Ferrari Daytona SP3: สานตำนาน สู่ขีดสุดแห่งสมรรถนะและดีไซน์
ในโลกแห่งซูเปอร์คาร์ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและความเร็วที่ไม่หยุดนิ่ง ย่อมมีบางสิ่งที่สามารถก้าวข้ามกาลเวลา สื่อสารเรื่องราวแห่งประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ และผสานเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยได้อย่างลงตัว “Ferrari Daytona SP3” คือผลลัพธ์ของการเดินทางอันยาวนานนั้น เป็นดั่งประกายไฟที่จุดขึ้นจากเปลวเพลิงแห่งตำนาน สู่การสร้างสรรค์ยนตรกรรมที่ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ แต่คือผลงานศิลปะอันทรงพลัง ที่ขับเคลื่อนด้วยจิตวิญญาณของรถแข่งผู้ยิ่งใหญ่แห่งทศวรรษที่ 1960 ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์ที่มีประสบการณ์มากกว่าสิบปี ผมขอนำทุกท่านดำดิ่งสู่เบื้องลึกของ Ferrari Daytona SP3 รถยนต์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นที่สุดแห่งจิตวิญญาณ Icona ของ Ferrari
การถือกำเนิดจากตำนาน: มรดกแห่ง Daytona
ชื่อ “Daytona SP3” ไม่ได้ถูกเลือกมาโดยบังเอิญ แต่คือการคารวะต่อหนึ่งในชัยชนะอันน่าจดจำที่สุดของ Ferrari ในประวัติศาสตร์รายการแข่งขัน 24 Hours of Daytona ณ สนาม Mugello Circuit ในปี 2021 งาน Ferrari Finali Mondiali ได้เปิดตัว Ferrari Icona รุ่นล่าสุด เคียงข้างกับ Monza SP1 และ SP2 โดย Daytona SP3 ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากรถแข่งต้นแบบระดับตำนานแห่งยุค 1960 อันเป็นยุคทองของการแข่งขันรถยนต์แบบปิดล้อ (Closed Wheel Racing)
ย้อนกลับไปในทศวรรษ 1960, Ferrari ได้สร้างปรากฏการณ์เหนือความคาดหมาย ด้วยการคว้าอันดับ 1, 2 และ 3 ในรายการ 24 Hours of Daytona ซึ่งเป็นสนามแรกของ International World Sports Car Championship รถแข่งทั้งสามคันที่โบกธงหมากรุกเคียงข้างกันในสนามที่ Ford เป็นเจ้าบ้าน ประกอบด้วยรุ่น 330 P3/4 ที่คว้าชัยชนะ, 330 P4 ในอันดับที่สอง และ 412 P ในอันดับที่สาม การคว้าชัยครั้งนั้นคือจุดสูงสุดของการพัฒนารถตระกูล P3 ภายใต้การดูแลของ Mauro Forghieri หัวหน้าวิศวกร ซึ่งได้ปรับปรุงเครื่องยนต์, ช่วงล่าง และอากาศพลศาสตร์ของรถแข่งเหล่านี้อย่างมีนัยสำคัญ Ferrari 330 P3/4 คือภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบของจิตวิญญาณรถสปอร์ตต้นแบบแห่งยุค 60 ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ส่งต่อมายังวิศวกรและนักออกแบบของ Ferrari จากรุ่นสู่รุ่น
