Bugatti Divo: การเดินทางอันน่าทึ่งของไฮเปอร์คาร์แห่งประวัติศาสตร์ สู่เจ้าของที่แท้จริง
ในโลกของซูเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ มีเพียงไม่กี่ชื่อที่สามารถจุดประกายความหลงใหลและความปรารถนาได้เทียบเท่า Bugatti โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับรุ่นพิเศษอย่าง Bugatti Divo การปรากฏตัวของ Divo คันสุดท้ายที่ออกจากสายการผลิต ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการสิ้นสุดการผลิตรถยนต์อันเป็นที่ต้องการนี้ ซึ่งสร้างขึ้นมาเพียง 40 คันทั่วโลก
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เฝ้ามองการเติบโตของ Bugatti Divo ตั้งแต่แรกเริ่ม และการได้เห็น Divo คันสุดท้ายออกจากโรงงาน ถือเป็นประสบการณ์ที่เปี่ยมไปด้วยความประทับใจและสะท้อนถึงความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของแบรนด์ Bugatti ได้เป็นอย่างดี
การออกแบบที่เหนือชั้น: ผสานศิลปะและวิศวกรรม
Bugatti Divo ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์ แต่เป็นงานศิลปะที่เคลื่อนที่ได้ การออกแบบภายนอกของ Divo คันสุดท้ายนี้ โดดเด่นด้วยการผสมผสานสีน้ำเงิน Bugatti EB 110 LM Blue ซึ่งเป็นสีอันเป็นเอกลักษณ์ของรถแข่ง Le Mans ในอดีต เข้ากับสีน้ำเงินเข้มบริเวณส่วนล่างของตัวรถ หลังคา และปีกท้าย การตัดกันของสีนี้ ช่วยขับเน้นลวดลายของคาร์บอนไฟเบอร์ได้อย่างลงตัว สร้างความหรูหราและดุดันในเวลาเดียวกัน
ภายในห้องโดยสาร สะท้อนถึงความพิถีพิถันในการเลือกใช้วัสดุและสี โทนสีน้ำเงิน French Racing Blue ตัดสลับกับน้ำเงิน Deep Blue ที่ใช้ในส่วนต่างๆ ของห้องโดยสาร หนังแท้คุณภาพสูงผสานกับ Alcantara ได้อย่างกลมกลืน พร้อมด้วยการตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์สีเทาด้าน เพิ่มมิติและความสปอร์ตให้กับการขับขี่
แรงบันดาลใจจากตำนาน: Albert Divo และจิตวิญญาณแห่งชัยชนะ
การตั้งชื่อ Bugatti Divo เพื่อเป็นเกียรติแก่นักแข่งรถชาวฝรั่งเศส Albert Divo ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของ Bugatti ด้วยชัยชนะอันน่าภาคภูมิใจที่เขาคว้ามาได้ให้กับแบรนด์ตลอดระยะเวลา 20 ปี สะท้อนให้เห็นถึงการสืบทอดจิตวิญญาณแห่งชัยชนะและความเป็นเลิศของ Bugatti
วิศวกรรมที่ล้ำสมัย: การต่อยอดจาก Chiron สู่ระดับใหม่
แม้ Bugatti Divo จะถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ Bugatti Chiron แต่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อให้ได้มาซึ่งสมรรถนะที่เหนือกว่าเดิม
การลดน้ำหนัก: Divo มีน้ำหนักเบาลงถึง 35 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับ Chiron ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออัตราเร่งและการควบคุม
แรงกดดาวน์ฟอร์ซที่เพิ่มขึ้น: การเพิ่มแรงกดดาวน์ฟอร์ซถึง 90 กิโลกรัม ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ โดยเฉพาะเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง
การปรับปรุงตัวถัง: ตัวถังแบบคาร์บอนไฟเบอร์ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่กระจังหน้าทรงเกือกม้าอันเป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงช่องดักอากาศขนาดใหญ่ และโคมไฟหน้า LED ขนาดเล็กที่เพรียวบาง
NACA Duct และครีบฉลาม: ช่องดักอากาศ NACA Duct บนหลังคา ควบคู่ไปกับครีบฉาม ช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ขณะเข้าโค้ง
ปีกท้ายแอคทีฟ: ปีกท้ายแบบแอคทีฟที่มีความกว้างถึง 183 เซนติเมตร กว้างขึ้น 23% จาก Chiron ทำหน้าที่เป็น Air brake ที่มีประสิทธิภาพสูง
ดิฟฟิวเซอร์ท้ายและไฟท้าย 3 มิติ: ดิฟฟิวเซอร์ท้ายขนาดใหญ่ที่รับกับปลายท่อไอเสีย 4 รู และไฟท้ายรูปแบบ 3 มิติที่โดดเด่น สร้างรูปลักษณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ
ขุมพลังระดับตำนาน: W16 Quad-Turbo
หัวใจหลักของ Bugatti Divo คือเครื่องยนต์ W16 ขนาด 8.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบชาร์จเจอร์ 4 ลูก ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 1,500 แรงม้า ที่ 6,700 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 1,600 นิวตัน-เมตร ตั้งแต่ 2,000 ถึง 6,000 รอบต่อนาที
