Ferrari 12Cilindri: การบรรจบกันของมรดกและความล้ำสมัยบนถนน
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มานานนับทศวรรษ ผมได้สัมผัสกับยนตรกรรมชั้นยอดมากมาย แต่มีน้อยครั้งนักที่รถคันหนึ่งจะสามารถจุดประกายความหลงใหลและสะท้อนถึงแก่นแท้ของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่น Ferrari 12Cilindri ที่เพิ่งเปิดตัว สปอร์ต GT เรือธงคันนี้ไม่เพียงแต่สะกดทุกสายตาด้วยการออกแบบที่สง่างาม แต่ยังกวาดรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง Car Design Award 2025 มาครอง ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความเป็นเลิศในทุกมิติ
รางวัล Car Design Award 2025: บทพิสูจน์แห่งการออกแบบ
การที่ Ferrari 12Cilindri ได้รับรางวัล Car Design Award 2025 ในสาขา Production Cars ถือเป็นเกียรติยศสูงสุด รางวัลนี้ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเวทีที่ทรงอิทธิพลที่สุดด้านการออกแบบยานยนต์ระดับโลก ไม่ได้มอบให้แก่รถยนต์ทุกคัน แต่จะพิจารณาจากนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการกำหนดทิศทางของการออกแบบในอนาคต คณะกรรมการได้ยกย่อง 12Cilindri ว่าเป็น “สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์” ซึ่งเป็นการสรุปจิตวิญญาณของรถคันนี้ได้อย่างลึกซึ้ง
นี่คือ Ferrari คันที่ห้าที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ นับตั้งแต่ก่อตั้งรางวัลขึ้นในปี 1984 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Ferrari ในการก้าวข้ามขีดจำกัดของการออกแบบยานยนต์อย่างต่อเนื่อง พิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติจัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์ ADI Design Museum ในเมืองมิลาน เมืองหลวงแห่งการออกแบบของโลก ในงาน Milan Design Week คุณ Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Ferrari ได้ขึ้นรับรางวัลในนามทีมงานผู้ทุ่มเท
Car Design Award ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูโครงการออกแบบที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ ผู้ชนะได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งประกอบไปด้วยสื่อมวลชนยานยนต์ชั้นนำจากทั่วโลก การได้รับรางวัลนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การได้รับคำชม แต่เป็นการได้รับการยอมรับในระดับสากลถึงความสามารถในการสร้างสรรค์ที่เหนือชั้น
Ferrari รุ่นประวัติศาสตร์ผู้คว้ารางวัล Car Design Award
ย้อนกลับไปดูรายชื่อ Ferrari ที่เคยได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ แสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์อันยาวนานและความสำเร็จอันโดดเด่นของแบรนด์ในเวทีการออกแบบ:
Ferrari Testarossa (1985): รถในตำนานที่นิยามความเป็นซูเปอร์คาร์แห่งยุค 80
Ferrari Roma (2020): การตีความความสง่างามแบบ La Nuova Dolce Vita สู่ยนตรกรรมสมัยใหม่
Ferrari 296 GTB (2022): ก้าวข้ามสู่ยุคของไฮบริดประสิทธิภาพสูง
Ferrari Purosangue (2023): รถรุ่นแรกที่ท้าทายทุกนิยามของ Ferrari
Ferrari 12Cilindri (2025): การกลับมาของ V12 เครื่องยนต์วางหน้า อันเป็นเอกลักษณ์
ยิ่งไปกว่านั้น ทีมออกแบบของ Ferrari ยังได้รับรางวัลในสาขา Brand Design Language จาก Purosangue ในปีเดียวกัน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความต่อเนื่องของ DNA การออกแบบของแบรนด์ในทุกรุ่น
Ferrari 12Cilindri: ความสมดุลระหว่างมรดกและอนาคต
