เฟอร์รารี่ 812 GTS: สุดยอดไอคอน V12 เปิดประทุนแห่งยุค 2025 – บทพิสูจน์ความเหนือชั้นที่หาตัวจับยาก
ในโลกยานยนต์ปี 2025 ที่กระแส รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขุมพลัง V12 หายใจเอง กำลังกลายเป็นของหายากและเป็นประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์นี้ เฟอร์รารี่ 812 GTS ไม่เพียงยืนหยัดในฐานะ สุดยอดซูเปอร์คาร์ (Supercar 2025) แต่ยังเป็นประติมากรรมเคลื่อนที่ที่รวบรวมจิตวิญญาณ ความเร้าใจ และมรดกอันยิ่งใหญ่ของเฟอร์รารี่เอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่คือการประกาศก้องถึงความภาคภูมิใจในเทคโนโลยีเครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์ ที่ถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่อันบริสุทธิ์และเหนือระดับ ก่อนที่ยุคสมัยจะเปลี่ยนไปอย่างถาวร
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมขอยืนยันว่า Ferrari 812 GTS คือหนึ่งในยานยนต์ที่ทรงคุณค่าที่สุดในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรื่องของสมรรถนะอันดุดัน แต่ยังเป็นเรื่องของงานฝีมือ ศิลปะ และความเป็นมาที่ยาวนาน นี่คือโอกาสในการเป็นเจ้าของตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็น การลงทุนรถยนต์ (car investment) ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มมูลค่าขึ้นในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากความพิเศษและความเป็นหนึ่งในซีรีส์สุดท้ายของ รถยนต์ V12 (V12 engine) หายใจเองอันยิ่งใหญ่จากมาราเนลโล
ตำนานแห่งยนตรกรรมเปิดประทุน V12 ที่หาตัวจับยาก
ย้อนกลับไป 50 ปีที่แล้ว เฟอร์รารี่ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเปิดตัว รถสปอร์ต (Sports Car) เครื่องยนต์ V12 วางด้านหน้าเป็นครั้งแรก และนับตั้งแต่นั้นมา มรดกแห่งยนตรกรรมเปิดประทุน V12 ก็ได้ถูกสืบทอดและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง Ferrari 812 GTS คือบทสรุปอันงดงามของสายเลือดอันทรงเกียรตินี้ โดยนำเสนอประสบการณ์การขับขี่แบบเปิดประทุนที่เร้าใจที่สุดเท่าที่เฟอร์รารี่เคยสร้างมา
ตำนานของ รถยนต์หรู (luxury car) เครื่องยนต์ V12 เปิดประทุนของเฟอร์รารี่นั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าตื่นเต้น เริ่มต้นจากปี 1948 กับรุ่น 166 MM รถแข่ง GT พันธุ์แท้ที่คว้าชัยในการแข่งขันสุดโหดระดับโลกอย่าง Mille Miglia และ 24 Hours of Le Mans ในปี 1949 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นแห่งชัยชนะและชื่อเสียงที่เฟอร์รารี่สร้างสมมาอย่างต่อเนื่อง จากนั้นก็มีรุ่นตำนานอย่าง 365 GTS4 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Daytona Spider” ในปี 1969 ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายในสายการผลิตปกติที่ใช้ตัวถังเครื่องยนต์ V12 วางหน้าแบบเปิดประทุน หลังจากนั้น การผลิต รถเปิดประทุน (Convertible Car) ที่ใช้เครื่องยนต์ V12 วางหน้าในจำนวนจำกัดเท่านั้น ทำให้รถรุ่นต่าง ๆ เช่น 550 Barchetta Pininfarina (2000), Superamerica (2005), SA Aperta (2010) และ F60 America (2014) กลายเป็น รถหายาก (rare car) ที่นักสะสมทั่วโลกต่างหมายปอง
