• Privacy Policy
  • Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

[ครบชุด] T1303100 งเก ยจเล อดคนจน Ep.1

admin79 by admin79
March 13, 2026
in Uncategorized
0
[ครบชุด] T1303100 งเก ยจเล อดคนจน Ep.1 Honda NSX: ตำนานซูเปอร์คาร์สัญชาติญี่ปุ่นที่ท้าชนยุโรป ด้วยวิสัยทัศน์แห่งอนาคต ในโลกยานยนต์ที่มีการแข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การสร้างสรรค์รถยนต์ที่สามารถก้าวข้ามขีดจำกัด และท้าทายแบรนด์ที่ครองตลาดมายาวนานนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงตลาดซูเปอร์คาร์ ซึ่งเต็มไปด้วยผู้ผลิตจากยุโรปที่มีประวัติศาสตร์และตำนานอันยาวนาน ทว่า ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ญี่ปุ่นได้แสดงให้โลกเห็นถึงศักยภาพในการผลิตซูเปอร์คาร์ที่สามารถยืนเคียงข้างยักษ์ใหญ่จากอิตาลีและเยอรมนีได้อย่างสง่างาม และรถยนต์คันนั้นคือ Honda NSX จุดเริ่มต้นแห่งความฝัน: จากแนวคิดสู่ความเป็นจริง ย้อนกลับไปในปี 1989 ณ งาน Chicago Auto Show รถสปอร์ตสายพันธุ์ญี่ปุ่นนามว่า Honda NSX ได้ปรากฏตัวสู่สายตาชาวโลกอย่างเป็นทางการ ซึ่งสร้างความฮือฮาอย่างมาก ด้วยดีไซน์ที่ล้ำสมัย เหนือกาลเวลา และการออกแบบที่สะท้อนถึงความพิถีพิถันของทีมวิศวกรชาวญี่ปุ่น นำโดยคุณ Misahito Nakano ความงดงามของเส้นสายตัวถัง และสัดส่วนที่ลงตัว ทำให้หลายคนเชื่อว่านี่คือรถสปอร์ตแห่งยุค 2000s หรืออาจจะไกลกว่านั้น สิ่งเดียวที่บ่งบอกถึงยุคสมัยของมันได้อย่างชัดเจน คือ ไฟหน้าแบบป๊อปอัพ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นิยมใช้กันในยุคนั้น หลายคนอาจสงสัยว่า อะไรคือความพิเศษของรถสปอร์ตญี่ปุ่นที่สามารถท้าชนแบรนด์หรูจากยุโรปได้? หากย้อนกลับไปในยุค 1980s ภาพลักษณ์ของรถสปอร์ตญี่ปุ่นยังคงถูกมองว่าเป็นรถที่มี “ความสวยงาม และราคาดี” เป็นหลัก แม้ว่าจะมีรถอย่าง Nissan Z ที่ทำตลาดมาตั้งแต่ยุค 70s แต่ก็ยังไม่สามารถสั่นคลอนบัลลังก์ของรถสปอร์ตยุโรปได้ ทว่า Honda กลับมีความกล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัด โดยการนำเสนอรถสปอร์ตที่สามารถเทียบเคียงกับ Porsche 911 และ Ferrari 328 ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงราคาที่ตั้งไว้ ซึ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับรถสปอร์ตญี่ปุ่นรุ่นอื่นๆ ในตลาด จุดเริ่มต้นของโครงการ NSX นั้นเกิดจากแนวคิดที่ค่อนข้าง “นอกกรอบ” ของวิศวกรกลุ่มหนึ่งใน Honda ที่ต้องการสร้างรถยนต์สมรรถนะสูงที่ขับสนุก พวกเขาได้นำ Honda City ปี 1984 มาดัดแปลง โดยย้ายเครื่องยนต์ไปไว้บริเวณกลางลำรถ แม้ว่าในเบื้องต้นสมรรถนะอาจจะยังไม่ถึงขั้นเป็นซูเปอร์คาร์ แต่การทดลองวางตำแหน่งเครื่องยนต์ใหม่นี้ กลับมอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าประหลาดใจ จนนำไปสู่การพัฒนาเป็นรถต้นแบบที่ชื่อว่า HP-X ซึ่งมาพร้อมเครื่องยนต์ V6 ขนาด 2.0 ลิตร และได้รับการออกแบบโดย Ken Okuyama วิศวกรชาวญี่ปุ่นที่ทำงานให้กับ Pininfarina ผลลัพธ์ที่ได้คือความลงตัวทางดีไซน์ จนผู้บริหารระดับสูงของ Honda ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ประหยัดน้ำมัน และรถจักรยานยนต์ ตัดสินใจอนุมัติโครงการนี้ เพื่อสร้างซูเปอร์คาร์ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแข่งขันกับ Toyota Supra, Nissan Z หรือ Celica แต่จะก้าวข้ามไปชนกับ Porsche 911 และ Ferrari 328 โดยตรง ปรัชญาการออกแบบ: ความสมบูรณ์แบบในทุกมิติ ภายใต้การนำของ Shigeru Uehara หัวหน้าทีมวิศวกรพัฒนา NSX ถูกนิยามว่า “New Sportscar eXperimental” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์รถสปอร์ตที่ไม่เพียงแต่เร็วและแรง แต่ยังต้องมอบความสบาย การออกแบบที่โดดเด่น และประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน Honda ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะสร้างรถที่แรงที่สุดในตลาด เพราะ Ferrari และ Porsche ได้พิสูจน์ตัวเองในด้านนี้อยู่แล้ว Honda เองก็มีประสบการณ์ในการผลิตเครื่องยนต์สำหรับรถแข่ง Formula 1 ให้กับทีม McLaren ดังนั้น การสร้างเครื่องยนต์ที่ทรงพลังจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่ Honda เลือกคือการสร้างสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างองค์ประกอบต่างๆ รถคันนี้ต้องเป็นรถที่นั่งขับแล้วสบาย รู้สึกผ่อนคลาย อากาศภายในเย็นสบาย ระบบเครื่องเสียงคุณภาพดี ไม่ใช่ม้าที่ดุร้ายจนเจ้าของรถต้องปวดหัว ในด้านการออกแบบภายนอก สรีระของ NSX ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องบินขับไล่ General Dynamics F-16 โดย Uehara ได้นำเอาแนวคิดจากห้องนักบินของ F-16 มาประยุกต์ใช้ ซึ่งเป็นห้องนักบินที่อยู่ส่วนหน้าของลำตัว ให้ทัศนวิสัยที่กว้างขวาง และคำนึงถึงสรีระของผู้ขับขี่ เพื่อให้สามารถควบคุมเครื่องบินได้อย่างสบายในการเดินทางไกล Uehara ได้นำแนวคิดนี้มาปรับใช้กับ NSX โดยการย้ายชุดคอยล์แอร์ไปไว้ด้านหน้าของรถ เพื่อเพิ่มพื้นที่วางขา และออกแบบเบาะนั่ง รวมถึงพื้นที่เหนือศีรษะ โดยพิจารณาจากขนาดสรีระของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักทั้งในญี่ปุ่นและอเมริกา ในด้านวิศวกรรมช่วงล่าง Honda ในยุคนั้นมีความภาคภูมิใจในเทคโนโลยี Formula 1 เป็นอย่างมาก จึงได้นำระบบกันสะเทือนแบบดับเบิลวิชโบน (Double Wishbone) ทั้งสี่ล้อมาใช้ คล้ายกับรถแข่งสูตรหนึ่ง การออกแบบนี้สามารถควบคุมอาการของล้อหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษามุมล้อให้คงที่ในทุกสภาวะ ทั้งขณะเบรก เร่ง และเข้าโค้ง นอกจากนี้ โครงสร้างตัวถังของ NSX ยังเป็นหนึ่งในรถยนต์โปรดักชั่นคาร์รุ่นแรกๆ ของโลกที่ใช้วัสดุอลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งมีน้ำหนักเบาเพียงประมาณ 1.35 ตัน ทำให้เบากว่ารถขับหลังที่ใช้โครงสร้างเหล็กของคู่แข่งประมาณ 100-120 กิโลกรัม
