Ferrari Daytona SP3: สุนทรียภาพแห่งจิตวิญญาณม้าลำพอง สู่ขีดสุดแห่งนวัตกรรมยนตรกรรมแห่งอนาคต
ในโลกแห่งซูเปอร์คาร์ระดับสูง การก้าวข้ามขีดจำกัดของเทคโนโลยีและศิลปะการออกแบบคือสิ่งที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้ง เฟอร์รารี หนึ่งในแบรนด์ที่เปี่ยมด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ต ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว Ferrari Daytona SP3 รถสปอร์ตในตระกูล Icona รุ่นล่าสุด ที่ไม่เพียงแต่สืบทอดจิตวิญญาณแห่งตำนาน แต่ยังก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในปี 2025 บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกทุกมิติของ Daytona SP3 ซูเปอร์คาร์เปิดประทุนแบบ Targa ที่ผลิตจำนวนจำกัดคันนี้ จากแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ สู่การรังสรรค์ผลงานชิ้นเอกที่สะท้อนถึงความเป็นเลิศของ Ferrari อย่างแท้จริง
รำลึกถึงชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์: จุดกำเนิดของ Ferrari Daytona SP3
ชื่อ “Daytona SP3” ไม่ใช่เพียงแค่ชื่อรุ่น แต่เป็นการเชิดชูเกียรติแก่ชัยชนะอันน่าจดจำของ Ferrari ในการแข่งขัน 24 Hours of Daytona เมื่อปี 1967 ซึ่งเป็นปีที่ทีมม้าลำพองสามารถกวาด 3 อันดับแรกไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่ ณ สนามแข่งที่เปรียบเสมือนบ้านของ Ford การคว้าชัยของรถแข่งในตำนานอย่าง 330 P3/4, 330 P4 และ 412 P แสดงถึงจุดสูงสุดของการพัฒนาเทคโนโลยีรถสปอร์ตต้นแบบในยุค 1960 ภายใต้การนำของ Mauro Forghieri หัวหน้าวิศวกรผู้ชาญฉลาด รถทั้งสามคันนี้ได้รับการปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญในด้านเครื่องยนต์ ช่วงล่าง และอากาศพลศาสตร์ ถือเป็นยุคทองของการแข่งขันรถแบบล้อปิด (Closed Wheel) ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจหลักให้กับวิศวกรและนักออกแบบของ Ferrari มาอย่างต่อเนื่อง
Ferrari Daytona SP3 คือการนำตำนานอันยิ่งใหญ่นั้นกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เป็นการแสดงความเคารพต่อรถสปอร์ตต้นแบบที่สร้างชื่อเสียงให้ Ferrari เป็นที่รู้จักในวงการมอเตอร์สปอร์ตอย่างเหนือชั้น โดยถูกเปิดตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการ ณ Mugello Circuit ในงาน 2021 Ferrari Finali Mondiali นับเป็นสมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูล Icona ที่เริ่มต้นขึ้นในปี 2018 ด้วยรุ่น Monza SP1 และ SP2
สุนทรียภาพแห่งการออกแบบ: ผสานเส้นสายอดีตกับอนาคต