Ferrari 812 GTS ไม่เพียงสานต่อตำนานนี้ แต่ยังสร้างมาตรฐานใหม่ทั้งในด้านสมรรถนะและความพิเศษเหนือระดับ ด้วยขุมพลัง V12 800 แรงม้าอันทรงพลัง มันไม่ใช่แค่ รถสปอร์ตเปิดประทุนที่ทรงพลังที่สุด ในคลาสเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมความเอนกประสงค์ที่เหนือกว่า ด้วยหลังคาแข็งแบบพับเก็บได้ (RHT – Retractable Hard Top) ที่ได้รับการออกแบบอย่างชาญฉลาด เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระและยังคงความสวยงามของเส้นสายได้อย่างสมบูรณ์แบบ หลังคา RHT ใช้เวลาเพียง 14 วินาทีในการพับเก็บ และสามารถทำงานได้ในขณะรถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 45 กม./ชม. โดยไม่กินพื้นที่ภายในห้องโดยสาร นอกจากนี้ กระจกหลังที่ควบคุมด้วยไฟฟ้ายังทำหน้าที่เป็นแผ่นบังลมชั้นดี ช่วยให้การขับขี่แบบเปิดประทุนเป็นไปอย่างรื่นรมย์ หรือหากปิดหลังคาอยู่ ก็ยังสามารถลดกระจกหลังลงเพื่อดื่มด่ำกับเสียงคำรามอันดุดันของเครื่องยนต์ V12 ได้อย่างเต็มที่ นับเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีและความสุนทรียภาพที่ลงตัวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
หัวใจแห่งอสูรกาย: ขุมพลัง V12 800 แรงม้าที่หาญกล้าท้าอนาคต
แก่นแท้ของ Ferrari 812 GTS คือเครื่องยนต์ V12 ความจุ 6.5 ลิตร ที่ให้พละกำลังสูงสุดถึง 800 แรงม้า ที่ 8,500 รอบ/นาที และแรงบิดมหาศาล 718 นิวตันเมตร ซึ่งนับเป็น เครื่องยนต์ V12 หายใจเองที่ทรงพลังที่สุด ในโลกการผลิตรถยนต์ทั่วไปในปัจจุบัน ในยุค 2025 ที่โลกกำลังมุ่งหน้าสู่ รถยนต์ไฟฟ้า และเครื่องยนต์สันดาปภายในแบบเทอร์โบชาร์จ การได้สัมผัสกับขุมพลัง V12 หายใจเองเช่นนี้ จึงเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากและทรงคุณค่าอย่างยิ่ง
ขีดขั้นแห่ง ประสิทธิภาพสูงสุด (ultimate performance) ของเครื่องยนต์นี้เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างวิศวกรรมที่พิถีพิถันและนวัตกรรมอันล้ำสมัย อาทิ ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ Direct Injection ที่แรงดันสูงถึง 350 บาร์ และระบบควบคุมขนาดของท่อร่วมไอดีแบบแปรผัน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องยนต์ F1 ระบบเหล่านี้ช่วยเพิ่มความจุกระบอกสูบและส่งมอบพละกำลังที่เหนือชั้นได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ
ไม่เพียงแต่เรื่องของกำลัง แต่ยังรวมถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแรงดันสูงที่ช่วยให้ละอองน้ำมันมีขนาดเล็กลง ลดมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งตัวกรองอนุภาคน้ำมันเบนซิน (GPF – Gasoline Particulate Filter) และระบบ Stop&Start On the Move ซึ่งจะหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ขณะรถจอดและติดเครื่องอัตโนมัติเมื่อต้องการเคลื่อนที่ เพื่อลดการปล่อยมลพิษให้เป็นไปตามมาตรฐานที่เข้มงวดของปี 2025 สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเฟอร์รารี่ในการรักษาสมดุลระหว่างสมรรถนะและความยั่งยืน
