• Privacy Policy
  • Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

T1901226 (ตอน2) าเง นอ อนค า1ล านเท ไม ใครร าเขากลายเป นเศรษฐ รวยท ดในโลก part 2

admin79 by admin79
January 23, 2026
in Uncategorized
0
T1901226 (ตอน2) าเง นอ อนค า1ล านเท ไม ใครร าเขากลายเป นเศรษฐ รวยท ดในโลก part 2

Ferrari 12Cilindri: การกลับมาของตำนาน V12 สู่ยุคใหม่ คว้า Car Design Award 2025

ในโลกแห่งซูเปอร์คาร์ที่หมุนไปอย่างไม่หยุดนิ่ง มีเพียงไม่กี่แบรนด์ที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างสง่างามเหนือกาลเวลา และ Ferrari คือหนึ่งในนั้นเสมอมา การเปิดตัว Ferrari 12Cilindri ไม่เพียงแต่เป็นการตอกย้ำตำแหน่งผู้นำของแบรนด์ม้าลำพองในตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงเท่านั้น แต่ยังเป็นการเฉลิมฉลองมรดกอันยาวนานของเครื่องยนต์ V12 อันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมผสานเข้ากับนวัตกรรมล้ำสมัยเพื่อก้าวไปสู่อนาคต นี่คือบทสรุปที่เจาะลึกทุกมิติของ Ferrari 12Cilindri หนึ่งในรถยนต์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจที่สุดแห่งปี 2025 และเป็นที่มาของรางวัลอันทรงเกียรติ Car Design Award 2025

Ferrari 12Cilindri: สะท้อนจิตวิญญาณแห่งตำนาน คว้ารางวัล Car Design Award 2025

การที่ Ferrari 12Cilindri ได้รับรางวัล Car Design Award 2025 ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จอันโดดเด่นของการออกแบบที่ผสานทั้งสุนทรียศาสตร์และความล้ำสมัยได้อย่างลงตัว รางวัลนี้ ซึ่งจัดขึ้นโดย ADI (Association for Industrial Design) ถือเป็นหนึ่งในเวทีอันทรงเกียรติที่สุดสำหรับการออกแบบยานยนต์ระดับโลก คณะกรรมการได้ยกย่อง Ferrari 12Cilindri ว่าเป็น “สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์” ซึ่งสะท้อนถึงการผสมผสานมรดกอันทรงคุณค่าเข้ากับวิสัยทัศน์แห่งอนาคตได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การคว้ารางวัลนี้ยังเป็นการตอกย้ำความสำเร็จของ Ferrari ในเวที Car Design Award ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 5 แล้วที่รถยนต์จากค่ายม้าลำพองได้รับเกียรติยศนี้ นับตั้งแต่ก่อตั้งรางวัลขึ้นในปี 1984 พิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติจัดขึ้น ณ พิพิธภัณฑ์ ADI Design Museum ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Milan Design Week อันยิ่งใหญ่ คุณ Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Ferrari ได้เป็นตัวแทนรับรางวัลนี้ พร้อมด้วยทีมงานผู้มีพรสวรรค์ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจนี้

Car Design Award ก่อตั้งขึ้นในปี 1984 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูโครงการออกแบบที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ผู้ชนะจะได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งประกอบไปด้วยสื่อมวลชนด้านยานยนต์ชั้นนำระดับนานาชาติ สะท้อนถึงมาตรฐานอันเข้มงวดและความน่าเชื่อถือของรางวัลนี้

Ferrari รุ่นใดบ้างที่เคยได้รับรางวัล Car Design Award?