การออกแบบของ Ferrari Daytona SP3 คือผลลัพธ์ของการผสมผสานอย่างชาญฉลาดระหว่างเส้นสายอันทรงพลังที่ตัดกัน จนเกิดเป็นงานประติมากรรมที่สง่างาม พื้นผิวที่เย้ายวนตัดกับเส้นสายคมกริบ เน้นย้ำถึงความใส่ใจในหลักอากาศพลศาสตร์ อันเป็นเอกลักษณ์ที่เห็นได้จากรถแข่งในตำนานอย่าง 330 P4, 350 Can-Am และ 512 S ตัวถังแบบ Targa พร้อมหลังคาแข็งที่ถอดออกได้ ถือเป็นดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากรถแข่งต้นแบบ
Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบ และทีมงานจาก Styling Center ได้นำเสนอแนวคิดที่ทะเยอทะยานอย่างสูง กลยุทธ์การออกแบบที่พิถีพิถันนี้ได้ตีความรถสปอร์ตต้นแบบในอดีตใหม่ ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่ร่วมสมัยอย่างแท้จริง
ตัวถังภายนอก: เริ่มต้นจากกระจกหน้าที่โอบโค้งเป็นต้นไป ห้องโดยสารของ Daytona SP3 ดูราวกับโดมที่ฝังตัวลงบนประติมากรรมอันเย้ายวน ซุ้มล้อหลังที่พลิ้วไหวอวดส่วนโค้งนูนสูงขึ้นมาจากมุมมองด้านข้าง สร้างสมดุลโดยรวมด้วยส่วนเว้าส่วนโค้งที่บึกบึน อันเป็นเอกลักษณ์ของงานฝีมือสไตล์อิตาเลียน ความต่อเนื่องลื่นไหลของมวลรวมหลอมเข้ากับพื้นผิวเฉียบคมได้อย่างลงตัว จนได้มาซึ่งสุนทรียะที่สมดุลกลมกลืน
โป่งล้อหน้าอันสง่างาม ยกย่องถึงความงามของรถสปอร์ตต้นแบบในอดีตอย่าง 512 S, 712 Can-Am และ 312 P รูปทรงของซุ้มล้อสื่อถึงมิติที่ทรงพลัง การใช้ความโค้งที่ไม่ได้ขนานไปตลอดแนวล้อ ปลายโป่งล้อที่นูนขึ้นจากเอวของรถ สร้างมัดกล้ามที่โอบล้อมล้อหน้าไว้ ก่อนจะค่อยๆ ลาดลง ให้มุมมองที่มีไดนามิกแก่ส่วนหน้าและข้างของตัวรถ
ประตูแบบ Butterfly ที่มีช่องดักอากาศเพื่อระบายความร้อนให้กับหม้อน้ำที่ติดตั้งไว้ด้านข้าง คือองค์ประกอบสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง การออกแบบนี้ทำให้ประตูมีช่วงไหล่ที่เด่นชัดจากการมีช่องรับอากาศ เชื่อมโยงทางสายตาตัดกับเส้นแนวตั้งของกระจกบังลมหน้า พื้นผิวของประตูที่มีสันทอดยาวไปถึงด้านหลังของซุ้มล้อหน้า ทำหน้าที่จัดการกระแสลมที่ออกมาจากล้อหน้า เสริมด้วยกลิ่นอายของรุ่น 512 S
กระจกมองข้างถูกย้ายจากส่วนหน้าของประตูมายังด้านบนของซุ้มล้อ เพื่อคงสไตล์รถสปอร์ตต้นแบบยุค 1960 ตำแหน่งนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มทัศนวิสัย แต่ยังลดผลกระทบต่อการไหลของกระแสอากาศไปยังช่องดักลมที่ประตู
ส่วนท้ายของรถเผยตัวตนที่แท้จริงได้อย่างชัดเจน บั้นท้ายที่ดูเย้ายวนเกิดจากการรวมกันของประตูสองระนาบและมัดกล้ามอันทรงพลังของซุ้มล้อหลัง ตำแหน่งจัดวางหม้อน้ำบริเวณข้างตัวรถช่วยให้สถาปัตยกรรมนี้สามารถปรับใช้ได้อย่างลงตัว
ด้านหน้าของ Daytona SP3 มีโป่งซุ้มล้อที่โค้งนูนทั้งด้านนอกและด้านใน ส่วนโค้งด้านในลาดลงไปยังช่องรับอากาศทั้งสองบนฝากระโปรงหน้า ทำให้โป่งล้อดูกว้างขึ้น กันชนหน้ามีกระจังตรงกลางขนาดใหญ่ ขนาบข้างด้วยแผงที่มาพร้อมครีบแนวนอนเรียงซ้อนกัน ไฟหน้ามีแผ่นปิดด้านบนแบบเลื่อนเปิด-ปิด ได้ ชวนให้นึกถึงไฟหน้าแบบป๊อปอัพของซูเปอร์คาร์ยุคแรกๆ ครีบสองชิ้นที่อ้างอิงมาจาก Aeroflick ของรุ่น 330 P4 ยื่นออกมาจากขอบล่างของไฟหน้า เสริมด้วยชุดแอร์โรที่มีส่วนช่วยในเรื่องแรงกด
