Ferrari 12Cilindri: นิยามใหม่แห่งซูเปอร์คาร์ GT ที่ผสานจิตวิญญาณแห่งตำนานกับนวัตกรรมแห่งอนาคต
ในโลกแห่งซูเปอร์คาร์ที่มีการแข่งขันสูง การก้าวข้ามขีดจำกัดและสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนถึงความเป็นเลิศทางวิศวกรรมและการออกแบบถือเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ และ Ferrari 12Cilindri ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พวกเขาสามารถทำเช่นนั้นได้อย่างไร้ที่ติ ไม่เพียงแค่การเป็นเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุดจากค่ายม้าลำพอง แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานของรถยนต์ Gran Turismo (GT) ให้สูงขึ้นไปอีกขั้น การันตีด้วยรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง Car Design Award 2025 ตอกย้ำถึงความโดดเด่นด้านการออกแบบที่ล้ำสมัยแต่ยังคงไว้ซึ่งรากฐานอันแข็งแกร่ง
ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ในวงการยานยนต์มาเกือบหนึ่งทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการของรถยนต์สมรรถนะสูงมากมาย แต่ Ferrari 12Cilindri นั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง การได้สัมผัสและทดลองขับ ทำให้ผมเชื่อมั่นว่า นี่คือผลงานชิ้นเอกที่ผสานจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิกเข้ากับเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้อย่างลงตัว เป็นการเดินทางที่น่าตื่นเต้นในการสำรวจทุกมิติของซูเปอร์คาร์ Ferrari 12Cilindri คันนี้
Car Design Award 2025: รางวัลที่สะท้อนความยอดเยี่ยมด้านการออกแบบ
การได้รับรางวัล Car Design Award 2025 ในหมวด Production Cars ถือเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จด้านการออกแบบของ Ferrari 12Cilindri รางวัลนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเวทีที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในระดับโลกด้านการออกแบบยานยนต์ ไม่ได้มอบให้แก่รถยนต์ที่มีเพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังพิจารณาถึงนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสารคุณค่าของแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คณะกรรมการได้กล่าวชื่นชม Ferrari 12Cilindri ว่าเป็น “สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์” ซึ่งเป็นคำอธิบายที่ตรงประเด็นอย่างยิ่ง การออกแบบนี้ไม่ได้มองย้อนกลับไปเพียงเพื่อเลียนแบบ แต่เป็นการตีความมรดกอันยาวนานของ Ferrari ในรูปแบบที่ทันสมัยและเข้ากับยุคปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ สำหรับ Ferrari การได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ถือเป็นครั้งที่ 5 นับตั้งแต่ปี 1984 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสม่ำเสมอและความเป็นเลิศด้านการออกแบบของแบรนด์มาอย่างต่อเนื่อง
พิธีมอบรางวัลซึ่งจัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์ ADI Design Museum ในมิลาน เป็นส่วนหนึ่งของงาน Milan Design Week อันทรงเกียรติ การที่ Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Ferrari ได้ขึ้นรับรางวัลในฐานะตัวแทนทีมออกแบบ สะท้อนให้เห็นถึงความภาคภูมิใจและการทำงานเป็นทีมที่หลอมรวมความคิดสร้างสรรค์และวิศวกรรมเข้าด้วยกัน