Daytona SP3 เป็นมากกว่าการระลึกถึงอดีต แต่คือการปลุกตำนานแห่งชัยชนะให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงต่อรถสปอร์ตต้นแบบของ Ferrari ที่สร้างชื่อเสียงอันโดดเด่นในวงการมอเตอร์สปอร์ต ความเป็น Targa top แบบเปิดประทุนที่สามารถถอดหลังคาแข็งออกได้ คือการออกแบบที่สืบทอดมาจากรถแข่งต้นแบบเหล่านี้
การออกแบบ: การผสานเส้นสายแห่งอนาคตกับจิตวิญญาณแห่งวันวาน
Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Ferrari และทีมงานจาก Styling Center ได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกที่สะท้อนความทะเยอทะยานและกลยุทธ์การออกแบบที่พิถีพิถัน Daytona SP3 คือซูเปอร์คาร์ที่ผสานเส้นสายอันเฉียบคมเข้ากับรูปทรงอันเย้ายวน เป็นงานประติมากรรมที่เปี่ยมไปด้วยพลังและความสง่างาม พื้นผิวที่ลื่นไหลตัดกันด้วยเส้นสายคมกริบ สะท้อนถึงความใส่ใจในหลักอากาศพลศาสตร์เช่นเดียวกับรถแข่งในตำนานอย่าง 330 P4, 350 Can-Am และ 512 S
ดีไซน์ภายนอกของ Daytona SP3 นั้นแปลกใหม่และทันสมัยอย่างปฏิเสธไม่ได้ การตีความรถสปอร์ตต้นแบบในอดีต นำมาสู่ผลลัพธ์ที่ร่วมสมัยอย่างแท้จริง กระจกหน้าแบบโค้งมน โอบรับห้องโดยสารให้ดูราวกับโดมที่ฝังตัวอยู่บนประติมากรรมอันน่าทึ่ง ซุ้มล้อหลังที่พลิ้วไหว ยกตัวสูงขึ้นมาจากมุมมองด้านข้าง เน้นย้ำความสมดุลของตัวรถด้วยส่วนเว้าส่วนโค้งที่ทรงพลัง สไตล์อิตาเลียนอันเป็นเอกลักษณ์ปรากฏเด่นชัดในความต่อเนื่องลื่นไหลของมวลรวมที่หลอมรวมเข้ากับพื้นผิวเฉียบคม สร้างสุนทรียภาพอันสมดุลกลมกลืน
โป่งล้อหน้าที่ดูสะอาดตา เป็นการยกย่องความสง่างามของรถสปอร์ตต้นแบบอย่าง 512 S, 712 Can-Am และ 312 P รูปทรงของซุ้มล้อสร้างสัมผัสเชื่อมโยงระหว่างล้อและพื้นที่ว่างได้อย่างทรงพลัง โดยใช้ความโค้งที่ไม่ขนานไปกับวงล้อตลอดแนว ปลายของโป่งล้อที่ยกตัวขึ้นมาจากเอวของรถที่เพรียวบาง สร้างมัดกล้ามที่ทรงพลังโอบล้อมล้อหน้าไว้ จากนั้นจึงค่อยๆ ลาดลงไปด้านปลาย มอบมุมมองที่เปี่ยมด้วยไดนามิกส์แก่ส่วนหน้าและด้านข้างของตัวรถ
องค์ประกอบสำคัญอีกประการคือประตูแบบ Butterfly ซึ่งรวมปล่องดักอากาศสำหรับระบายความร้อนของหม้อน้ำไว้กับบานประตู ปล่องดักอากาศนี้สร้างช่วงไหล่ที่เด่นชัด เชื่อมโยงทางสายตาตัดกับเส้นแนวตั้งของกระจกบังลมหน้า พื้นผิวประตูที่ทอดตัวยาวไปถึงซุ้มล้อหน้าทำหน้าที่จัดการกระแสลมที่ออกจากล้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มกลิ่นอายของรถรุ่น 512 S ที่เป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ
กระจกมองข้างถูกย้ายจากส่วนหน้าของประตูมายังด้านบนของซุ้มล้อ เพื่อสไตล์แบบรถสปอร์ตต้นแบบยุค 1960 ตำแหน่งที่เลือกนี้ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและลดผลกระทบต่อการไหลของอากาศไปยังปล่องดักอากาศที่ประตู โดยรูปทรงฝาครอบและขายึดได้รับการออกแบบด้วยการจำลอง CFD เพื่อให้แน่ใจว่าอากาศจะไหลเข้าสู่ช่องรับลมได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนท้ายของ Daytona SP3 คือภาพสะท้อนตัวตนที่แท้จริง ประตูรถที่ขัดเกลาอย่างพิถีพิถัน ผสานกับมัดกล้ามทรงพลังของซุ้มล้อหลัง สร้างรูปทรงใหม่ที่เย้ายวน ความต่อเนื่องระหว่างมวลของประตูที่เพิ่มพื้นที่ให้ซุ้มล้อหน้า และสร้างความสมดุลกับซุ้มล้อหลัง ทำให้ห้องโดยสารดูเยื้องมาทางหน้ารถมากขึ้น การวางหม้อน้ำบริเวณข้างตัวรถช่วยให้สถาปัตยกรรมนี้ถูกนำมาปรับใช้ได้อย่างลงตัว
ด้านหน้าของ Daytona SP3 มีโป่งซุ้มล้อโค้งนูนทั้งด้านนอกและด้านใน ส่วนโค้งด้านในลาดลงไปยังช่องรับอากาศทั้งสองบนฝากระโปรงหน้า ทำให้โป่งล้อดูกว้างขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นผิวที่มองเห็นและหน้าที่อากาศพลศาสตร์ของส่วนโค้งด้านใน แสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงอันกลมกลืนระหว่างสไตล์และเทคโนโลยี กันชนหน้ามีกระจังตรงกลางขนาดใหญ่ ขนาบข้างด้วยแผงพร้อมครีบแนวนอนเรียงซ้อนกันที่ขอบนอก ไฟหน้ามีเอกลักษณ์ด้วยแผ่นปิดด้านบนแบบเลื่อน เปิด-ปิด ได้ ชวนให้นึกถึงไฟหน้าแบบป๊อปอัพของซูเปอร์คาร์ยุคแรกๆ เสริมภาพลักษณ์ที่ดุดัน ครีบสองชิ้นที่อ้างอิงจาก Aeroflick ในรุ่น 330 P4 และรถแข่งต้นแบบ ยื่นออกมาจากขอบล่างของไฟหน้า เป็นชุดอากาศพลศาสตร์ที่ช่วยเพิ่มแรงกด
ตัวถังส่วนหลังใช้ธีมโค้งคู่เช่นเดียวกับล้อหน้า ช่องระบายอากาศเพิ่มมุมมองแบบสามมิติ ห้องโดยสารขนาดกะทัดรัดและลาดเอียง ผสานกับซุ้มล้อทั้งสอง สร้างท้ายรถที่ดูทรงพลัง พร้อมองค์ประกอบแบบโครงสันหลังที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก 330 P4 ขุมพลัง V12 ไร้ระบบอัดอากาศคือหัวใจที่เต้นอย่างมีชีวิตชีวา ชุดครีบเรียงอากาศแนวนอนเติมเต็มส่วนท้าย ให้รูปลักษณ์ที่ดุดัน หนักแน่นกำยำ สะท้อนความล้ำยุคและเอกลักษณ์ DNA ของ Ferrari ชุดไฟท้ายเป็นแถบแนวนอนติดตั้งไว้ใต้สปอยเลอร์ กลมกลืนกับครีบแนวนอนเส้นแรก ท่อไอเสียคู่ติดตั้งตรงกลางเหนือดิฟฟิวเซอร์
ห้องโดยสาร: ความเรียบง่ายที่หรูหรา และประสิทธิภาพที่ใช้งานได้จริง
แม้กระทั่งภายในห้องโดยสารของ Daytona SP3 ก็ได้รับแรงบันดาลใจจาก Ferrari ในตำนานอย่าง 330 P3/4, 312 P และ 350 Can-Am ด้วยการใช้แชสซีส์ประสิทธิภาพสูง นักออกแบบได้สร้างพื้นที่ที่ขัดเกลาอย่างพิถีพิถัน เพื่อมอบความสะดวกสบายและฟังก์ชันการใช้งานของรถ Grand Tourer แดชบอร์ดที่ใช้งานได้จริง ให้ความรู้สึกร่วมสมัย เบาะนั่งที่ปกติจะบุเข้ากับแชสซีส์โดยตรงในรถแข่งต้นแบบ ได้รับการปรับปรุงให้เป็นเบาะนั่งที่รวมเป็นส่วนหนึ่งของตัวถังรถ สร้างความต่อเนื่องของพื้นผิวกับชิ้นส่วนตกแต่งโดยรอบอย่างเรียบเนียน