ตัวถังส่วนหลังออกแบบโป่งล้อหลังด้วยธีมส่วนโค้งคู่เช่นเดียวกับล้อหน้า ช่องระบายอากาศเพิ่มมุมมองแบบสามมิติ ห้องโดยสารขนาดกะทัดรัดและลาดเอียงผสานเข้ากับโป่งทั้งสองจนได้ท้ายรถที่ดูทรงพลัง องค์ประกอบแบบโครงสันหลังที่ได้แรงบันดาลใจจาก 330 P4 สะท้อนถึงหัวใจ V12 อันเป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari Icona ชุดครีบเรียงอากาศแนวนอนเติมเต็มส่วนท้ายให้ดูดุดัน หนักแน่นกำยำ ส่งให้ Daytona SP3 สะท้อนทั้งความล้ำยุคและเอกลักษณ์ของ Ferrari DNA
ห้องโดยสาร: แม้กระทั่งภายในค็อกพิตของ Daytona SP3 ก็ได้รับแรงบันดาลใจจาก Ferrari ในตำนานอย่าง 330 P3/4, 312 P และ 350 Can-Am จากจุดเริ่มต้นด้วยการใช้แชสซีประสิทธิภาพสูง นักออกแบบได้สร้างพื้นที่ที่ได้รับการขัดเกลาอย่างพิถีพิถัน เพื่อมอบความสะดวกสบายและสามารถใช้งานได้ครอบคลุมของรถ Grand Tourer
แดชบอร์ดที่ใช้งานได้จริงให้ความรู้สึกร่วมสมัย เบาะนั่งที่เคยถูกบุเข้ากับแชสซีโดยตรงของรถแข่งต้นแบบ ได้รับการปรับให้เป็นเบาะที่รวมเป็นส่วนหนึ่งของตัวถังรถ สร้างความต่อเนื่องของพื้นผิวกับชิ้นส่วนตกแต่งโดยรอบอย่างเรียบเนียน
กระจกหน้าโอบโค้งส่งผลบวกต่อการออกแบบภายใน เมื่อมองจากด้านข้าง จะเห็นส่วนตัดจากด้านบนของกรอบกระจกหน้า ทำให้เกิดระนาบแนวตั้งที่แยกค็อกพิตออกเป็นสองส่วน แบ่งพื้นที่แดชบอร์ดที่ติดตั้งมาตรวัดต่างๆ ออกจากส่วนเบาะนั่ง สถาปัตยกรรมนี้บรรลุเป้าหมายที่ยากลำบากในการให้ทั้งความสปอร์ตแบบสุดขีดและความสง่างาม
จุดมุ่งหมายของห้องโดยสารคือการรับประกันว่าทั้งคนขับและผู้โดยสารจะมีสภาพแวดล้อมการขับขี่ที่สะดวกสบาย โดยนำพื้นฐานรถแข่งมาปรับใช้ แนวคิดหลักคือการขยายห้องโดยสารให้กว้างขึ้น ด้วยการสร้างช่องว่างระหว่างแดชบอร์ดและเบาะนั่งทั้งสอง วัสดุแบบเดียวกับที่ใช้หุ้มเบาะถูกนำไปใช้ตลอดแนวจนถึงแผงประตู
แดชบอร์ดที่เพรียวบางและกว้างเต็มพื้นที่ ดูราวกับลอยตัวอยู่เหนือชิ้นส่วนโดยรอบ มีการตกแต่งแยกเป็น 2 ระดับ ระบบควบคุมแบบสัมผัส Human-Machine Interface (HMI) ถูกจัดรวมไว้ที่ส่วนล่างเพื่อความง่ายในการใช้งาน
เบาะนั่งที่รวมกับแชสซี ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ พนักพิงศีรษะอ้างอิงมาจากรถแข่ง แต่เป็นแบบแยกชิ้นออกมา ชุดแป้นเหยียบแบบปรับเลื่อนจะช่วยให้คนขับได้ตำแหน่งการขับขี่ที่เหมาะสมที่สุด พวงมาลัยมาพร้อมระบบ HMI เช่นเดียวกับในรุ่น SF90 Stradale, Ferrari Roma, SF90 Spider และ 296 GTB ชุดควบคุมแบบสัมผัสช่วยให้ผู้ขับสามารถควบคุมการทำงานต่างๆ ได้ถึง 80% โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย ขณะที่จอมาตรวัดทรงโค้งขนาด 16 นิ้ว แบบความละเอียดสูง แสดงข้อมูลการขับขี่ได้อย่างครบถ้วน