การปรับจูนช่วงล่างในยุคที่เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ยังไม่ก้าวหน้าเท่าปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง แต่ Honda ก็มี Satoru Nakajima นักแข่ง Formula 1 ชาวญี่ปุ่น ที่มาช่วยเป็นนักทดสอบ และที่สำคัญคือ การที่ Honda มีความสัมพันธ์อันดีกับทีม McLaren ทำให้สามารถเชิญ Ayrton Senna ตำนานนักแข่ง F1 มาร่วมทดสอบและให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงช่วงล่างที่สนามทดสอบ Tochigi Senna ได้ทดลองขับรถ และได้ให้คำแนะนำให้ปรับช่วงล่างหลังให้แข็งขึ้น และเพิ่มความไวในการเลี้ยว ซึ่งวิศวกรได้นำข้อเสนอแนะเหล่านี้ไปปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง การทดสอบที่สนาม Nürburgring ประเทศเยอรมนี หรือที่รู้จักกันในนาม “นรกสีเขียว” ก็เป็นอีกขั้นตอนที่สำคัญ Satoru Nakajima ทำหน้าที่เป็นนักทดสอบหลัก และทุกครั้งที่พบอาการบิดตัวของตัวถัง หรือเสียงผิดปกติ เขาจะกลับไปแจ้งวิศวกรให้ทำการเสริมความแข็งแรงของโครงสร้าง ณ บริเวณนั้นๆ และทำการทดสอบซ้ำ กระบวนการนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง NSX สามารถวิ่งรอบสนาม Nürburgring ได้อย่างสมบูรณ์ โดยไม่มีเสียงบิดอิดออดของตัวถัง ซึ่งสะท้อนถึงความพากเพียรและความใส่ใจในรายละเอียดของทีมงาน Honda หัวใจ VTEC: นวัตกรรมที่พลิกวงการ ในส่วนของเครื่องยนต์ เดิมที Honda ได้ทดลองใช้เครื่องยนต์ V6 ขนาด 2.0 ลิตร และ 2.7 ลิตร (จาก Honda Legend) แต่เพื่อที่จะแข่งขันกับซูเปอร์คาร์ยุโรปที่มีสมรรถนะสูงกว่า Honda จึงได้พัฒนาเครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.0 ลิตร โดยเปลี่ยนจากแบบ SOHC เป็น DOHC พร้อมกำลังประมาณ 250 แรงม้า หัวใจสำคัญที่ทำให้ NSX โดดเด่น คือเทคโนโลยี VTEC (Variable Valve Timing and Lift Electronic Control) ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้เครื่องยนต์มี “แคมชาฟท์สองแบบ” ในตัวเดียว ในรอบการขับขี่ปกติ จะใช้แคมชาฟท์ที่มีองศาการเปิด-ปิดวาล์วแบบหนึ่ง และเมื่อลากรอบเครื่องยนต์สูงขึ้น กลไก VTEC จะทำงาน โดยใช้กระเดื่องเข้ามาล็อกให้แคมชาฟท์ที่มีองศาการเปิด-ปิดวาล์วที่สูงขึ้นและระยะเปิด-ปิดวาล์วที่ยาวขึ้น เข้ามาทำงานแทน ส่งผลให้เครื่องยนต์มีสมรรถนะที่จัดจ้านในรอบสูง เทคโนโลยี VTEC นี้ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกใน Honda Integra 4 สูบ แต่เมื่อ CEO ของ Honda ทราบเรื่อง ก็ได้มีคำสั่งให้พิจารณาใส่เทคโนโลยีนี้ลงใน NSX ด้วย เพื่อเพิ่มนวัตกรรมให้กับซูเปอร์คาร์ของตน การนำเทคโนโลยี VTEC มาใช้กับเครื่องยนต์ V6 ของ NSX นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ฝาสูบมีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ต้องมีการสร้างแท่นเครื่องยนต์ใหม่ และปรับมุมเอียงของเครื่องยนต์ไปด้านหลังอีก 5 องศา แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือ กำลังเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นจาก 250 เป็น 276 แรงม้า ประกอบกับการออกแบบท่อไอดีและไอเสียให้ไหลลื่นขึ้น ผนวกกับชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ที่ถูกพัฒนามาอย่างดี NSX เป็นรถยนต์โปรดักชั่นคาร์รุ่นแรกของโลกที่ใช้ก้านสูบที่ทำจากไทเทเนียม ซึ่งมีความทนทานต่อแรงกระชากสูง ทำให้เครื่องยนต์สามารถหมุนได้ถึงเรดไลน์ที่ 8,300 รอบต่อนาที ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับเครื่องยนต์ 3.0 ลิตรในยุคนั้น จนกระทั่ง Ferrari F355 จึงจะสามารถทำรอบจัดจ้านได้ใกล้เคียงกัน เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดอเมริกา NSX มีรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะให้เลือกเช่นกัน แต่เพื่อการประหยัดน้ำมันและเพิ่มแรงบิดในช่วงกลาง กำลังเครื่องยนต์ของรุ่นเกียร์อัตโนมัติจะลดลงเหลือ 256 แรงม้า ซึ่งก็ยังคงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับ Porsche 911 Carrera ในยุคนั้น จุดเด่นอีกประการของรุ่นเกียร์อัตโนมัติคือการมีพวงมาลัยเพาเวอร์แบบ EPS (Electric Power Steering) พร้อมระบบแปรผันอัตราทดเฟืองตามความเร็ว ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของวงการรถยนต์ที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ บทบาทในตลาดไทย: ความฝันที่แตะต้องได้ยาก ในช่วงยุคฟองสบู่ในประเทศไทย Honda NSX ได้ไหลเข้ามาตามกระแสรถนำเข้าอิสระ แม้จะมีราคาค่าตัวที่สูงลิ่ว ซึ่งในช่วงเวลานั้น เงินประมาณ 6 ล้านบาท สามารถซื้อ Porsche 911 Carrera รุ่นเริ่มต้น, Mercedes-Benz 500SL หรือรถยนต์ระดับ S-Class ได้ ในขณะที่ Toyota Supra รุ่นใหม่เอี่ยมจากผู้นำเข้าอิสระมีราคาเพียงราว 3 ล้านกลางๆ เท่านั้น การที่ Honda NSX มีราคาเทียบเท่ากับรถหรูจากยุโรป ทำให้หลายคนเกิดความสงสัย และอาจมองว่าเป็นรถที่ “ราคาสูงเกินจริง” สำหรับแบรนด์ Honda NSX-R: สายพันธุ์แห่งความแรงและความเป็นตำนาน หลังจากที่รุ่นมาตรฐานได้รับความนิยมสักพัก Honda ได้เปิดตัวรุ่นพิเศษในตลาดญี่ปุ่น นั่นคือ NSX-R หรือ NSX Type-R ซึ่งเป็นรุ่นที่ถือเป็นต้นกำเนิดของตำนาน “ตัว R” อันเป็นที่รักของสาวก Honda รุ่น NSX-R นี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเน้นสมรรถนะสูงสุด โดยมีการถอดอุปกรณ์บางส่วนออก เช่น ชุดเครื่องเสียง แผ่นกันเสียงรบกวน ระบบ Traction Control และเครื่องปรับอากาศ เพื่อลดน้ำหนักตัวรถ เบาะนั่งหรูหราถูกแทนที่ด้วยเบาะแข่ง Recaro น้ำหนักเบา ล้ออัลลอยถูกเปลี่ยนเป็นสเปกน้ำหนักเบาพิเศษจาก Enkei ช่วงล่างถูกปรับให้แข็งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพของลิมิเต็ดสลิป