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Ferrari ได้สร้างประวัติศาสตร์อันน่าประทับใจบนเวที Car Design Award โดยมีรถยนต์ที่ได้รับการยอมรับในหมวด Production Cars ดังนี้:

Ferrari Testarossa (1985): สัญลักษณ์แห่งยุค 80s ที่ยังคงตราตรึงใจ
Ferrari Roma (2020): การตีความดีไซน์ Grand Touring อันสง่างาม
Ferrari 296 GTB (2022): การผสมผสานสมรรถนะไฮบริดเข้ากับดีไซน์ที่น่าหลงใหล
Ferrari Purosangue (2023): การท้าทายขีดจำกัดของรถสปอร์ตสี่ประตู
Ferrari 12Cilindri (2025): การกลับมาของ V12 อันทรงพลังในรูปแบบที่ทันสมัย

ไม่เพียงเท่านี้ ทีมออกแบบของ Ferrari ยังเคยได้รับรางวัลในหมวด Brand Design Language จาก Ferrari Purosangue อีกด้วย คณะกรรมการ ADI ได้ให้เหตุผลที่เลือก Ferrari 12Cilindri ไว้ว่า:

“ดีไซน์ของ 12Cilindri ถ่ายทอดจิตวิญญาณของ Ferrari V12 ในยุค 50 และ 60 ได้เป็นอย่างดี ผ่านการทบทวนและปรับปรุงใหม่ การพัฒนาด้านแอโรไดนามิกในปัจจุบันไม่ได้อ้างอิงจากแค่ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสม แต่ใช้หลักวิทยาศาสตร์เป็นแกนหลัก สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์ได้ผลักดันให้โครงการนี้ผสานสองจิตวิญญาณที่โดดเด่น คือ ความสปอร์ตและความหรูหรา เพื่อสร้างเอกลักษณ์ที่เหนือความคาดหมาย”

การออกแบบ Ferrari 12Cilindri: ย้อนเวลาสู่ยุคทอง พร้อมก้าวไปข้างหน้า

Ferrari 12Cilindri ได้รับแรงบันดาลใจอย่างชัดเจนจากรถ Gran Turismo ในตำนานของ Ferrari ยุค 1950s และ 1960s สะท้อนถึงแก่นแท้ของรถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องยนต์วางหน้า แบบ 2 ที่นั่ง อันเป็นหัวใจสำคัญของ Ferrari V12 ที่ได้รับการถ่ายทอดมาสู่ยุคปัจจุบันอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านดีไซน์ ความอเนกประสงค์ และสมรรถนะ

รูปลักษณ์ภายนอก: เส้นสายที่เหนือกาลเวลา

รูปลักษณ์ภายนอกของ 12Cilindri คือการผสมผสานอันลงตัวระหว่างความสปอร์ต ความหรูหรา และความละเมียดละไมในเส้นสาย ตัวถังที่เรียบง่ายแต่แฝงไว้ซึ่งความทรงพลัง ผสมผสานกับนวัตกรรมล้ำสมัย เช่น:

แอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ (Active Aerodynamics): ที่ผสานเข้ากับตัวรถอย่างแนบเนียน ไร้รอยต่อ สร้างประสิทธิภาพการไหลเวียนอากาศที่เหนือชั้น
ฝากระโปรงหน้าที่เปิดย้อนทาง: เผยให้เห็นความงามสง่าของขุมพลัง V12 ที่ซ่อนอยู่ภายใต้
ท่อไอเสียคู่แบบ Twin Pair: เอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Ferrari V12 ที่บ่งบอกถึงสมรรถนะอันดุดัน

องค์ประกอบทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการยกระดับมรดกอันทรงคุณค่าของ Ferrari ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านการดีไซน์ สมรรถนะที่เหนือชั้น หรือแม้แต่ความสะดวกสบายในการขับขี่

เมื่อมองเผินๆ ดีไซน์ของ 12Cilindri อาจทำให้หลายคนนึกถึง Ferrari F80 โดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าที่มีมุมมองคล้ายกับ Ferrari 365 GTB/4 Daytona ในอดีต เส้นสายด้านข้างบริเวณประตูที่โค้งมนอย่างสง่างาม แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าที่มักจะเน้นความดุดันสปอร์ตจัดจ้าน 12Cilindri มีกลิ่นอายของ F80 ที่ให้ความรู้สึกกระชับ เรียบหรู โค้งมน พร้อมมัดกล้ามเนื้อตามสไตล์ Ferrari ยุค 50s-60s