ขุมพลัง V12 อันไร้เทียมทาน: สัมผัสแห่งประสิทธิภาพสุดขั้ว
หัวใจของ Ferrari Daytona SP3 คือเครื่องยนต์เบนซิน V12 แบบไม่มีระบบอัดอากาศ วางกลางลำ ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ Ferrari เคยสร้างมา เครื่องยนต์ F140HC นี้ พัฒนามาจากเครื่องยนต์ของรุ่น 812 Competizione แต่ได้รับการปรับปรุงเพื่อย้ายตำแหน่งวางกลางด้านหลัง อันเป็นรูปแบบพื้นฐานตามแบบฉบับรถแข่ง
ประสิทธิภาพสูงสุด: เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุดถึง 840 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 694 นิวตันเมตร ที่ 7,500 รอบ/นาที พร้อมรอบเครื่องยนต์สูงสุดที่ 9,500 รอบ/นาที นี่คือเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ Ferrari เคยสร้างมา ยิ่งไปกว่านั้น เสียงคำรามอันน่าประทับใจและทรงพลังตามแบบฉบับม้าลำพองหัวใจ V12 คือซาวด์แทร็คที่จะปลุกเร้าทุกโสตประสาท
นวัตกรรมเครื่องยนต์: การพัฒนาต่างๆ ได้เพิ่มสมรรถนะของระบบขับเคลื่อนจนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในรถกลุ่มนี้ น้ำหนักและแรงเฉื่อยของเครื่องยนต์ V12 ถูกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการใช้ก้านสูบไทเทเนียมน้ำหนักเบา ลูกสูบที่ผลิตจากวัสดุที่แตกต่าง สลักลูกสูบเคลือบ DLC (Diamond Like Carbon) และเพลาข้อเหวี่ยงถ่วงสมดุลใหม่ ระบบวาล์วแปรผันใช้ตัวกดวาล์วแบบสไลด์ที่นำมาจากรถแข่ง F1 ระบบไอดีได้รับการออกแบบใหม่ ท่อร่วมไอดีและท่อนำอากาศมีขนาดกะทัดรัดกว่าเดิม ลดความยาวโดยรวมของท่อทางเดิน เพื่อเพิ่มแรงบิดในทุกความเร็วรอบ
ระบบจ่ายเชื้อเพลิงและการจุดระเบิด: ระบบบริหารจัดการการจ่ายเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง (GDI) ได้รับการพัฒนาใหม่ ประกอบด้วยปั๊มเชื้อเพลิง 2 ชุด รางหัวฉีด 4 ราง พร้อมเซ็นเซอร์วัดแรงดัน ปรับปรุงการจ่ายเชื้อเพลิงเพื่อลดการปล่อยมลพิษและอนุภาคลง 30% เมื่อเทียบกับ 812 Superfast ระบบจุดระเบิดได้รับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วย ECU (ION 3.1) ซึ่งมีระบบตรวจจับไอออนเพื่อควบคุมจังหวะการจุดระเบิด
ระบบหล่อลื่น: ปั๊มน้ำมันเครื่องแบบแปรผันรุ่นใหม่ ควบคุมแรงดันน้ำมันได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงการทำงานของเครื่องยนต์ ลดการเสียดสีและเพิ่มสมรรถนะเชิงกล ด้วยการใช้น้ำมันเครื่องที่มีความหนืดน้อยกว่าปกติ
เทคโนโลยีแชสซีส์และอากาศพลศาสตร์: การผสมผสานที่ลงตัวของสมรรถนะและความแม่นยำ