เหตุผลสำคัญที่คณะกรรมการ ADI เลือก Ferrari 12Cilindri ไว้ว่า “ดีไซน์ของ 12Cilindri ถ่ายทอดจิตวิญญาณของ Ferrari V12 ยุค 50 และ 60 ได้เป็นอย่างดี ผ่านการทบทวนและปรับปรุงใหม่ โดยการพัฒนาด้านแอโรไดนามิกในปัจจุบันจะไม่ได้อ้างอิงจากแค่ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมอย่างที่ผ่านมาแล้ว แต่จะใช้หลักวิทยาศาสตร์เป็นหลัก สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์ได้ผลักดันให้โครงการนี้ผสานสองจิตวิญญาณที่โดดเด่น ได้แก่ ความสปอร์ตและความหรูหรา เพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่เหนือความคาดหมาย”
การออกแบบภายนอก: เส้นสายแห่งตำนาน สู่ยุคใหม่
Ferrari 12Cilindri ได้รับแรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งจากรถ Gran Turismo ในยุค 1950s และ 60s ซึ่งเป็นยุคทองของ Ferrari V12 เครื่องยนต์วางหน้า สัดส่วนของรถสะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งรถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหลัง 2 ที่นั่ง แต่ได้รับการถ่ายทอดสู่ยุคปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านการออกแบบ ความอเนกประสงค์ และสมรรถนะ
รูปลักษณ์ภายนอกของ 12Cilindri แสดงออกถึงความสปอร์ตที่สง่างาม ความหรูหราที่แฝงเร้น และความละเมียดละไมในเส้นสาย การออกแบบตัวถังที่เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยพลังคือจุดเด่นสำคัญ ผสานกับนวัตกรรมล้ำสมัย เช่น:
แอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ: ระบบแอโรไดนามิกที่ซับซ้อนถูกผสานเข้ากับตัวรถอย่างแนบเนียน เพื่อปรับแรงกดอากาศตามสภาวะการขับขี่
ฝากระโปรงหน้าที่เปิดย้อนทาง: การออกแบบฝากระโปรงหน้าที่เปิดในทิศทางที่แตกต่างออกไป เผยให้เห็นถึงความงามสง่าของขุมพลัง V12 ใต้ฝานั้น
ท่อไอเสียคู่แบบ Twin Pair: เอกลักษณ์อันโดดเด่นของ Ferrari V12 ที่ถูกสืบทอดมาอย่างสง่างาม
องค์ประกอบเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงความพยายามของ Ferrari ในการยกระดับมรดกของแบรนด์ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมในทุกมิติ ทั้งด้านการออกแบบที่เหนือกาลเวลา สมรรถนะที่ยากจะหาใครเทียบ และความสะดวกสบายในการขับขี่
เมื่อแรกเห็น หลายคนอาจนึกถึง Ferrari F80 หรือ Ferrari 365 GTB/4 Daytona ในบางมุมมอง การออกแบบด้านหน้ามุมตรงมีความคล้ายคลึงกับ Daytona ในอดีต ขณะที่เส้นสายด้านข้างบริเวณประตูมีความโค้งมนที่แตกต่างจากรุ่นก่อนๆ ที่เน้นความดุดันมากขึ้น 12Cilindri จึงให้ความรู้สึกที่กระชับ เรียบหรู และมีมัดกล้ามเนื้อตามสไตล์ Ferrari ยุค 50s-60s ที่ผสมผสานเข้ากับความทันสมัย
ด้านหน้าโดดเด่นด้วยชุดไฟหน้าที่ออกแบบเป็นทรงสี่เหลี่ยม พร้อมไฟ DRL ที่อยู่ด้านใต้ แถบสีดำคาดกลางด้านหน้าพร้อมโลโก้ Ferrari ขนาดเล็ก เติมเต็มความรู้สึกแบบเรโทรได้อย่างลงตัว กระจังหน้าเป็นแบบตะแกรงสีดำ สื่อถึงประสิทธิภาพการระบายความร้อนที่ยอดเยี่ยมสำหรับเครื่องยนต์ V12 ขนาดใหญ่ ฝากระโปรงหน้ามีความยาวที่บ่งบอกถึงตำแหน่งเครื่องยนต์ V12 NA ซึ่งอาจเป็น V12 รุ่นสุดท้ายของแบรนด์
เมื่อมองที่ด้านข้าง จะเห็นมัดกล้ามเนื้อบริเวณโป่งล้อหน้าที่สะท้อนถึงดีไซน์ของ Ferrari ในอดีตอย่างชัดเจน โป่งล้อหน้าอันเป็นเอกลักษณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบฝากระโปรงหน้า ช่วยจัดระเบียบการไหลเวียนของอากาศในซุ้มล้อให้ไหลออกทางด้านข้างอย่างมีประสิทธิภาพ รายละเอียดเหล่านี้แตกต่างจาก Ferrari 812 Superfast ที่เน้นความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวอย่างสุดขั้ว