ด้านหน้าของ 12Cilindri โดดเด่นด้วยไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมที่ซ่อนไฟ DRL (Daytime Running Lights) ไว้ด้านล่าง แถบสีดำคาดด้านหน้าพร้อมโลโก้ Ferrari ขนาดเล็กตรงกลาง เพิ่มกลิ่นอายแบบเรโทรได้อย่างลงตัว กระจังหน้าเป็นแบบตะแกรงสีดำ พร้อมเซ็นเซอร์ ช่วยในการระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์ V12 ขนาดใหญ่ที่วางอยู่ใต้ฝากระโปรงหน้า ฝากระโปรงหน้าที่ยาวพร้อมช่องระบายอากาศสองช่อง บ่งบอกถึงการวางเครื่องยนต์ V12 NA อันทรงพลัง ซึ่งอาจเป็น V12 รุ่นสุดท้ายของ Ferrari ก็เป็นได้

เมื่อมองที่ด้านข้าง เราจะเห็นเส้นสายที่โค้งมนเป็นมัดกล้ามเนื้อบริเวณโป่งล้อหน้าอย่างชัดเจน ซึ่งแท้จริงแล้วคือการออกแบบฝากระโปรงหน้าที่เมื่อปิดลงจะคลุมเป็นโป่งล้อสไตล์มัดกล้ามเนื้อเหมือน Ferrari ในอดีต บริเวณนี้จะมีช่องระบายลมใต้โป่งล้อหลัง เพื่อช่วยจัดระเบียบการไหลเวียนอากาศในซุ้มล้อให้ไหลออกทางด้านข้างตัวรถ รายละเอียดการออกแบบนี้แตกต่างจาก Ferrari 812 Superfast ซึ่งจะเน้นความสปอร์ตโฉบเฉี่ยวเป็นพิเศษ

ล้อของ 12Cilindri มาพร้อมยางหน้า 275/35 R21 และยางหลัง 315/35 R21 แม้จะเห็นล้อใหญ่และยางที่อาจดูเหมือนแข็ง แต่จากการทดลองขับกลับสร้างความประหลาดใจอย่างยิ่ง ระบบเบรกด้านหน้าใช้ขนาด 398 x 223 x 38 มม. และด้านหลัง 360 x 233 x 32 มม. มาพร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อ ระบบเบรกนี้ยกชุดมาจากรถรุ่นท็อปอย่าง SF90 และ 296 เป็นระบบ Brake-by-wire ที่ทำงานร่วมกับ ABS Evo ช่วยให้การเบรกแม่นยำแม้จะเบรกซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง และระบบ Virtual Short Wheelbase 3.0 (PCV) ที่ควบคุมมุมล้อหน้า-หลังเพื่อการเลี้ยวที่เฉียบคม นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบรักษาการทรงตัว Slide Slip Control 8.0 (SSC 8.0) ที่ประมวลผลร่วมกับเซ็นเซอร์ 6D เพื่อวิเคราะห์แรงยึดเกาะแบบ Real-time ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์

การออกแบบท้ายรถมีความทันสมัยแต่ก็แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความเรโทร มีความแบนราบคล้าย SF90 แต่ไฟท้ายนั้นมีลักษณะคล้ายกับ Ferrari Roma ดิฟฟิวเซอร์ด้านล่างขนาดใหญ่ช่วยเรื่องการรีดอากาศ ถือเป็นการออกแบบท้ายรถที่สวยงามลงตัวและมีความร่วมสมัย บริเวณฝากระโปรงท้ายเป็นแถบสีดำเช่นเดียวกับด้านหน้า การออกแบบนี้ยังเหมือนเป็นการสร้าง Ducktail ขนาดเล็กที่ด้านท้ายด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือ บริเวณปีกซ้ายและขวาของตัวรถมีสปอยเลอร์แบบ Active ซ่อนอยู่ ซึ่งจะทำงานในช่วงความเร็ว 60 กม./ชม. ขึ้นไป เพื่อเพิ่มแรงกดอากาศ ทำให้รถมีความนิ่งขึ้นเมื่อขับขี่ พื้นที่เก็บสัมภาระด้านในเพียงพอสำหรับการจัดเก็บกระเป๋าเดินทาง 1 ใบ และกระเป๋าเป้ขนาดเล็กอีก 1 ใบ