การทำงานของโหมดต่าง ๆ ในระบบ Manettino ได้รับการปรับปรุงอย่างละเอียดอ่อน เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมแรงบิดมหาศาลผ่านคันเร่งได้อย่างง่ายดายและมั่นใจ พลังงานจะถูกส่งผ่านออกมาอย่างราบรื่นในทุกรอบเครื่องยนต์ ตั้งแต่รอบต่ำที่ 3,500 รอบ/นาที ซึ่งมีแรงบิดให้ใช้งานถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ไปจนถึงรอบเครื่องยนต์สูงสุด 8,900 รอบ/นาที มอบอัตราเร่งอันน่าทึ่งที่ไร้ขีดจำกัด การทำงานร่วมกับเกียร์คลัตช์คู่ที่ได้รับการปรับอัตราทดให้ชิดกว่าเดิม ทำให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพิ่มความสปอร์ตและความเร้าใจในการขับขี่ให้ถึงขีดสุด
และที่ขาดไม่ได้คือ “เสียง” อันเป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari V12 ระบบระบายไอเสียได้รับการพัฒนาเพื่อเพิ่มและปรับสมดุลของเสียงเครื่องยนต์ให้มีความดุดันสไตล์สปอร์ต แม้ในขณะขับขี่โดยปิดหลังคา ท่อไอเสียช่วงกลางได้รับการปรับแต่งเพื่อให้ได้เสียงที่ไพเราะยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดวางท่อไอเสียแบบ 6-1 ที่มีท่อทุกท่อความยาวเท่ากัน ช่วยสร้างเสียงคำรามของ V12 ที่ก้องกังวานและดื่มด่ำได้จากภายในห้องโดยสาร และจะยิ่งชัดเจนขึ้นไปอีกเมื่อขับขี่โดยเปิดหลังคา ประสบการณ์เสียงเช่นนี้คือสิ่งที่ เทคโนโลยีรถสปอร์ต (sports car technology) ยุคใหม่หลายค่ายกำลังสูญเสียไป
การออกแบบที่ผสานความสง่างามและความดุดัน
Ferrari 812 GTS ได้รับการออกแบบโดย Ferrari Styling Centre โดยใช้พื้นฐานจากรุ่น 812 Superfast ถ่ายทอดการออกแบบและสัดส่วนอันงดงามของยนตรกรรมเครื่องยนต์ V12 วางหน้าได้อย่างไร้ที่ติ โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขมิติตัวถังหรือส่งผลกระทบต่อพื้นที่และความสะดวกสบายในห้องโดยสาร ตัวถังด้านข้างสะท้อนความเท่ในแบบฉบับของรถท้ายลาด (Fastback) ด้วยดีไซน์แบบ 2-box และส่วนท้ายรถที่ยกสูง ชวนให้นึกถึงความยิ่งใหญ่ของ 365 GTB4 (Daytona) ปี 1968 ซึ่งเป็นหนึ่งในรุ่นตำนาน
ในฐานะที่เป็นเวอร์ชั่นเปิดประทุน ส่วนท้ายของรถ ตั้งแต่หลังคา ฝาท้าย ไปจนถึงห้องเก็บสัมภาระ ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดเป็นยนตรกรรมที่หลอมรวมความงดงามและดุลยภาพเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน เสาหลังคาที่ติดตั้งกลไกของชุดพับหลังคาได้รับการออกแบบให้แสดงถึงการเคลื่อนที่ที่พุ่งไปด้านหน้า ทำให้กระจกข้างของรุ่นเปิดประทุนดูแตกต่างจากรุ่นหลังคาแข็งอย่างชัดเจน และเมื่อเปิดหลังคา ชิ้นส่วนของหลังคาก็จะถูกพับเก็บไว้ใต้ฝาครอบได้อย่างเรียบร้อยโดยไม่รบกวนเส้นสายโดยรวมของรถ