ล้ออัลลอยขนาดใหญ่มาพร้อมยางหน้า 275/35 R21 และยางหลัง 315/35 R21 การผสมผสานระหว่างล้อใหญ่และยางที่ดูสมส่วนนี้ มอบการยึดเกาะที่น่าทึ่ง ระบบเบรกหน้า-หลัง ขนาดใหญ่ (398x223x38 มม. และ 360x233x32 มม.) ทำงานร่วมกับระบบเลี้ยว 4 ล้อ เพื่อการควบคุมที่เฉียบคม ระบบเบรกถูกยกมาจากรุ่นท็อปอย่าง SF90 และ 296 เป็นระบบ Brake-by-wire ที่ทำงานร่วมกับ ABS Evo และ Virtual Short Wheelbase 3.0 (PCV) ช่วยให้การเบรกมีความแม่นยำสูง แม้จะเบรกต่อเนื่องหลายครั้ง ระบบรักษาการทรงตัว Slide Slip Control 8.0 (SSC 8.0) ประมวลผลร่วมกับเซ็นเซอร์ 6D วิเคราะห์แรงยึดเกาะแบบเรียลไทม์ มอบความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ในทุกสถานการณ์
ส่วนท้ายรถมีความทันสมัย แต่ยังคงกลิ่นอายความเรโทรที่ลงตัว เส้นสายที่แบนราบคล้าย SF90 แต่ชุดไฟท้ายให้ความรู้สึกเหมือน Roma ดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ด้านล่างช่วยรีดอากาศ ฝากระโปรงท้ายตกแต่งด้วยแถบสีดำเช่นเดียวกับด้านหน้า มีการออกแบบที่คล้ายกับ Ducktail เล็กๆ ในตัว แต่ความจริงแล้ว ปีกซ้าย-ขวา ซ่อนสปอยเลอร์แบบ Active ไว้ ซึ่งจะทำงานที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ขึ้นไป เพื่อเพิ่มแรงกดอากาศ สร้างความนิ่งให้กับตัวรถ พื้นที่เก็บสัมภาระเพียงพอสำหรับกระเป๋าเดินทาง 1 ใบและกระเป๋าเป้เล็กๆ อีก 1 ใบ
ภายในห้องโดยสาร: Dual Cockpit สไตล์ GT แห่งอนาคต
ภายในห้องโดยสารของ Ferrari 12Cilindri เน้นการใช้วัสดุพรีเมียมตามแบบฉบับรถสปอร์ต GT เรือธง การออกแบบสไตล์ Dual Cockpit ให้ความรู้สึกปลอดภัย เป็นส่วนตัว และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ วัสดุที่ใช้ประกอบด้วยหนังคุณภาพสูง หนังกลับ Alcantara และคาร์บอนไฟเบอร์ คอนโซลกลางถูกออกแบบให้แบ่งเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจน
จุดเด่นอยู่ที่หน้าจอแสดงผล 3 ชุด: หน้าจอมาตรวัดผู้ขับขี่ขนาด 15.6 นิ้ว, หน้าจอกลางขนาด 10.25 นิ้ว ที่รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto และแสดงข้อมูลประสิทธิภาพของรถได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ ยังมีหน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 8.8 นิ้ว ซึ่งสามารถแสดงข้อมูลความเร็วและรอบเครื่องยนต์ได้เช่นเดียวกับฝั่งผู้ขับขี่ สร้างมิติใหม่ของการเป็น Co-Driver ด้านล่างหน้าจอมีโลโก้ 12Cilindri ประดับอยู่ พร้อมระบบเครื่องเสียง Burmester 15 ลำโพง มอบประสบการณ์เสียงที่สมจริง
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นพร้อม Paddle Shift คือศูนย์กลางการควบคุมทุกอย่างสำหรับผู้ขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นปุ่มสตาร์ท, ปุ่มปรับโหมดการขับขี่, ไฟเลี้ยว และปุ่มควบคุมต่างๆ ซึ่งเป็นดีไซน์ที่พบได้ในรถรุ่นเรือธงของ Ferrari หลายรุ่น เช่น SF90
คันเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch DCT F1 แบบ 8 จังหวะ ถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับเกียร์แมนวลแบบเรโทรของ Ferrari ในอดีต โดยการโยกคันโยกเล็กๆ ขึ้นลงเพื่อเข้าเกียร์ ถัดลงมาคือที่เก็บกุญแจ และบริเวณใกล้เคียงมีปุ่มเปิด-ปิดกระจกไฟฟ้า (สำหรับรุ่น Spider จะมีปุ่มเปิด-ปิดหลังคาเพิ่มเข้ามา)
เบาะนั่งดีไซน์สปอร์ตตามสไตล์รถแข่ง GT สร้างจากโครงคาร์บอนไฟเบอร์ หุ้มด้วยหนังหรือ Alcantara ตามออปชั่นที่เลือก ที่วางแขนตรงกลางอาจดูเล็กไปบ้าง แต่สามารถเปิดออกเพื่อเก็บของได้ บริเวณเท้าฝั่งผู้โดยสารมีแป้นรองรับเท้าเพื่อความสบาย