ภายในห้องโดยสาร: นิยามใหม่ของความหรูหราและความเป็นส่วนตัว

ภายในห้องโดยสารของ Ferrari 12Cilindri เลือกใช้วัสดุพรีเมียมตามสไตล์รถสปอร์ต GT รุ่นเรือธงของ Ferrari โดดเด่นด้วยการออกแบบสไตล์ Dual Cockpit ที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยเป็นส่วนตัว ห้องโดยสารและคอนโซลใช้วัสดุคุณภาพสูง ทั้งหนัง, หนังกลับ Alcantara และคาร์บอนไฟเบอร์ คอนโซลถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจน

จุดเด่นของคอนโซลคือหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 3 ชุด ประกอบด้วย:

หน้าจอมาตรวัดผู้ขับขี่ขนาด 15.6 นิ้ว: แสดงข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็นต่อการขับขี่
หน้าจอกลางขนาด 10.25 นิ้ว: รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto สามารถแสดงผลข้อมูลสมรรถนะรถได้อย่างครบถ้วน
หน้าจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 8.8 นิ้ว: แสดงข้อมูลความเร็วและรอบเครื่องยนต์ สร้างอารมณ์เหมือนเป็น Co-Driver

ใต้หน้าจอเหล่านี้มีป้ายรุ่น 12Cilindri ติดตั้งไว้อย่างโดดเด่น พร้อมระบบเครื่องเสียง 15 ลำโพง จาก Burmester Audio System เพื่อมอบประสบการณ์ความบันเทิงเหนือระดับ

พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่นพร้อม Paddle Shift เป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับผู้ขับขี่ มีปุ่มสตาร์ท, ปุ่มปรับโหมดการขับขี่, ปุ่มไฟเลี้ยว และปุ่มควบคุมต่างๆ ที่สามารถปรับตั้งค่าทุกอย่างได้จบในที่เดียว นี่คือพวงมาลัยที่ใช้ในรถยนต์รุ่นเรือธงหลายรุ่นของ Ferrari เช่นเดียวกับ SF90

บริเวณที่เกียร์มีที่วางแก้วน้ำ 1 ตำแหน่ง แต่หากยังไม่เพียงพอ ประตูทั้งสองข้างยังมีช่องสำหรับเสียบขวดน้ำได้ ตัวเกียร์เป็นแบบอัตโนมัติที่ออกแบบให้มีลักษณะคล้ายเกียร์แมนวลแบบเรโทรของ Ferrari ในอดีต คือการดันก้านเล็กๆ ขึ้นลงเพื่อเข้าเกียร์ ถัดลงมาคือที่วางกุญแจ และมีปุ่มเปิด-ปิดกระจก หากเป็นรุ่น Spider จะมีปุ่มเปิด-ปิดหลังคาเพิ่มเข้ามา

เบาะนั่งเป็นทรงสปอร์ตให้อารมณ์รถแข่งสไตล์ GT โดยมีพื้นฐานเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ วัสดุหุ้มเบาะสามารถเลือกได้ระหว่างหนัง หรือหนัง Alcantara ตามออปชั่นของผู้ซื้อ ที่วางแขนตรงกลางอาจดูเล็กไปหน่อย แต่ภายในสามารถเก็บของได้ บริเวณเท้าฝั่งผู้โดยสารมีแป้นยันเท้ามาให้

เครื่องยนต์ V12: พลังที่ไร้ขีดจำกัด

Ferrari 12Cilindri ใช้เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร (6,496 ซีซี) วางหน้าค่อนกลาง ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงแบบ Direct Injection แรงอัด 350 บาร์ ให้กำลังสูงสุด 830 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 678 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบ/นาที