กระจกหน้าแบบโค้งมน ส่งผลดีต่อการออกแบบภายใน การมองจากด้านข้างจะเห็นส่วนตัดจากกรอบกระจกหน้า สร้างระนาบแนวตั้งที่แบ่งค็อกพิตออกเป็นสองส่วน แยกแดชบอร์ดพร้อมมาตรวัดออกจากส่วนเบาะนั่ง สถาปัตยกรรมนี้บรรลุเป้าหมายที่ยากจะสำเร็จในการมอบทั้งความสปอร์ตสุดขีดและความสง่างาม ห้องโดยสารของ Daytona SP3 มีเป้าหมายเพื่อรับประกันสภาพแวดล้อมการขับขี่ที่สะดวกสบายสำหรับทั้งคนขับและผู้โดยสาร โดยนำพื้นฐานรถแข่งมาปรับใช้ คือการขยายห้องโดยสารให้กว้างขึ้น ด้วยการสร้างช่องว่างระหว่างแดชบอร์ดและเบาะนั่งทั้งสอง เป็นส่วนหนึ่งของพื้นผิวที่ต่อเนื่องไร้รอยต่อ วัสดุหุ้มเบาะถูกนำไปใช้ทั่วทั้งแผงประตู แดชบอร์ดก็ยึดหลักปรัชญาเดียวกัน ขยายไปถึงมุมกระจกหน้า ครอบคลุมพื้นที่เชื่อมต่อกับกระจกหน้ารถ แดชบอร์ดที่เพรียวบางและกว้างเต็มพื้นที่ ดูราวกับลอยตัวอยู่เหนือชิ้นส่วนโดยรอบ มีการตกแต่งสองระดับ คือส่วนบนแยกออกจากส่วนล่างด้วยเส้นแบ่งพื้นผิวที่ชัดเจน ระบบควบคุม Human-Machine Interface (HMI) ถูกจัดรวมไว้ที่ส่วนล่างเพื่อความง่ายในการใช้งาน
เบาะนั่งที่รวมกับแชสซีส์ ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ พื้นผิวที่เชื่อมต่อระหว่างเบาะและส่วนต่อขยายของธีมไปยังพื้นที่ติดกัน รวมถึงปริมาตรในห้องโดยสาร ทำได้เนื่องจากเบาะเป็นแบบ Fixed (ปรับเลื่อนไม่ได้) ในขณะที่คนขับสามารถปรับตำแหน่งการขับขี่ให้เหมาะสมได้ด้วยการเลื่อนชุดแป้นเหยียบ ช่องว่างที่ชัดเจนระหว่างพื้นที่ทางเทคนิคของผู้ขับและพื้นที่ผู้โดยสาร ช่วยขยายเบาะนั่งออกไปตลอดแนวพื้นรถ พนักพิงศีรษะอ้างอิงมาจากรถแข่ง แต่ใน Daytona SP3 จะเป็นแบบแยกชิ้นออกมา เบาะนั่งแบบฟิกซ์และชุดแป้นเหยียบที่ปรับเลื่อนได้ ทำให้สามารถติดตั้งไว้ส่วนหลังของห้องโดยสาร ช่วยให้ห้องโดยสารดูโปร่งโล่ง
ดีไซน์แผงประตูทำให้ค็อกพิตกว้างขึ้น พื้นที่บางส่วนตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ มีการหุ้มด้วยหนังแท้บนแผงประตู บริเวณช่วงไหล่เชื่อมโยงความรู้สึกแบบรถแข่ง ด้านล่างเป็นพื้นผิวที่ให้สัมผัสเหมือนส่วนขยายของเบาะนั่ง อุโมงค์เกียร์มีครีบเฉพาะตัวติดตั้งบริเวณชิ้นส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างเบาะทั้งสอง พื้นที่ส่วนหน้าคือร่องเกียร์แบบเดียวกับที่เปิดตัวใน SF90 Stradale แต่ใน Daytona SP3 ชุดคันเกียร์ถูกปรับให้สูงขึ้นจนรู้สึกราวกับลอยอยู่เหนือชิ้นส่วนอื่น เสากลางทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้ดูเหมือนรองรับแดชบอร์ดทั้งหมดไว้