และอัตราทดเกียร์ถูกปรับให้จัดจ้านขึ้น ทำให้น้ำหนักรวมของรถลดลงไปถึง 120 กิโลกรัม เหลือเพียง 1.23 ตัน ส่งผลให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้เร็วขึ้นประมาณครึ่งวินาที และทำเวลาในสนามแข่งได้ดีกว่ารุ่นปกติอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่า NSX-R จะเป็นรถที่ขับยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อใช้ความเร็วสูงเข้าโค้ง แต่ด้วยจำนวนการผลิตที่จำกัดเพียง 483 คัน ทำให้รถรุ่นนี้กลายเป็นที่ต้องการของนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์เป็นอย่างมาก การยอมรับในระดับสากล: คำยกย่องจาก Gordon Murray ชื่อเสียงของ NSX เริ่มเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เมื่อสื่อมวลชนสายยานยนต์ได้มีโอกาสทดลองขับ แม้ว่าในด้านพละกำลังอาจจะด้อยกว่า Ferrari 348 แต่ในด้านการควบคุม ความสมดุลของตัวรถ การบังคับที่ง่าย และความสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวัน NSX กลับทำได้ดีกว่าซูเปอร์คาร์จากอิตาลีและเยอรมนี หนึ่งในผู้ที่ชื่นชอบ NSX อย่างมาก และได้ซื้อไว้ใช้งานเอง (จดทะเบียนในนามบริษัท) คือ Gordon Murray หนึ่งในวิศวกรยานยนต์ระดับตำนาน ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสร้าง McLaren F1 ซูเปอร์คาร์ที่เคยครองสถิติความเร็วสูงสุดในโลก Murray ได้กล่าวชื่นชม NSX ว่าเป็นรถที่ขับสนุก และสามารถใช้งานได้ทุกวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการซ่อมบำรุง เขาขับรถคันนี้เป็นระยะทางกว่า 10,000 ไมล์ต่อปี ตลอดระยะเวลา 6-7 ปีของการเป็นเจ้าของ Murray ยังได้เปิดเผยว่า เขาประทับใจเป็นอย่างมากกับความสามารถของ NSX ในการเลี้ยวที่คมกริบแต่ยังคงความนุ่มนวลในการซับแรงสะเทือน ซึ่งทำให้เขาต้องกลับไปทบทวนแนวทางการออกแบบ McLaren F1 ของตนเองใหม่ทั้งหมด เขาถึงขั้นกล่าวว่า NSX คือ “ซูเปอร์คาร์ยุคใหม่รุ่นแรกตัวจริง”
อย่างไรก็ตาม Murray ก็ยังคงมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเกี่ยวกับ NSX โดยเขาเชื่อว่าช่วงล่างยังคงนุ่มนวลเกินไป และเครื่องยนต์ควรมีพละกำลังมากกว่านี้ แต่ก็เข้าใจว่า Honda อาจไม่ได้เน้นการผลิตเครื่องยนต์บล็อกใหญ่มากนัก การปรับโฉมและความเปลี่ยนแปลง: สู่ยุคใหม่ของ NSX ในปี 1995 NSX ได้รับการปรับโฉมครั้งแรก โดยมีการเปลี่ยนดีไซน์ล้อใหม่เป็นแบบ 7 ก้าน และเพิ่มรุ่น NSX-T (Targa) ซึ่งมีหลังคาแบบถอดได้ โดยรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเอาใจตลาดอเมริกาโดยเฉพาะ ซึ่งต่อมา Honda ได้จำหน่าย NSX ภายใต้แบรนด์ Acura ในสหรัฐอเมริกา การเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคที่สำคัญคือการนำระบบคันเร่งไฟฟ้า (Drive-by-Wire) มาใช้ ซึ่งช่วยให้การตอบสนองของคันเร่งมีความแม่นยำและราบรื่นขึ้น