Car Design Award ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 โดยมีเป้าหมายเพื่อยกย่องโครงการออกแบบที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ การคัดเลือกผู้ชนะมาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเป็นตัวแทนจากสื่อมวลชนยานยนต์ชั้นนำระดับสากล ทำให้รางวัลนี้มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง
Ferrari ที่เคยได้รับรางวัล Car Design Award:
Ferrari Testarossa (1985): ไอคอนแห่งยุค 80 ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์
Ferrari Roma (2020): การตีความ “La Dolce Vita” ในรูปแบบรถสปอร์ต GT ที่สง่างาม
Ferrari 296 GTB (2022): ซูเปอร์คาร์ไฮบริดที่ผสานสมรรถนะและดีไซน์ได้อย่างลงตัว
Ferrari Purosangue (2023): รถยนต์สไตล์ “all-road” ที่สร้างนิยามใหม่ให้กับแบรนด์
Ferrari 12Cilindri (2025): บทพิสูจน์แห่งยุคปัจจุบันที่ผสมผสานมรดกและความล้ำสมัย
นอกจากนี้ ทีมออกแบบของ Ferrari ยังได้รับรางวัลในหมวด Brand Design Language จาก Purosangue ในปีเดียวกันอีกด้วย การที่ Ferrari 12Cilindri ได้รับการยกย่องในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของ Ferrari ในการนำเสนอรถยนต์ที่ตอบสนองทั้งความต้องการด้านสมรรถนะอันสุดขั้ว และความงามสง่าเหนือกาลเวลา
การออกแบบของ Ferrari 12Cilindri: รากเหง้าแห่งอดีต สู่เส้นทางแห่งอนาคต
หัวใจหลักของการออกแบบ Ferrari 12Cilindri คือการผสานจิตวิญญาณของ Ferrari Gran Turismo ในยุค 1950s และ 60s เข้ากับเทคโนโลยีและหลักการออกแบบสมัยใหม่ การถ่ายทอดเอกลักษณ์ของรถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องยนต์วางหน้า แบบ 2 ที่นั่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Ferrari V12 มาสู่ยุคปัจจุบันอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านดีไซน์ ความอเนกประสงค์ และสมรรถนะ
รูปลักษณ์ภายนอกของ 12Cilindri สะท้อนถึงความสปอร์ต ความหรูหรา และความประณีตในทุกเส้นสาย เส้นสายตัวถังที่เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความทรงพลัง ถูกเสริมด้วยนวัตกรรมที่สำคัญ เช่น:
แอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ (Active Aerodynamics): เทคโนโลยีที่ทำงานอย่างแนบเนียน ผสานเข้ากับตัวรถเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะและการทรงตัว โดยไม่กระทบต่อความสวยงามของรูปทรง
ฝากระโปรงหน้าที่เปิดย้อนทาง (Forward-hinged Hood): การออกแบบที่ชวนให้นึกถึงรถคลาสสิก แต่ยังคงประโยชน์ใช้สอยในการเข้าถึงขุมพลัง V12 อันงดงาม
ท่อไอเสียคู่แบบ Twin Pair: สัญลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari V12 ที่สะท้อนถึงพละกำลังที่ซ่อนอยู่
การออกแบบเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่การตกแต่ง แต่เป็นการยกระดับมรดกของ Ferrari ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่สื่อสารตัวตนของแบรนด์, สมรรถนะที่เหนือชั้น, และความสะดวกสบายในการขับขี่ที่ทำให้เป็นรถ GT ที่สมบูรณ์แบบ