เครื่องยนต์ V12: สมรรถนะที่ไร้ขีดจำกัด
หัวใจของ Ferrari 12Cilindri คือเครื่องยนต์ V12 อันทรงพลัง ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องยนต์ใน Ferrari 812 Superfast ชิ้นส่วนภายใน เช่น ข้อเหวี่ยง ได้รับการเปลี่ยนเป็นไทเทเนียมเพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนได้สูงสุดถึง 40% เมื่อเทียบกับวัสดุเหล็กหล่อ นอกจากนี้ยังมีการใช้อะลูมิเนียมอัลลอยในการผลิตหัวลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยง รวมถึงการนำเทคโนโลยีจาก Formula 1 มาใช้ เช่น การเคลือบผิวด้วย Diamond-Like-Carbon Coating เพื่อลดแรงเสียดทานภายในและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงกล
Ferrari 12Cilindri มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน V12 ความจุ 6.5 ลิตร (6,496 ซีซี) วางหน้าค่อนกลาง ระบบหัวฉีด Direct Injection แรงอัด 350 บาร์ ให้กำลังสูงสุด 830 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 678 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch DCT F1 แบบ 8 จังหวะใหม่ ที่ชาญฉลาดและเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็ว ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) พร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อ
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 2.9 วินาที (Coupe) / 2.95 วินาที (Spider)
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: 7.9 วินาที (Coupe) / 8.2 วินาที (Spider)
ความเร็วสูงสุด: 340 กม./ชม.
น้ำหนักตัวถัง: 1,560 กก. (Coupe) / 1,620 กก. (Spider)
อัตราส่วนน้ำหนักหน้า:หลัง: 48.4:51.6
มิติตัวถัง: สมดุลที่ลงตัว
โครงสร้างตัวถังได้รับการพัฒนาใหม่ให้มีความแข็งแรงกว่า 812 Superfast ถึง 15% พร้อมซับเสียงได้ดียิ่งขึ้น โดยที่น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น การใช้อัลลอยด์รีไซเคิล 100% เป็นชิ้นส่วน Subframe เกียร์ ถือเป็นครั้งแรกของ Ferrari ในรถ Production Car
ความยาว: 4,733 มม.
ความกว้าง: 2,176 มม.
ความสูง: 1,292 มม.
ระยะฐานล้อ: 2,700 มม.
ด้วยโครงสร้างที่เบาและแข็งแรงขึ้น Ferrari สามารถปรับแต่งช่วงล่างให้มีความนุ่มนวลยิ่งขึ้น ระยะฐานล้อที่สั้นลงช่วยเพิ่มความคล่องตัว ความสูงและความกว้างที่เพิ่มขึ้นทำให้การขับขี่ใช้งานได้ง่ายขึ้น แม้ว่าความยาวของตัวรถอาจต้องใช้เวลาในการกะระยะสักเล็กน้อย
Ferrari 12Cilindri Spider: ประสบการณ์การขับขี่ที่น่าทึ่ง
ในการทดสอบขับขี่ เราได้รับโอกาสสัมผัส Ferrari 12Cilindri Spider รุ่นเปิดประทุน ที่มาพร้อมรายละเอียดที่แตกต่างจากรุ่นหลังคาแข็งเล็กน้อย หลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ใช้เวลาเปิด-ปิดเพียง 14 วินาที และสามารถใช้งานขณะขับขี่ได้ที่ความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. ด้านหลังมีดีไซน์ลาดเอียงเว้ากลางพร้อมกระจกกั้นที่เปิด-ปิดอัตโนมัติ
รุ่น Spider มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 60 กก. เป็น 1,620 กก. เนื่องจากระบบหลังคาที่เพิ่มเข้ามา แต่ส่งผลต่อสมรรถนะเพียงเล็กน้อย อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 2.95 วินาที ซึ่งแตกต่างจากรุ่น Coupe เพียง 0.05 วินาที
การทดสอบของเราจัดขึ้นที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายสตรีทเซอร์กิตเล็กน้อย เราเลือกทดสอบในโหมด Sport เพื่อสัมผัสสมรรถนะของรถอย่างเต็มที่
Ferrari 12Cilindri Spider ขับดีไหม?