ส่วนรุ่นเกียร์อัตโนมัติก็มีการเพิ่มปุ่มเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยเข้ามา ในปี 1997 เมื่อ Ferrari เปิดตัว F355 ที่มีพละกำลัง 380 แรงม้า และ Porsche เตรียมเปิดตัว 911 (996) ที่มีกำลังเพิ่มขึ้น Honda ก็ได้ทำการปรับปรุง NSX อีกครั้ง โดยการเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ C32A ขนาด 3.2 ลิตร ที่มีกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 296 แรงม้า พร้อมเปลี่ยนระบบเกียร์ธรรมดาจาก 5 จังหวะ เป็น 6 จังหวะ และปรับปรุงชุดคลัตช์เพื่อให้รองรับกำลังที่เพิ่มขึ้นได้ NSX ในร่างนี้สามารถวิ่งควอเตอร์ไมล์ได้ในเวลา 13.5 วินาที ซึ่งยังคงตามหลัง Ferrari F355 อยู่พอสมควร ในตลาดญี่ปุ่น มีการเปิดตัวรุ่นพิเศษ NSX Type S ซึ่งเป็นรุ่นที่ลดน้ำหนักลง โดยถอดอุปกรณ์บางส่วนออก เช่น ถุงลมนิรภัย เบาะหลังแข็งน้ำหนักเบา กระจกบานหลังน้ำหนักเบา เปลี่ยนล้อเป็น BBS น้ำหนักเบาพิเศษ ทำให้รถมีน้ำหนักลดลงเหลือ 1.32 ตัน หาก Type S ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ก็ยังมีรุ่น Type S Zero ที่ “สุดขั้ว” กว่านั้น โดยการถอดอุปกรณ์เกือบทุกอย่างออก ไม่ว่าจะเป็นแอร์ เครื่องเสียง วัสดุซับเสียง เซ็นทรัลล็อก และอื่นๆ อีกมากมาย เปลี่ยนไปใช้ชุดคลัตช์น้ำหนักเบาของ NSX-R และยกช่วงล่างทั้งหมดมาจาก NSX-R ยกเว้นเหล็กกันโคลงที่ใช้แบบเส้นผ่านศูนย์กลางโตกว่าของ Type S ทำให้รถมีน้ำหนักลดลงเหลือ 1.27 ตัน และสามารถวิ่งรอบสนาม Suzuka ได้เร็วกว่า NSX-R ถึง 1.5 วินาที รุ่นนี้ผลิตออกมาเพียง 30 คันเท่านั้น ทำให้มีราคาสูงมากในตลาดมือสอง การเปลี่ยนแปลงครั้งสุดท้าย: สู่ยุคของไฟหน้าแบบ Xenon การไมเนอร์เชนจ์ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในปี 2002 โดยมีการเปลี่ยนรหัสตัวถังจาก NA1 เป็น NA2 และจุดที่เปลี่ยนแปลงภายนอกอย่างชัดเจนที่สุดคือการเปลี่ยนจากไฟหน้าแบบป๊อปอัพเป็นไฟหน้า Xenon ที่ออกแบบให้มีความลู่ลมมากขึ้น เครื่องยนต์ยังคงสเปกเดิม ยกเว้นรุ่น NSX-R ที่กลับมาอีกครั้งในเจเนอเรชันนี้ โดยยังคงคอนเซ็ปต์ลดน้ำหนักและเน้นสมรรถนะสูงสุด แม้จะมีแอโรพาร์ทขนาดใหญ่ขึ้น และใช้ล้อที่ใหญ่ขึ้น แต่น้ำหนักของตัวรถยังคงอยู่ที่ 1.27 ตัน สิ่งที่น่าสนใจคือ เครื่องยนต์ของ NSX-R ปี 2002 แม้จะมีสเปกตามโบรชัวร์เท่ากับรุ่นปกติ แต่ในความเป็นจริง เครื่องยนต์เหล่านี้ถูกประกอบโดยช่างฝีมือระดับสูง มีการปรับค่าความละเอียดของชิ้นส่วนต่างๆ และการบาลานซ์ เพื่อให้เครื่องยนต์หมุนได้อย่างราบรื่นและพร้อมสำหรับการใช้งานในสนามแข่งอย่างแท้จริง ทำให้เซียนรถหลายคนเชื่อว่ากำลังเครื่องยนต์ที่แท้จริงนั้นอาจสูงกว่า 296 แรงม้าที่ระบุไว้ ในด้านสมรรถนะ Gan-san Motoharu Kurosawa นักขับรุ่นเก๋าชาวญี่ปุ่น สามารถทำเวลาในสนาม Nürburgring ได้ถึง 7:56 นาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับ Ferrari 360 Challenge Stradale ที่มีพละกำลังมากกว่า 