Ferrari Daytona SP3 ไม่เพียงโดดเด่นด้วยขุมพลัง แต่ยังรวมถึงการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ในโครงสร้างตัวถังและระบบอากาศพลศาสตร์
แชสซีส์คอมโพสิต: แชสซีส์ทั้งหมดสร้างขึ้นจากวัสดุผสม ด้วยเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในรถแข่งฟอร์มูล่า 1 ไม่เคยมีปรากฏในรถถนนมาก่อนนับตั้งแต่ LaFerrari เบาะนั่งถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแชสซีส์เพื่อลดน้ำหนัก และให้ได้มาซึ่งตำแหน่งการขับขี่แบบรถแข่งจริง วัสดุคอมโพสิตสำหรับอากาศยาน เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ T800 สำหรับห้องโดยสาร และ T-1000 สำหรับประตูและธรณีประตู ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและลดน้ำหนัก
อากาศพลศาสตร์อันเหนือชั้น: การพัฒนาและออกแบบอากาศพลศาสตร์มุ่งเน้นไปยังประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการใช้ชุดแอร์โรแบบตายตัวเพียงอย่างเดียว ปล่องที่ดึงอากาศแรงดันต่ำออกจากใต้ท้องรถ ทำให้ Daytona SP3 เป็นรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพตามหลักอากาศพลศาสตร์มากที่สุดเท่าที่ Ferrari เคยสร้างมา โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์แอร์โรแบบ Active (ปรับอัตโนมัติ)
การออกแบบแผงระบายความร้อนของน้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่องที่ย้ายมาติดตั้งไว้กึ่งกลางของรถ พร้อมการออกแบบปีกข้างที่ผสานรวมกับประตูรถ ช่วยให้สามารถรวมช่องดักอากาศของแผงระบายความร้อนในแชสซีส์มาไว้ด้านหน้า โป่งซุ้มล้อกลายเป็นพื้นที่สำหรับช่องดักอากาศที่รับลมเข้ามาระบายความร้อนหม้อน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ฝาครอบเครื่องยนต์มีโครงสร้างแบบโครงสันหลังเพื่อส่งอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ไอดีของเครื่องยนต์ ตลอดจนระบายอากาศร้อนออกไปจากห้องเครื่อง ปล่องดักอากาศที่อยู่บริเวณส่วนฐานของโครงสันหลังช่วยลดระยะทางเดินของอากาศสู่แผ่นกรอง
พื้นที่ใต้ท้องรถได้รับการพัฒนาอย่างพิถีพิถัน ด้วยการใช้ชุดอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดการจัดเรียงกระแสอากาศแบบเฉพาะจุด การลดความสูงของใต้ท้องรถยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพให้กับอุปกรณ์โดยใช้ประโยชน์จากเอฟเฟกต์ที่เกิดขึ้น
สปอยเลอร์หลังคือจุดที่มีความสำคัญสูงสุดในการพัฒนาพื้นที่ของดาวน์ฟอร์ซ ด้วยการขยายความกว้างของสปอยเลอร์ออกไปด้านข้างและด้านหลัง เพิ่มดาวน์ฟอร์ซโดยปราศจากแรงต้านใดๆ
ปล่องบริเวณพื้นรถเชื่อมต่อกับบานเกล็ดระบายอากาศที่เป็นส่วนหนึ่งของซุ้มล้อหลัง ผ่านช่องดักอากาศแนวตั้ง แรงดูดตามธรรมชาติที่เกิดจากความโค้งของโป่งล้อ ช่วยเพิ่มการไหลเวียนอากาศผ่านปล่อง และสร้างการเชื่อมโยงแบบไดนามิกต่อการไหลระหว่างกระแสอากาศใต้ท้องรถและด้านบนของตัวถัง