การขับขี่ในรอบแรก โดยมีเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญนั่งไปด้วย ทำให้ผมได้สัมผัสถึงการควบคุมที่แม่นยำและสมรรถนะที่ไร้ที่ติ แม้ผู้ขับจะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง รถก็ยังคงยึดเกาะถนนได้อย่างมั่นคง เสียงเครื่องยนต์ V12 และการตอบสนองของเกียร์ที่รวดเร็วเป็นสิ่งที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง
เมื่อได้สัมผัสพวงมาลัยเอง ผมพบว่าตำแหน่งการนั่งสบายอย่างไม่น่าเชื่อ ทัศนวิสัยรอบคันดีเยี่ยม แม้รถจะมีฝากระโปรงหน้าที่ยาว แต่การวางตำแหน่งการขับขี่ช่วยให้กะระยะได้ง่ายขึ้น
การออกตัวและเบรกอย่างรุนแรง ให้ความรู้สึกถึงแรงดึงอันทรงพลังของเครื่องยนต์ V12 NA พร้อมเสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์ ระบบเบรกที่ยกมาจาก SF90 ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม ร่วมกับระบบต่างๆ ช่วยชะลอความเร็วลงได้อย่างนุ่มนวล ไม่กระชาก และมีการทำงานของ Engine Brake เข้ามาเสริม
ช่วงล่างคือสิ่งที่สร้างความประหลาดใจอย่างยิ่ง แม้ภายนอกจะดูสปอร์ตและแข็งแกร่ง แต่เมื่อเข้าโค้งลึกๆ รถกลับให้ความรู้สึกนุ่มนวล เกาะถนนราวกับถูกดูดติดพื้น การสะบัดท้ายของรถถูกควบคุมได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ทำให้การขับขี่สนุกและมั่นใจอย่างยิ่ง
ด้วยระยะฐานล้อที่สั้นลงและระบบเลี้ยว 4 ล้อ 12Cilindri มีความคล่องตัวสูงกว่า 812 Superfast อย่างชัดเจน โครงสร้างตัวถังที่แข็งแรงกว่า ความสูงใต้ท้องรถที่มากขึ้น และการปรับแต่งช่วงล่างที่ลงตัว ทำให้ Ferrari 12Cilindri เป็น Supercar สไตล์ GT ที่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง
บทสรุป
Ferrari 12Cilindri คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างมรดกอันยิ่งใหญ่และนวัตกรรมแห่งอนาคต การออกแบบที่สง่างาม สมรรถนะอันทรงพลัง และประสบการณ์การขับขี่ที่น่าทึ่ง ทำให้รถคันนี้เป็นมากกว่าซูเปอร์คาร์ แต่เป็นผลงานศิลปะบนล้อ
หากคุณกำลังมองหายานยนต์ที่สะท้อนถึงความสำเร็จ ความหลงใหล และการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม Ferrari 12Cilindri คือคำตอบที่คุณตามหา สัมผัสประสบการณ์การขับขี่อันเป็นตำนานได้แล้ววันนี้
สนใจสัมผัสประสบการณ์ Ferrari 12Cilindri ตัวจริง หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับยนตรกรรม Ferrari รุ่นอื่นๆ พร้อมข้อเสนอพิเศษสุดสำหรับนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบแบรนด์ม้าลำพอง กรุณาติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราที่ Ferrari Bangkok หรือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ Ferrari ใหม่ล่าสุด และรถ Ferrari มือสองสภาพเยี่ยม ได้ที่เว็บไซต์ของเรา หรือติดต่อตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของเราในพื้นที่ของคุณวันนี้