ระบบขับเคลื่อน: V12 อันทรงพลัง พร้อมเทคโนโลยีจาก F1
หัวใจหลักของ Ferrari Daytona SP3 คือเครื่องยนต์ F140HC อันทรงพลัง ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องยนต์ของ 812 Competizione แต่ย้ายตำแหน่งมาวางกลางลำด้านหลัง เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการไหลเวียนของไอดีและไอเสีย เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร ไร้ระบบอัดอากาศ ให้กำลังมหาศาลถึง 840 แรงม้า ที่ 9,500 รอบ/นาที พร้อมแรงบิด 694 นิวตันเมตร เสียงคำรามอันทรงพลังคือเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของ Ferrari
การพัฒนาต่างๆ ช่วยเพิ่มสมรรถนะของระบบขับเคลื่อนให้เป็นมาตรฐานใหม่ ก้านสูบทำจากไทเทเนียมซึ่งเบากว่าเหล็กถึง 40% ลูกสูบใช้วัสดุพิเศษ สลักลูกสูบเคลือบ DLC (Diamond Like Carbon) เพื่อลดแรงเสียดทาน เพลาข้อเหวี่ยงถ่วงสมดุลใหม่มีน้ำหนักเบาลง 3% การเปิด-ปิดวาล์วใช้ตัวกดวาล์วแบบสไลด์ที่นำมาจากรถแข่ง F1 เพลาลูกเบี้ยวและกระเดื่องกดวาล์วเคลือบ DLC เพื่อลดมวลและใช้ประโยชน์จากแคมชาฟต์โปรไฟล์สูง
ระบบไอดีได้รับการออกแบบใหม่ ท่อร่วมไอดีและท่อนำอากาศมีขนาดกะทัดรัดกว่าเดิม ลดความยาวโดยรวม พร้อมระบบท่อทางเดินแบบแปรผันที่ปรับความยาวตามจังหวะการจุดระเบิดเพื่อเพิ่มการประจุไอดีอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบบริหารจัดการการจ่ายเชื้อเพลิงเบนซินแบบฉีดตรง (GDI) ที่ 350 บาร์ ประกอบด้วยปั๊มเชื้อเพลิง 2 ชุด รางหัวฉีด 4 ราง พร้อมเซ็นเซอร์วัดแรงดัน ระบบควบคุมแรงดันแบบปิด และหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยลดการปล่อยมลพิษและอนุภาคได้ 30% เมื่อเทียบกับ 812 Superfast
ระบบจุดระเบิดใช้ ECU (ION 3.1) พร้อมระบบตรวจจับไอออนเพื่อควบคุมจังหวะการจุดระเบิดอย่างต่อเนื่อง ปั๊มน้ำมันเครื่องแบบแปรผันรุ่นใหม่ ควบคุมแรงดันน้ำมันอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงการทำงาน ลดการเสียดสีและเพิ่มสมรรถนะเชิงกล ด้วยการใช้น้ำมันเครื่องความหนืดต่ำกว่าปกติ
แชสซีส์และโครงสร้าง: เทคโนโลยี F1 สู่รถสปอร์ต
แชสซีส์ทั้งหมดของ Daytona SP3 สร้างขึ้นจากวัสดุผสม โดยใช้เทคโนโลยีเดียวกับรถแข่งฟอร์มูลา 1 ซึ่งไม่เคยปรากฏในรถยนต์ทั่วไปมาก่อนนับตั้งแต่ LaFerrari โครงสร้างน้ำหนักเบาและมีอัตราส่วนความแข็งแรง/น้ำหนักโครงสร้างที่น่าทึ่ง เบาะนั่งถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแชสซีส์เพื่อลดน้ำหนักและมอบตำแหน่งการขับขี่แบบรถแข่งจริง