ดิฟฟิวเซอร์ท้ายรถได้รับการขยายปริมาตรทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ด้วยการติดตั้งท่อไอเสียไว้ส่วนกลางด้านบนของดิฟฟิวเซอร์ จึงมีพื้นที่ว่างเหลือมากพอให้ใช้ดิฟฟิวเซอร์แบบคู่ สร้างรูปทรงโค้งแบบสะพานที่ดูราวกับลอยตัวแยกออกมาจากท้ายรถ
สมรรถนะอันน่าทึ่ง: สถิติใหม่ที่ถูกทลาย
การผสมผสานนวัตกรรมทางเทคนิคอย่างชาญฉลาดทั้งระบบส่งกำลัง อากาศพลศาสตร์ และระบบรองรับ ส่งผลให้ Ferrari Daytona SP3 สามารถ:
เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.85 วินาที
ใช้เวลาเพียง 7.4 วินาที ในการทะยานจาก 0-200 กม./ชม.
อัตราส่วนน้ำหนักต่อแรงม้าที่ยอดเยี่ยม และการกระจายน้ำหนักที่สมบูรณ์แบบ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ การปรับแต่งขั้นสูงสุด และซาวด์แทร็คอันไพเราะจากขุมพลัง V12 มอบสิ่งที่เหนือกว่าประสบการณ์รถยนต์ทั่วไป
Ferrari Icona Series: การเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์ สู่ยุคใหม่แห่งนวัตกรรม
ซีรีส์ Icona ของ Ferrari คือการเฉลิมฉลองประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์ นำสไตล์ที่เหนือกาลเวลาของรถยนต์อันโดดเด่นที่สุด มาตีความใหม่ให้เป็นรูปลักษณ์ที่ทันสมัยสุดขีด โดยใช้วัสดุและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน
แนวคิดในการรับแรงบันดาลใจจากช่วงเวลาสำคัญๆ ในประวัติศาสตร์ คือแก่นแท้ของแนวคิด Icona ไม่ใช่เพียงการนำสไตล์ในอดีตมาใช้ซ้ำ แต่เป็นการกลั่นกรองแก่นแท้ของยุคสมัยนั้นๆ และใช้เป็นปัจจัยเพื่อสร้างแนวคิดใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากพอที่จะกลายเป็นไอคอนสำหรับคนรุ่นต่อไปในอนาคต
รถ Icona ทุกรุ่นมีความพิเศษที่ไม่มีให้เห็นในรถรุ่นปกติ มุ่งเป้าไปที่ลูกค้าและนักสะสมชั้นนำของ Ferrari ที่ภาคภูมิใจในความเป็นม้าลำพองอย่างแท้จริง
บทสรุป: นิยามใหม่ของซูเปอร์คาร์เปิดประทุน
Ferrari Daytona SP3 คือการผสานรวมทุกองค์ประกอบของความเป็นเลิศแห่ง Ferrari เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ แต่คือผลงานศิลปะที่เคลื่อนที่ได้ คือประติมากรรมแห่งวิศวกรรม คือตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสที่สุดแห่งสมรรถนะ สุนทรียศาสตร์ และประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ Ferrari Daytona SP3 คือที่สุดของคำตอบ
หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของ Ferrari และปรารถนาที่จะครอบครองสุดยอดยนตรกรรมที่สะท้อนถึงความหลงใหลและนวัตกรรมอย่างแท้จริง การได้สัมผัสและเป็นเจ้าของ Ferrari Daytona SP3 คือการก้าวเข้าสู่โลกแห่งความเป็นที่สุดที่ Ferrari มอบให้.