เมื่อมองเผินๆ อาจมีบางส่วนที่ชวนให้นึกถึง Ferrari F80 หรือ Ferrari 365 GTB/4 Daytona ในมุมด้านหน้า แต่ 12Cilindri มีความแตกต่างที่ชัดเจน การออกแบบด้านข้างบริเวณประตูที่เน้นความโค้งมนนุ่มนวล ตัดกับภาพลักษณ์ที่เน้นความดุดันของรุ่นก่อนๆ ทำให้ 12Cilindri มีกลิ่นอายของความกระชับ เรียบหรู และมีมัดกล้ามเนื้อตามสไตล์ Ferrari ยุค 50s-60s ที่ได้รับการตีความใหม่
ด้านหน้าโดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมที่ด้านล่างมีไฟ DRL (Daytime Running Lights) คาดด้วยแถบสีดำพร้อมวางโลโก้ Ferrari ขนาดเล็กตรงกลาง ให้ความรู้สึกแบบเรโทรที่ลงตัว กระจังหน้าแบบตะแกรงสีดำ พร้อมเซ็นเซอร์ ช่วยในการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ V12 ขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้ฝากระโปรง ฝากระโปรงหน้ามีความยาว สื่อถึงการวางเครื่องยนต์ V12 NA ที่อาจเป็นเครื่องยนต์ V12 รุ่นสุดท้ายของ Ferrari ก็เป็นได้
เมื่อมองที่ด้านข้าง จะเห็นความโค้งมนเป็นมัดกล้ามเนื้อที่ชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณโป่งล้อหน้า ซึ่งเกิดจากการออกแบบฝากระโปรงหน้าที่เชื่อมต่อกับส่วนนี้ สร้างมิติที่น่าเกรงขาม ช่องระบายลมใต้โป่งล้อบริเวณหลังล้อหน้า ทำหน้าที่จัดระเบียบการไหลเวียนของอากาศได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งแตกต่างจาก Ferrari 812 Superfast ที่เน้นความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวเป็นหลัก
ในส่วนของล้อ มาพร้อมล้อและยางขนาด 275/35 R21 สำหรับล้อหน้า และ 315/35 R21 สำหรับล้อหลัง แม้จะดูเหมือนยางจะบางเมื่อเทียบกับขนาดล้อ แต่เมื่อได้สัมผัสการขับขี่แล้ว จะพบว่าความรู้สึกนั้นเกินความคาดหมาย ระบบเบรกถูกยกชุดมาจากรถตัวท็อปอย่าง SF90 และ 296 เป็นระบบเบรกแบบ Brake-by-wire ทำงานร่วมกับระบบ ABS Evo และ Virtual Short Wheelbase 3.0 (PCV) เพื่อการควบคุมที่แม่นยำและเฉียบคม ระบบรักษาการทรงตัว Slide Slip Control 8.0 (SSC 8.0) ที่ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ 6D ช่วยวิเคราะห์แรงยึดเกาะแบบ Real-time ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ในทุกสถานการณ์
การออกแบบท้ายรถผสมผสานความทันสมัยกับกลิ่นอายความเรโทรอย่างลงตัว ด้านท้ายที่แบนราบคล้าย SF90 แต่ไฟท้ายมีความคล้ายคลึงกับ Roma ดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ช่วยเรื่องการรีดอากาศ ถือเป็นการออกแบบท้ายรถที่สวยงามและมีความร่วมสมัยอย่างยิ่ง บริเวณฝากระโปรงท้ายมีแถบสีดำที่อาจทำหน้าที่เป็นสปอยเลอร์แบบ Active ที่ทำงานในช่วงความเร็ว 60 กม./ชม. ขึ้นไป เพื่อเพิ่มแรงกดอากาศ พื้นที่เก็บสัมภาระเพียงพอสำหรับกระเป๋าเดินทาง 1 ใบ และกระเป๋าเป้เล็กๆ อีก 1 ใบ
การออกแบบภายใน: ความหรูหรา ผสมผสานเทคโนโลยีแห่งอนาคต
ภายในของ Ferrari 12Cilindri สะท้อนถึงความเป็น Ferrari GT รุ่นเรือธงอย่างแท้จริง การเลือกใช้วัสดุระดับพรีเมียม เช่น หนัง, หนังกลับ Alcantara, และคาร์บอนไฟเบอร์ สร้างบรรยากาศที่หรูหราและสปอร์ต การออกแบบสไตล์ Dual Cockpit มอบความรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนตัวให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร คอนโซลกลางแบ่งแยกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน
จุดเด่นคือหน้าจอแสดงผลที่ครอบคลุม:
หน้าจอมาตรวัดผู้ขับขี่ (15.6 นิ้ว): แสดงข้อมูลสำคัญทั้งหมด รวมถึงสมรรถนะของรถ
หน้าจอกลาง (10.25 นิ้ว): รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto สามารถแสดงข้อมูลการขับขี่และฟังก์ชันต่างๆ
หน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้า (8.8 นิ้ว): แสดงข้อมูลความเร็วและรอบเครื่องยนต์ ให้ความรู้สึกเหมือนเป็น Co-Driver
ใต้หน้าจอมีป้ายรุ่น 12Cilindri พร้อมด้วยระบบเครื่องเสียง 15 ลำโพงจาก Burmester Audio System มอบประสบการณ์เสียงที่สมบูรณ์แบบ
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นพร้อม Paddle Shift เป็นศูนย์รวมการควบคุมทุกอย่างสำหรับผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นปุ่มสตาร์ท, ปุ่มปรับโหมดการขับขี่, ไฟเลี้ยว, และปุ่มควบคุมอื่นๆ การออกแบบเช่นนี้พบได้ในรถยนต์รุ่นเรือธงหลายรุ่นของ Ferrari เช่น SF90
บริเวณคอนโซลกลางมีที่วางแก้วน้ำ 1 จุด และยังมีที่เก็บขวดน้ำที่ประตูทั้งสองฝั่ง ระบบเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch DCT F1 แบบ 8 จังหวะ ถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับคันเกียร์แบบแมนวลยุคเรโทรของ Ferrari เป็นการผลักก้านเล็กๆ ขึ้นลงเพื่อเข้าเกียร์ ถัดลงมาเป็นที่วางกุญแจ พร้อมปุ่มเปิด-ปิดกระจก และในรุ่น Spider จะมีปุ่มเปิด-ปิดหลังคาเพิ่มเข้ามา
เบาะนั่งทรงสปอร์ต สไตล์รถแข่ง GT ที่มีฐานเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ หุ้มด้วยหนังหรือ Alcantara ตามออปชั่นที่เลือก ที่วางแขนตรงกลางอาจดูเล็กไปบ้าง แต่สามารถเปิดเพื่อเก็บของได้ บริเวณเท้าฝั่งผู้โดยสารมีแป้นรองรับเท้ามาให้
ขุมพลัง V12 NA: หัวใจที่เต้นแรงและทรงพลัง
Ferrari 12Cilindri ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V12 NA ความจุ 6.5 ลิตร (6,496 ซีซี) วางหน้าค่อนกลาง ระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงแบบ Direct Injection แรงอัด 350 บาร์ มอบกำลังสูงสุด 830 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 678 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบ/นาที
เครื่องยนต์นี้เป็นการพัฒนาต่อยอดจากเครื่องยนต์ V12 ใน 812 Superfast โดยมีการใช้วัสดุไทเทเนียมในชิ้นส่วนข้อเหวี่ยงเพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดถึง 40% เมื่อเทียบกับเหล็กหล่อ นอกจากนี้ยังมีการใช้อะลูมิเนียมอัลลอยในการผลิตหัวลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยง รวมถึงการนำเทคโนโลยีจาก Formula 1 เช่น Diamond-Like-Carbon Coating เพื่อลดแรงเสียดทานภายในและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงกล
กำลังจากเครื่องยนต์ V12 นี้ถูกส่งผ่านเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch DCT F1 แบบ 8 จังหวะลูกใหม่ที่ฉลาดและเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วขึ้น ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) พร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อ
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 2.9 วินาที (Coupe) / 2.95 วินาที (Spider)
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: 7.9 วินาที (Coupe) / 8.2 วินาที (Spider)
ความเร็วสูงสุด: 340 กม./ชม.