อัตราเร่ง: สามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 2.4 วินาที
ความเร็วสูงสุด: ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดไว้ที่ 380 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งยังคงเป็นตัวเลขที่น่าทึ่ง
ระบบส่งกำลัง: ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 7 สปีด DSG แบบคลัทช์คู่ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ All-Wheel Drive เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพและการยึดเกาะถนน
การลงทุนอันทรงคุณค่า: ราคาและเงื่อนไขการครอบครอง
Bugatti Divo มาพร้อมราคาเริ่มต้นที่สูงถึง 5 ล้านยูโร หรือประมาณ 193 ล้านบาทไทย (ยังไม่รวมภาษีนำเข้า) ยิ่งไปกว่านั้น การจะครอบครอง Bugatti Divo ได้นั้น ผู้ซื้อต้องมีประวัติการเป็นเจ้าของ Bugatti Chiron มาก่อน ซึ่งยิ่งเพิ่มความพิเศษและความต้องการให้กับไฮเปอร์คาร์รุ่นนี้
การพัฒนาที่ท้าทาย: จากแนวคิดสู่ความเป็นจริง
การพัฒนา Bugatti Divo เริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นปี 2018 และใช้เวลากว่า 2 ปีในการออกแบบและพัฒนา การสร้างความแตกต่างจาก Chiron อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ยังคงใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกัน ถือเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่สำหรับทีมวิศวกรและนักออกแบบ
การทดสอบอย่างเข้มข้น: กระบวนการทดสอบครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบแชสซีส์ การหาอัตราสปริงที่เหมาะสม การปรับมุมแคมเบอร์ ไปจนถึงการทดสอบในอุโมงค์ลม และที่สนามทดสอบชื่อดังอย่าง Nürburgring และ Nardò การทดสอบบนถนนจริงเป็นระยะทางกว่า 5,000 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงถึง 380 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจในสมรรถนะสูงสุด
ผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง: แรงกดดาวน์ฟอร์ซที่เพิ่มขึ้น 90 กิโลกรัม และความสามารถในการรองรับแรง G ด้านข้างที่ 1.6G ทำให้ Divo สามารถเข้าโค้งด้วยความเร็วที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้สามารถสร้างสถิติเวลาที่สนาม Nardò ได้ดีกว่า Chiron ถึง 8 วินาที
การออกแบบภายนอกที่โดดเด่น:
การปรับปรุงรายละเอียด: รายละเอียดเกือบทุกส่วนของตัวถังด้านหน้าได้รับการปรับปรุง รวมถึงการเพิ่มช่องดักลมบนฝากระโปรงหน้า
สปอยเลอร์หน้าและไฟหน้า: การปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ของสปอยเลอร์หน้า และดวงไฟคู่หน้าที่ออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด ให้มีขนาดเล็กกะทัดรัด เพียง 3.5 เซนติเมตร สร้างเอกลักษณ์ที่แตกต่าง
การสร้างสรรค์ที่ไร้ขีดจำกัด: Bugatti Divo แสดงให้เห็นถึงความกล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดในการออกแบบและวิศวกรรม เพื่อสร้างสรรค์ไฮเปอร์คาร์ที่สมบูรณ์แบบ
Bugatti Divo: มากกว่ารถยนต์ คือมรดกแห่งวงการยานยนต์
การสิ้นสุดการผลิต Bugatti Divo ไม่ได้หมายถึงการจากไป แต่เป็นการปิดฉากหนึ่งบทอันน่าจดจำในประวัติศาสตร์ของ Bugatti เพื่อปูทางไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะมาเติมเต็มความฝันของนักเลงรถทั่วโลก
หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในความสมบูรณ์แบบ ความหรูหรา และสมรรถนะระดับสูงสุด การได้สัมผัสหรือเป็นเจ้าของ Bugatti Divo ถือเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง
สำหรับผู้ที่สนใจในสุดยอดสมรรถนะและความหรูหราแห่งโลกไฮเปอร์คาร์ Bugatti Divo คือบทพิสูจน์แห่งความเป็นเลิศที่ไม่มีวันสิ้นสุด การเดินทางของ Divo อาจจบลงที่นี่ แต่ตำนานของมันจะยังคงอยู่ตลอดไป หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ หรือต้องการศึกษาเกี่ยวกับสุดยอดนวัตกรรมยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณแห่งชัยชนะ เราขอเชิญคุณเข้ามาสำรวจโลกของ Bugatti และค้นพบความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่รอคุณอยู่