การใช้วัสดุคอมโพสิตสำหรับอากาศยาน เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ T800 สำหรับห้องโดยสาร วิศวกรได้วางผ้าคาร์บอนไฟเบอร์ด้วยมืออย่างพิถีพิถัน คาร์บอนไฟเบอร์ T-1000 ใช้กับประตูและธรณีประตูเพื่อปกป้องห้องโดยสารหากเกิดการชน เคฟลาร์ถูกใช้ในบริเวณที่มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุและได้รับแรงกระแทก การอบชิ้นส่วนใน Autoclave ด้วยเทคนิคเดียวกับรถแข่งฟอร์มูลา 1 ช่วยให้ได้ชิ้นงานที่สมบูรณ์แบบ
อากาศพลศาสตร์: ประสิทธิภาพที่ไร้ที่ติ โดยไม่ต้องพึ่งพาปีกแอคทีฟ
การออกแบบอากาศพลศาสตร์ของ Daytona SP3 มุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการใช้ชุดแอร์โรแบบตายตัวเพียงอย่างเดียว โดยมีคุณสมบัติที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น ปล่องที่ดึงอากาศแรงดันต่ำออกจากใต้ท้องรถ ทำให้ Daytona SP3 เป็นรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพตามหลักอากาศพลศาสตร์มากที่สุดเท่าที่ Ferrari เคยสร้างมา โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์แอคทีฟใดๆ
การจัดการกระแสลมร้อนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดเลย์เอาต์ที่ผสานกับอากาศพลศาสตร์โดยรวม การเพิ่มกำลังของเครื่องยนต์หมายถึงการเพิ่มพลังงานความร้อนที่จะต้องกระจายออกไป จึงต้องเพิ่มปริมาณสารหล่อเย็น การออกแบบจึงให้ความสำคัญสูงสุดกับชุดพัดลมระบายอากาศ ช่องเปิดบริเวณใต้ท้องรถ และท่อดักอากาศ ได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มขนาดหม้อน้ำด้านหน้า
การวิจัยส่วนใหญ่เน้นไปที่ดีไซน์ด้านข้างตัวถัง ซึ่งได้เปรียบจากการจัดวางแผงระบายความร้อนของน้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่องที่ย้ายมาติดตั้งไว้กึ่งกลางรถ ปีกข้างได้ประโยชน์จากการจัดวางมวลที่แผ่กระจาย ปล่องดักอากาศของแผงระบายความร้อนในแชสซีส์ถูกย้ายมาด้านหน้า โป่งซุ้มล้อกลายเป็นพื้นที่สำหรับช่องดักอากาศที่ระบายความร้อนหม้อน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฝาครอบเครื่องยนต์มีโครงสร้างแบบโครงสันหลังเพื่อส่งอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ไอดีของเครื่องยนต์ และระบายอากาศร้อนออกจากห้องเครื่อง
บริเวณใต้ท้องรถได้รับการออกแบบเพื่อเพิ่มสมรรถนะโดยรวม ด้วยการใช้ชุดอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดการจัดเรียงกระแสอากาศแบบเฉพาะจุด การลดความสูงของใต้ท้องรถ ทำให้ตำแหน่งดูดอากาศใกล้พื้นถนนยิ่งขึ้น ส่วนโค้งสองคู่ก่อนถึงล้อหน้า สร้างอากาศที่ทรงพลังและเสถียร โต้ตอบกับใต้ท้องรถและล้อหน้าเพื่อเพิ่มแรงกดและลดแรงต้าน