เครื่องยนต์นี้พัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องยนต์ V12 ใน 812 Superfast โดยมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนข้อเหวี่ยงเป็นไทเทเนียมเพื่อลดน้ำหนัก และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภายในเครื่องยนต์ได้สูงสุดถึง 40% เมื่อเทียบกับวัสดุเหล็กหล่อ นอกจากนี้ยังใช้อะลูมิเนียมอัลลอยในการผลิตหัวลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยง รวมถึงการนำเทคโนโลยีจากสนามแข่ง Formula 1 เช่น การปรับผิวด้วยกรรมวิธี Diamond-Like-Carbon Coating เพื่อลดแรงเสียดทานภายในและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงกล

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch DCT F1 แบบ 8 จังหวะ ลูกใหม่ ที่ฉลาดและเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) พร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อ

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 2.9 วินาที (รุ่น Coupe) / 2.95 วินาที (รุ่น Spider)
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: 7.9 วินาที (รุ่น Coupe) / 8.2 วินาที (รุ่น Spider)
ความเร็วสูงสุด: 340 กม./ชม.
น้ำหนักตัวถัง: 1,560 กก. (รุ่น Coupe) / 1,620 กก. (รุ่น Spider)
อัตราส่วนน้ำหนักหน้า:หลัง: 48.4:51.6

มิติตัวถัง: การออกแบบที่คำนึงถึงการใช้งาน

แชสซีส์ตัวถังได้รับการพัฒนาใหม่ให้ซับเสียงได้ดียิ่งขึ้น และมีความแข็งแรงกว่า 812 Superfast ถึง 15% โดยที่น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น Ferrari 12Cilindri ยังเป็นรถยนต์ Production Car คันแรกของแบรนด์ที่นำอัลลอยด์รีไซเคิล 100% มาใช้เป็นชิ้นส่วน Subframe เกียร์

ความยาว: 4,733 มม.
ความกว้าง: 2,176 มม.
ความสูง: 1,292 มม.
ระยะฐานล้อ: 2,700 มม.

ด้วยตัวถังที่เบาและแข็งแรงขึ้น 15% ทำให้ Ferrari สามารถปรับแต่งช่วงล่างของ 12Cilindri ให้มีความนุ่มนวลขึ้นได้ รวมถึงมีการปรับฐานล้อให้สั้นลงเพื่อเพิ่มความกระฉับกระเฉงของตัวรถ และมีความสูงและความกว้างมากขึ้น ทำให้รถขับใช้งานได้ง่ายขึ้น แม้ว่าความยาวของตัวรถอาจต้องใช้เวลาในการกะระยะสักเล็กน้อย

ทดลองขับ Ferrari 12Cilindri Spider: สัมผัสแห่งอิสรภาพและความเร้าใจ

ในการทดลองขับครั้งนี้ เราได้รับโอกาสสัมผัส Ferrari 12Cilindri Spider ซึ่งเป็นรุ่นหลังคาเปิดประทุน รายละเอียดบางประการมีความแตกต่างจากรุ่นหลังคาแข็งเล็กน้อย

หลังคาของรุ่น Spider เป็นแบบเปิดประทุนหลังคาแข็ง สามารถเปิด-ปิดได้ภายใน 14 วินาที และสามารถทำงานได้ขณะขับขี่หากความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. ดีไซน์ด้านหลังเป็นแบบลาดลงแต่เว้าตรงกลาง และมีกระจกกั้นที่สามารถเปิด-ปิดได้โดยอัตโนมัติเมื่อใช้งานหลังคา

การเพิ่มระบบหลังคาแบบ Spider ทำให้น้ำหนักของรถเพิ่มขึ้น โดยรุ่น Spider มีน้ำหนักอยู่ที่ 1,620 กก. มากกว่ารุ่นหลังคาแข็ง 60 กก. แต่น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและดีไซน์ที่แตกต่างกันเล็กน้อยมีผลต่อสมรรถนะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อยู่ที่ 2.95 วินาที ช้ากว่ารุ่นปกติเพียง 0.05 วินาที

รถที่ใช้ทดสอบได้รับการเพิ่มออปชั่น เช่น พาร์ทคาร์บอนรอบคัน, เบาะ และล้อ ซึ่งไม่ได้ส่งผลต่อสมรรถนะ แต่เป็นการเสริมสุนทรียภาพในการขับขี่ เรามั่นใจได้ว่าประสบการณ์ที่ได้รับจะใกล้เคียงกับรถที่ออกจากโรงงานอย่างแน่นอน

Ferrari 12Cilindri Spider ขับดีหรือไม่?

