อพูดถึงขีดสุดของสมรรถนะในยุคไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า ชื่อที่โดดเด่นที่สุดในขณะนี้คือ Rimac Nevera ไฮเปอร์คาร์จากประเทศโครเอเชีย ซึ่งมีราคาสูงถึง 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และได้สร้างสถิติใหม่ถึง 23 รายการภายในวันเดียว ณ สนามทดสอบ ATP (Automotive Testing Papenburg) ประเทศเยอรมนี
Rimac Nevera ทะยานแตะความเร็วสูงสุดที่ 412 กม./ชม. และสามารถเบรกจนหยุดสนิทได้ในเวลาเพียง 29.94 วินาที (0-400-0 กม./ชม.) นี่คือตัวเลขที่น่าเหลือเชื่อ! ในระหว่างการทดสอบ Rimac Nevera ได้ทำลายสถิติอัตราเร่งในทุกย่านความเร็วสำหรับรถโปรดักชันคาร์:
0-100 กม./ชม.: 1.82 วินาที (เร็วกว่ารถแข่ง Formula 1)
0-200 กม./ชม.: 4.42 วินาที
0-300 กม./ชม.: 9.23 วินาที
0-400 กม./ชม.: 21.32 วินาที
ควอเตอร์ไมล์ (0-402 ม.): 8.26 วินาที
ตัวเลขเหล่านี้ได้รับการยืนยันจากองค์กรอิสระสองแห่งคือ Dewesoft และ Racelogic โดยใช้ยาง Michelin Pilot Sport Cup 2 R ที่เป็นยางมาตรฐานติดรถ
Mate Rimac: อัจฉริยะผู้ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “พลังไฟฟ้า คือ พลังแห่งอนาคต”
เบื้องหลังความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้คือ Mate Rimac ชายหนุ่มวัย 35 ปี ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Rimac Automobili เขาคืออัจฉริยะผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า แววแห่งนักประดิษฐ์ของเขาฉายชัดมาตั้งแต่สมัยเรียน ด้วยผลงานที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติมากมาย ตั้งแต่ถุงมืออัจฉริยะที่แทนคีย์บอร์ดและเมาส์ ไปจนถึงกระจกมองข้างลดจุดบอด (Active Mirror)
ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างแท้จริงคือ เมื่ออายุ 19 ปี เขาได้ดัดแปลง BMW 3 Series (E30) ให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า และบันทึกสถิติโลกได้หลายรายการ ความสามารถนี้เองที่ทำให้เขาได้รับการสนับสนุน จนสามารถสร้างรถต้นแบบรุ่นแรกอย่าง Concept One ในปี 2011 ขณะอายุเพียง 23 ปี และ Rimac Nevera คือรถรุ่นที่ 2 ของค่ายนี้
ปัจจุบัน Rimac Automobili เติบโตอย่างมหาศาล มีพนักงานกว่า 1,000 คน และได้รับการลงทุนจากยักษ์ใหญ่อย่าง Porsche AG, Hyundai, Kia และ Camel Group บริษัทไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าของตนเองเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าให้กับบริษัทอื่นๆ อีกมากมาย เช่น Porsche, Hyundai, Kia, Renault, Jaguar, Aston Martin, Seat, Koenigsegg, Automobili Pininfarina และยังได้ร่วมทุนกับ Bugatti ก่อตั้งเป็น Bugatti Rimac ที่เขาดำรงตำแหน่ง CEO ในปี 2021
วิศวกรรมแห่งอนาคต: หัวใจของ Rimac Nevera
Rimac Nevera แม้จะเป็นแบรนด์ที่ผลิตจำนวนจำกัด แต่ทุกชิ้นส่วนล้วนถูกสร้างขึ้นตามมาตรฐานระดับโลก โรงงานผลิตมีความแม่นยำสูง เปรียบได้กับการผลิตรถยนต์หรูอย่าง Bugatti
หัวใจสำคัญของระบบพลังงานคือแบตเตอรี่ลิเธียม/แมงกานีส/นิกเกิล (LMN) ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับ Rimac มีจำนวน 6,960 เซลล์ และมีความจุรวม 120 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) แทนที่จะวางแผ่เต็มพื้นรถแบบ “สเก็ตบอร์ด” เหมือนรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป ดีไซน์ของ Rimac สามารถรักษารูปลักษณ์ของไฮเปอร์คาร์เครื่องวางกลางลำไว้ได้ โดยจัดวางแบตเตอรี่ในตำแหน่งเดียวกับเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังแบบดั้งเดิม
แบตเตอรี่ความจุ 120 kWh นี้ สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 570 กม. ตามมาตรฐาน WLTP และชาร์จจาก 0-80% ได้ในเวลาเพียง 19 นาที รองรับการชาร์จ DC สูงสุดถึง 500 กิโลวัตต์
“เมกะคาร์” สมรรถนะเหนือมนุษย์
Rimac Nevera อาจถูกเรียกได้ว่าเป็น “Megacar” ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว (คู่หน้า-หลัง) ที่ให้กำลังรวมกันถึง 1.4 เมกะวัตต์ (1,408 กิโลวัตต์) หรือประมาณ 1,888 HP / 1,914 PS ด้วยแรงบิดมหาศาลถึง 240.7 กก.-ม. แม้จะมีน้ำหนักตัวถึง 2,150 กก. แต่ก็สามารถทำอัตราเร่งที่น่าทึ่งได้สบาย
การออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในโหมดแรงต้านอากาศต่ำ ตัวรถมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านเพียง 0.3 แต่เมื่อต้องการชะลอความเร็วอย่างกะทันหัน หรือต้องการแรงกดอากาศในการเข้าโค้ง ระบบสปอยเลอร์จะกางออกเพื่อเพิ่มแรงกดได้มากกว่าเดิมถึง 326%
โครงสร้างตัวถังเป็นแบบคาร์บอนโมโนค็อก ซึ่งมีความแข็งแกร่งที่สุดในโลก ด้วยความแข็งแรงระดับ 70,000 นิวตัน/องศาการบิด ระบบระบายความร้อนของแบตเตอรี่เป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง โดย Rimac ได้เพิ่มคอมเพรสเซอร์ระบบปรับอากาศเข้ามาช่วยลดอุณหภูมิแบตเตอรี่ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแบตเตอรี่จะไม่เกิดความร้อนสะสมจนเป็นอันตราย
ความเร็วบนสนามแข่ง: Nürburgring Nordschleife
นอกจากสถิติอัตราเร่งและความเร็วสูงสุดบนสนาม ATP แล้ว Rimac Nevera ยังเป็นเจ้าของสถิติเวลาต่อรอบที่เร็วที่สุดสำหรับรถโปรดักชันไฟฟ้าบนสนาม Nürburgring Nordschleife (20.832 กม.) ด้วยเวลา 7.05.298 นาที ซึ่งเร็วกว่า Honda Civic Type R FL5 (7.44.8 นาที) และ Tesla Model S Plaid (7.25.23 นาที) ที่เคยทำไว้
อย่างไรก็ตาม สนาม Nordschleife ไม่ได้วัดเพียงความเร็วและอัตราเร่ง แต่ยังรวมถึงความสามารถในการทรงตัวและการเบรก รถยนต์ไฟฟ้าที่มีน้ำหนักมากถึง 2,150 กก. ยังคงเสียเปรียบรถยนต์สันดาปภายในที่เบากว่า ตัวอย่างเช่น Porsche 992 GT3 RS (6.44.84 นาที) หรือ Mercedes-AMG ONE (6.35.183 นาที) เจ้าของสถิติสนามปัจจุบัน ซึ่งเวลาของ Rimac Nevera ยังคงห่างไกลจากรถสมรรถนะสูงที่ออกแบบมาเพื่อสนามแข่งโดยเฉพาะ
อนาคตที่กำลังมาถึง: Robotaxi จาก Rimac Automobili
ก้าวต่อไปที่น่าจับตามองของ Rimac Automobili คือการเปิดตัวต้นแบบรถขับเคลื่อนอัตโนมัติในกลุ่ม Robotaxi ภายใต้บริษัทใหม่ชื่อ Verne การเปิดตัวนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเข้าสู่ตลาดรถขับเคลื่อนอัตโนมัติและบริการ Ridesharing ที่กำลังเติบโตทั่วโลก
Verne ได้รับการก่อตั้งโดย Mate Rimac ร่วมกับ Adriano Mudri (ผู้ออกแบบ Rimac Nevera) และ Marko Pejković (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์) โดย Pejković จะดำรงตำแหน่ง CEO ของ Verne ชื่อบริษัทได้แรงบันดาลใจจากนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดัง Jules Verne สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทในการนำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัย
Robotaxi ของ Verne มีดีไซน์ที่โดดเด่น เป็นรถคูเป้ 2 ที่นั่ง หน้าลาด ท้ายตัด ออกแบบมาเพื่อเป็นรถไร้คนขับโดยเฉพาะ ไม่ได้ดัดแปลงจากรถที่มีพวงมาลัยอยู่เดิม การออกแบบเน้นความสะดวกสบายและความปลอดภัยของผู้โดยสาร โดยมีแผนเริ่มให้บริการในเมือง Zagreb ประเทศโครเอเชีย ภายในปี 2026 และขยายไปยังเมืองต่างๆ ทั่วโลก
สรุป
Rimac Nevera ไม่ใช่เพียงไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าที่เร็วที่สุดในโลกในปัจจุบัน แต่เป็นตัวแทนแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ มันแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของเทคโนโลยีไฟฟ้า ที่สามารถมอบสมรรถนะเหนือมนุษย์ในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้นเรื่อยๆ การผลักดันขีดจำกัดของเทคโนโลยีนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงสมรรถนะบนท้องถนน แต่กำลังขยายไปสู่การขนส่งแห่งอนาคตผ่าน Robotaxi ของ Verne
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมนี้มานาน ผมมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ยุคที่สมรรถนะสูงสุดไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม และเทคโนโลยีจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเราให้ดียิ่งขึ้น
หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในเทคโนโลยีและต้องการสัมผัสกับอนาคตของการขับเคลื่อนอย่างแท้จริง การติดตามความเคลื่อนไหวของ Rimac Automobili และนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอื่นๆ คือสิ่งที่ไม่ควรพลาด.