400 แรงม้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของช่วงล่างและโครงสร้างตัวถังที่ Honda ได้พัฒนามาอย่างยาวนาน ยอดขายที่ไม่เป็นไปตามคาด: แต่ตำนานยังคงอยู่ แม้ว่า Honda NSX จะเพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยี สมรรถนะ และดีไซน์ที่ล้ำสมัย แต่ยอดขายตลอดอายุการผลิต (1990-2005) กลับไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง โดยผลิตออกสู่ตลาดเพียงประมาณ 18,000 คัน ซึ่งน้อยกว่ายอดขายของรถยนต์รุ่นอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด เช่น Porsche 993 ที่มียอดขายเกือบ 50,000 คันในเวลา 5 ปี หรือ Ferrari F355 ที่มียอดขาย 11,000 คันในเวลา 4 ปี อย่างไรก็ตาม ยอดขายที่น้อยนิดนี้เอง ที่ทำให้ Honda NSX กลายเป็นรถยนต์ที่มีคุณค่าในตลาดรถยนต์มือสอง ราคาของ NSX ในปัจจุบันขึ้นอยู่กับสภาพเป็นหลัก ยกเว้นรุ่นหายากอย่าง NSX-R หรือ Type S ซึ่งมีราคาสูงมาก จนอาจเทียบเท่าหรือมากกว่า Ferrari ในสภาพที่ดี ทำให้ Honda NSX กลายเป็นรถในฝันสำหรับนักขับหลายคน รวมถึงผู้เขียนบทความนี้เอง Honda NSX ไม่ใช่เพียงแค่รถสปอร์ตที่สร้างมาเพื่อท้าชนแบรนด์ยุโรป แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพและวิสัยทัศน์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น ที่สามารถสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่สมบูรณ์แบบ เปี่ยมด้วยนวัตกรรม และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าประทับใจไม่รู้ลืม จนกลายเป็นตำนานที่ยังคงอยู่ในใจของนักขับรถทั่วโลก
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของยนตรกรรมระดับตำนานที่ผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับดีไซน์อันเป็นอมตะ การศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องราวของ Honda NSX ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ ก้าวข้ามความฝันด้วยการศึกษาข้อมูลเชิงลึก หรือพิจารณาโอกาสในการเป็นเจ้าของรถยนต์ที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจในวิศวกรรมของญี่ปุ่น ณ วันนี้
Previous Post

[ครบชุด] T1303107 อย าไปไหว าแม าน Ep.1

Next Post

[ครบชุด] T1303088 งเก ยจเม ยอ วน Ep.1

Next Post

[ครบชุด] T1303088 งเก ยจเม ยอ วน Ep.1

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • [ครบชุด] T1804199 คนเราถ าศ ลไม เสมอก ไม ทางเป นค นได
  • [ครบชุด] T1804201 งเก ยจเด กเส
  • [ครบชุด] T1804208 คนเราถ าม ความซ อส ตย ทำอะไรก เจร
  • [ครบชุด] T1804206 จะม หญ งส กก คน จะโชคด แบบ
  • [ครบชุด] T1804213 อย ามองว าเม ยเป น…ร กท ไร

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • April 2026
  • March 2026
  • February 2026
  • January 2026

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.