การทดสอบจัดขึ้นที่สนามปทุมธานี สปีดเวย์ ซึ่งมีลักษณะเป็นสนามแข่งแบบสตรีทเซอร์กิตเล็กน้อย รถมีโหมดการขับขี่ทั้งหมด 5 โหมด เราเลือกทดสอบในโหมด Sport ซึ่งประกอบด้วยทางตรง 2 เส้นทาง, โค้งกว้าง 4-5 โค้ง และโค้งแคบจำนวนมาก การจัดวางไลน์ในสนามนี้ช่วยให้เราประเมินสมรรถนะของรถได้อย่างชัดเจน

รอบแรก: นักขับของ Ferrari เป็นผู้ขับพาเรานั่งสัมผัสประสบการณ์ “พี่แกซัดไม่เลี้ยง” ขับโหดราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์ Fast and Furious แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือ รถยังคงเกาะโค้งได้อย่างมั่นคงทุกการเข้าโค้ง และเสียงเครื่องยนต์กับเกียร์ก็ตอบสนองได้อย่างรวดเร็วไร้ที่ติ!

รอบที่เราได้เป็นคนขับ: แน่นอนว่ามีเจ้าหน้าที่นั่งไปด้วย ความรู้สึกของการเป็นคนขับแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากตอนนั่งเบาะผู้โดยสาร ตำแหน่งการขับขี่ที่ตอนแรกคิดว่าจะนั่งลำบากและเมื่อยล้า กลับกลายเป็นว่าสบายมาก และทัศนวิสัยดีเยี่ยม มองเห็นได้รอบด้าน แม้ว่ารถจะยาว แต่ตำแหน่งการขับขี่ที่เหมาะสมทำให้สามารถกะระยะฝากระโปรงหน้าได้ดี ไม่ได้ยากอย่างที่กังวล

การเข้าโค้งและเบรก: เมื่อเราลองขับบนทางตรงและเบรกอย่างรุนแรง รถพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมเสียงลากรอบอันไพเราะของเครื่องยนต์ V12 NA เป็นประสบการณ์ที่เร้าใจอย่างยิ่ง แต่เป็นความเร้าใจที่มาพร้อมกับความหรูหรา ความไหลลื่นของเกียร์ลูกใหม่นั้นเนียนจนน่าทึ่ง

ขณะเดียวกัน การเบรกอย่างรุนแรงกลับยิ่งเร้าใจกว่าการเร่ง การเบรกที่ยอดเยี่ยมจากคาลิปเปอร์ที่ยกมาจาก SF90 ทำงานร่วมกับระบบต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ช่วยชะลอความเร็วลงได้อย่างนุ่มนวล ไม่กระชาก และการทำงานของ Engine Brake ก็เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพได้อย่างดีเยี่ยม

การเบรกอย่างรุนแรงทำให้เกียร์ชิฟท์ดาวน์ลงอย่างรวดเร็ว ช่วยให้ Engine Brake ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ และการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วก็ทำให้เสียงเครื่องยนต์น่าเร้าใจทุกครั้งที่ตบเกียร์ลง

ช่วงล่างและการเข้าโค้ง: นี่คือสิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุด เมื่อพิจารณาจากการออกแบบภายนอก ทุกคนย่อมคาดหวังว่ารถจะแข็ง นั่งลำบาก และตึง แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เมื่อได้ลองขับเข้าโค้งลึกๆ จนท้ายสะบัดเล็กน้อย จะพบว่ารถมีความนุ่มนวลอย่างเหลือเชื่อ เป็นความเฟิร์มที่ติดนุ่มหนึบ ประกอบกับตำแหน่งที่นั่งที่ดี ทำให้ 12Cilindri เป็น Supercar ที่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง การขับขี่ที่ยางบางแต่ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถยางหนา เป็นสิ่งที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง

การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง รู้สึกได้ถึงความนุ่มหนึบ รถจิกถนนราวกับล้อดูดติดพื้นตลอดเวลา และเมื่อท้ายเริ่มมีอาการสะบัด ระบบสามารถดึงรถกลับเข้าสู่ไลน์ได้อย่างรวดเร็ว ไม่รู้สึกถึงอันตราย แต่กลับรู้สึกสนุกและมั่นใจในสมรรถนะของรถอย่างเต็มเปี่ยม

ด้วยฐานล้อที่สั้นกว่า 812 Superfast และระบบเลี้ยว 4 ล้อ ทำให้รถมีความคล่องตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ประกอบกับตัวถังที่แข็งแรงกว่า และระยะใต้ท้องรถที่สูงขึ้น ทำให้ Ferrari สามารถปรับแต่งรถคันนี้ให้ออกมาลงตัวกว่ารุ่นก่อนๆ ได้อย่างน่าประทับใจ Ferrari 12Cilindri คือสุดยอด Supercar สไตล์ GT ที่มีการเซ็ตช่วงล่างได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถขับขี่ได้ทุกวัน และใช้งานเป็นรถประจำบ้านได้เลย (หากคุณไม่กังวลเรื่องค่าน้ำมัน!)

Ferrari 12Cilindri: การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างมรดกแห่ง V12 และอนาคตแห่งซูเปอร์คาร์

Ferrari 12Cilindri ไม่เพียงแต่เป็นการกลับมาของเครื่องยนต์ V12 ในรูปแบบที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ Ferrari ในการผสานอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา สมรรถนะอันน่าทึ่ง และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่พร้อมจะพาคุณทะยานไปข้างหน้า นี่คือรถยนต์ที่จะสร้างนิยามใหม่ให้กับวงการซูเปอร์คาร์

หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์อันไม่เสื่อมคลายของเครื่องยนต์ V12 และกำลังมองหาสุดยอดซูเปอร์คาร์ GT ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน Ferrari 12Cilindri คือคำตอบที่ไม่ควรมองข้าม สัมผัสประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยานยนต์วันนี้

พร้อมสัมผัสประสบการณ์ Ferrari 12Cilindri แล้วหรือยัง? ติดต่อตัวแทนจำหน่าย Ferrari อย่างเป็นทางการใกล้บ้านคุณ เพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายทดลองขับเพื่อสัมผัสสุดยอดแห่งสมรรถนะและดีไซน์ที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณต่อซูเปอร์คาร์ตลอดกาล

Previous Post

T1501035 ความไม อส ตย อความร นกำล งทำลายช ตข องผ ชายคนน 2

Next Post

T1901227 (ตอน3) าเง นอ อนค า1ล านเท ไม ใครร เขากลายเป นมหาเศรษฐ รวยท ดในโลก part 2

Next Post
T1901227 (ตอน3) าเง นอ อนค า1ล านเท ไม ใครร เขากลายเป นมหาเศรษฐ รวยท ดในโลก part 2

T1901227 (ตอน3) าเง นอ อนค า1ล านเท ไม ใครร เขากลายเป นมหาเศรษฐ รวยท ดในโลก part 2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • [ครบชุด] T2502214 เล อกค ดช ตเปล ยน Ep.1
  • [ครบชุด] T2502205 ยอมเป นคนใจดำ Ep.2
  • [ครบชุด] T2502212 ดน กเร ยนเง นผ อน Ep.2
  • [ครบชุด] T2502204 กฉ นร กล กฉ นด วย Ep.2 (ตอนจบ)
  • [ครบชุด] T2502215 ประจบจนตกงาน Ep.2 (ตอนจบ)

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.