สปอยเลอร์หลังคือจุดสำคัญในการพัฒนาแรงกด เพื่อให้ได้สมดุลแรงกดระหว่างด้านหน้าและด้านหลังที่ถูกต้อง ทีมวิศวกรใช้ประโยชน์จากการปรับตำแหน่งช่องรับอากาศของเครื่องยนต์และไฟท้ายที่ออกแบบใหม่ ทำให้สามารถขยายความกว้างของสปอยเลอร์ออกไปด้านข้างได้เต็มพื้นที่รถ เพิ่มดาวน์ฟอร์ซโดยปราศจากแรงต้านใดๆ
ปล่องบริเวณพื้นรถเชื่อมต่อกับบานเกล็ดระบายอากาศในซุ้มล้อหลังผ่านช่องดักอากาศแนวตั้ง แรงดูดตามธรรมชาติจากความโค้งของโป่งล้อ เพิ่มการไหลเวียนอากาศผ่านปล่อง สร้างการเชื่อมโยงแบบไดนามิกต่อการไหลระหว่างกระแสอากาศใต้ท้องรถและด้านบนของตัวถัง ประโยชน์ที่ได้รับ ได้แก่ ลดแรงต้านของใต้ท้องรถ เพิ่มแรงกด ทำให้สมดุลแอร์โรขยับมาด้านหน้า และทำให้สปอยเลอร์หลังได้รับประโยชน์จากการไหลของอากาศที่ปล่อยออกมาจากบานเกล็ดบนโป่งล้อ
ดิฟฟิวเซอร์ขยายปริมาตรทั้งในแนวตั้งและแนวนอน การติดตั้งท่อไอเสียไว้ส่วนกลางด้านบนของดิฟฟิวเซอร์ ทำให้มีพื้นที่ว่างเพียงพอให้ใช้ดิฟฟิวเซอร์แบบคู่ เกิดเป็นรูปทรงโค้งแบบสะพานที่ดูราวกับลอยตัวแยกออกมาจากท้ายรถ
สมรรถนะ: อัตราเร่งที่เหนือจินตนาการ
การผสมผสานนวัตกรรมทางเทคนิคอย่างชาญฉลาด ทั้งระบบส่งกำลัง อากาศพลศาสตร์ และระบบรองรับ ส่งผลให้ Daytona SP3 สามารถเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.85 วินาที และใช้เวลาเพียง 7.4 วินาที ในการทะยานจาก 0-200 กม./ชม. ประสิทธิภาพที่เร้าใจ การปรับแต่งขั้นสูงสุด และซาวด์แทร็คอันไพเราะจากขุมพลัง V12 มอบประสบการณ์ที่เหนือกว่า Ferrari ทุกรุ่นที่เคยสร้างมา
Ferrari Icona: นิยามใหม่ของยนตรกรรมสไตล์คลาสสิก
ซีรีส์ Icona ของ Ferrari คือการเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ด้วยการนำสไตล์ที่เหนือกาลเวลาของรถยนต์อันโดดเด่นที่สุดมาตีความใหม่ ให้เป็นรูปลักษณ์ที่ทันสมัยสุดขีด โดยใช้วัสดุและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด Daytona SP3 คือตัวแทนของจิตวิญญาณ Icona ที่แท้จริง ผสมผสานมรดกแห่งความสำเร็จในอดีต เข้ากับนวัตกรรมแห่งอนาคต
Ferrari Daytona SP3 ไม่ใช่เพียงซูเปอร์คาร์ แต่คือผลงานศิลปะที่ขับเคลื่อนได้ คือการเดินทางสู่รากเหง้าแห่งความเป็น Ferrari และก้าวไปสู่อนาคตที่ไร้ขีดจำกัด หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของรถยนต์คลาสสิก ผสมผสานกับเทคโนโลยีสุดล้ำ และปรารถนาประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ การค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเรา จะเป็นก้าวแรกสู่การเป็นเจ้าของตำนานบทใหม่นี้.