น้ำหนักตัวถัง: 1,560 กก. (Coupe) / 1,620 กก. (Spider)
อัตราส่วนน้ำหนักหน้า:หลัง: 48.4:51.6
โครงสร้างตัวถัง: แข็งแกร่ง เบา และยั่งยืน
แชสซีส์และโครงสร้างตัวถังของ Ferrari 12Cilindri ได้รับการพัฒนาใหม่ให้มีความแข็งแรงขึ้น 15% และสามารถซับเสียงได้ดีกว่า 812 Superfast โดยที่น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น สิ่งที่น่าประทับใจคือ การเป็นรถยนต์ Production Car คันแรกของ Ferrari ที่นำอัลลอยด์รีไซเคิล 100% มาใช้เป็นชิ้นส่วน Subframe เกียร์ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในด้านความยั่งยืน
มิติตัวถัง:
ยาว: 4,733 มม.
กว้าง: 2,176 มม.
สูง: 1,292 มม.
ระยะฐานล้อ: 2,700 มม.
การที่ตัวถังมีน้ำหนักเบาและแข็งแรงขึ้น ช่วยให้วิศวกรสามารถปรับแต่งช่วงล่างให้มีความนุ่มนวลมากขึ้น รวมถึงการปรับฐานล้อให้สั้นลงเพื่อเพิ่มความกระฉับกระเฉง และความสูงและความกว้างที่เพิ่มขึ้น ทำให้การขับขี่ใช้งานในชีวิตประจำวันสะดวกสบายยิ่งขึ้น แม้ความยาวอาจต้องใช้การกะระยะที่คุ้นเคยบ้าง
ทดลองขับ Ferrari 12Cilindri Spider: ประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือความคาดหมาย
การทดสอบ Ferrari 12Cilindri ในครั้งนี้ เป็นรุ่น Spider ซึ่งเป็นเวอร์ชันหลังคาเปิดประทุน รายละเอียดการออกแบบแตกต่างจากรุ่นหลังคาแข็งเล็กน้อย โดยเฉพาะหลังคาแข็งแบบพับได้ที่ใช้เวลาเปิด-ปิดเพียง 14 วินาที และสามารถใช้งานขณะขับขี่ได้ที่ความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. ดีไซน์ด้านหลังลาดลงและเว้าตรงกลาง พร้อมกระจกกั้นที่ทำงานอัตโนมัติเมื่อเปิด-ปิดหลังคา
น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น 60 กก. ในรุ่น Spider (1,620 กก.) แทบไม่มีผลต่อสมรรถนะที่น่าทึ่ง อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 2.95 วินาที ช้ากว่ารุ่น Coupe เพียง 0.05 วินาทีเท่านั้น
รถทดสอบมาพร้อมออปชั่นเพิ่มเติม เช่น ชุดพาร์ทคาร์บอนรอบคัน, เบาะ, และล้อ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลต่อสมรรถนะหลัก ทำให้มั่นใจได้ว่าประสบการณ์ขับขี่จะใกล้เคียงกับรถที่ออกจากโรงงาน
Ferrari 12Cilindri Spider ขับดีไหม?
การทดสอบจัดขึ้นที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายสตรีทเซอร์กิต ผสมผสานทางตรงยาว โค้งกว้าง และโค้งแคบหลายจุด ทำให้ได้สัมผัสสมรรถนะของรถอย่างเต็มที่ ในโหมด Sport บนสนามนี้ ผมได้สัมผัสประสบการณ์ที่น่าประทับใจ
รอบแรก (ผู้ขับขี่จาก Ferrari): การได้นั่งเป็นผู้โดยสารในรอบแรก ทำให้ผมทึ่งกับการขับขี่ที่ดุดันแต่แม่นยำของนักขับจาก Ferrari รถยังคงยึดเกาะทุกโค้งได้อย่างยอดเยี่ยม เสียงเครื่องยนต์และเสียงเกียร์ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว เป็นการแสดงศักยภาพของรถที่น่าประทับใจ
รอบของผู้ขับขี่ (ผมเอง): เมื่อได้นั่งหลังพวงมาลัย ความรู้สึกแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ตำแหน่งการขับขี่ถูกออกแบบมาอย่างสบายและมอบทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม แม้ว่าฝากระโปรงหน้าจะยาว แต่การวางตำแหน่งที่นั่งทำให้สามารถกะระยะได้ดี
อัตราเร่งและการเบรก: การเร่งความเร็วอย่างรุนแรงบนทางตรง พร้อมเสียงคำรามอันไพเราะของเครื่องยนต์ V12 NA เป็นประสบการณ์ที่เร้าใจแบบหรูหรา การทำงานของเกียร์ที่ไหลลื่นไร้รอยต่อเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ แต่สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือการเบรก ระบบเบรกจาก SF90 ที่ทำงานร่วมกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ทำให้การชะลอความเร็วทำได้อย่างนุ่มนวล แม่นยำ และมั่นคง พร้อมการทำงานของ Engine Brake เข้ามาช่วยเสริม
การเข้าโค้งและช่วงล่าง: นี่คือส่วนที่น่าประหลาดใจที่สุด เมื่อพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอก หลายคนอาจคาดหวังความแข็งกระด้าง แต่ Ferrari 12Cilindri กลับมอบความรู้สึก “เฟิร์มติดนุ่มหนึบ” ที่น่าทึ่ง ความนุ่มนวลนี้ บวกกับตำแหน่งการขับขี่ที่ดี ทำให้ผมกล้าพูดได้ว่า 12Cilindri คือ Supercar ที่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง การเข้าโค้งแรงๆ รถจะเกาะถนนราวกับถูกดูดติดพื้น และเมื่อท้ายเริ่มสะบัด ระบบก็สามารถดึงกลับได้อย่างรวดเร็ว มอบความมั่นใจและสนุกสนานในการขับขี่
ความคล่องตัว: ด้วยฐานล้อที่สั้นลงกว่า 812 Superfast และระบบเลี้ยว 4 ล้อ ทำให้ 12Cilindri มีความคล่องตัวสูง โครงสร้างตัวถังที่แข็งแรงขึ้น และระยะใต้ท้องรถที่สูงขึ้น ช่วยให้ Ferrari ปรับแต่งรถคันนี้ให้ลงตัวกว่ารุ่นก่อนๆ อย่างแท้จริง
Ferrari 12Cilindri ไม่ใช่แค่ Supercar สไตล์ GT ที่เน้นสมรรถนะ แต่เป็นรถที่สามารถขับขี่ได้ทุกวันอย่างแท้จริง (หากคุณไม่กังวลเรื่องค่าบำรุงรักษาและค่าน้ำมัน)
Ferrari 12Cilindri: ก้าวต่อไปของซูเปอร์คาร์ GT
Ferrari 12Cilindri คือผลงานชิ้นเอกที่สะท้อนถึงความเป็นเลิศของ Ferrari ในทุกมิติ มันคือการผสานอดีตกับอนาคต การออกแบบที่สวยงาม สมรรถนะอันน่าทึ่ง และความสะดวกสบายในการขับขี่ที่เหนือความคาดหมาย หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในจิตวิญญาณของ Ferrari V12 และกำลังมองหาซูเปอร์คาร์ GT ที่สมบูรณ์แบบ Ferrari 12Cilindri คือคำตอบที่รอคุณอยู่
สัมผัสประสบการณ์ Ferrari 12Cilindri ด้วยตัวคุณเอง
เราขอเชิญชวนผู้ที่สนใจและหลงใหลในสุดยอดยนตรกรรมแห่งสมรรถนะและดีไซน์ เข้ามาพูดคุย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือแม้กระทั่งนัดหมายเพื่อสัมผัสและทดลองขับ Ferrari 12Cilindri ณ ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของเรา ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมที่จะมอบข้อมูลเชิงลึกและประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับคุณ มาเริ่มต้นการเดินทางสู่นิยามใหม่ของซูเปอร์คาร์ GT ไปพร้อมกับเราสิครับ