แม้จะไม่มีช่องระบายอากาศบริเวณด้านบนหลังซุ้มล้อหลังอันเป็นเอกลักษณ์ของ 812 Superfast แต่ 812 GTS ก็ได้รับการชดเชยด้วยดิฟฟิวเซอร์ใต้กันชนหลังที่มีแผ่นบังคับลมเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาหลักอากาศพลศาสตร์ให้สมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับล้อฟอร์จน้ำหนักเบาที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษสำหรับรุ่นนี้โดยเฉพาะ มีให้เลือก 3 สี คือ Diamond-Finish, Liquid Silver และ Grigio Scuro ซึ่งช่วยเสริมความสง่างามและความดุดันตามแบบฉบับของ Supercar V12 ได้อย่างลงตัว
อากาศพลศาสตร์: ความท้าทายเพื่อความสมบูรณ์แบบ
การสร้าง รถเปิดประทุนสมรรถนะสูง ย่อมนำมาซึ่งความท้าทายด้านอากาศพลศาสตร์ที่ซับซ้อน เฟอร์รารี่ได้เผชิญหน้ากับความท้าทายสองประการหลัก: การรักษาสมรรถนะเทียบเท่ารุ่นคูเป้เมื่อปิดหลังคา และการมอบความสุนทรียภาพและความสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้โดยสารเมื่อเปิดหลังคา
เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ วิศวกรของเฟอร์รารี่ได้ทำการแก้ไขส่วนท้ายของรถอย่างละเอียด ตั้งแต่การเปลี่ยนรูปทรงของฝาครอบใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือปีก 3 ชิ้นที่อยู่บนดิฟฟิวเซอร์กลางกันชนหลัง ซึ่งช่วยสร้างแรงดูด (ดาวน์ฟอร์ซ) จากใต้ท้องรถ เพื่อทดแทนดาวน์ฟอร์ซที่สูญเสียไปจากการที่ไม่มีช่องระบายอากาศของซุ้มล้อหลังเหมือนใน 812 Superfast นอกจากนี้ แรงต้านถูกลดทอนลงจากการใช้ช่องระบายอากาศที่ส่วนท้ายของด้านข้างตัวถัง (เหนือซุ้มล้อหลัง) เพื่อระบายแรงดันที่เกิดขึ้นจากล้อหลังออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ความพิถีพิถันในทุกรายละเอียดทำให้มั่นใจได้ถึงมาตรฐานความสะดวกสบายแม้ขณะขับขี่โดยเปิดหลังคา มีการใส่ใจอย่างยิ่งทั้งในเรื่องของการลดลมหมุนวนภายในห้องโดยสารและเสียงของอากาศ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้โดยสารสามารถสนทนากันได้โดยไม่ถูกรบกวนแม้ในความเร็วสูง เช่นเดียวกับใน LaFerrari Aperta แผ่นขนาดเล็กทรงตัว L ที่ติดตั้งอยู่มุมด้านบนของกระจกหน้าทั้งสองฝั่ง ทำให้เกิดลมหมุน (Vortex) อย่างต่อเนื่องไปจนถึงบริเวณเหนือกระจกหลัง ช่วยลดแรงดันอากาศด้านหลังเบาะนั่งได้เป็นอย่างดี พื้นที่ตรงส่วนนี้ นักอากาศพลศาสตร์ยังได้สร้างทางผ่านของอากาศขึ้นบริเวณส่วนหน้าของเสาหลังคาทั้งสองฝั่ง และเสริมด้วยครีบปรับทิศทางอากาศ ซึ่งจะแบ่งแยกการไหลของอากาศให้ไปตามฝากระโปรงท้าย ช่วยเสริมการระบายแรงดันออกจากห้องโดยสารให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยไล่อากาศไม่ให้หยุดนิ่ง ซึ่งเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพทางแอโรไดนามิกส์และการไหลของอากาศที่ราบรื่น
พลศาสตร์ยานยนต์: ควบคุมพลังอันมหาศาล
จุดประสงค์หลักในการพัฒนา Ferrari 812 GTS คือการคงไว้ซึ่งความรู้สึกอันตราตรึงใจของความเร็วและสัมผัสถึงพลังที่ปลดปล่อยออกมาได้เช่นเดียวกับใน 812 Superfast ทั้งเรื่องของอัตราเร่ง การตอบสนองที่ฉับไว ตลอดจนความคล่องตัวในการขับขี่ แม้ตัวถังจะได้รับการเสริมความแข็งแกร่งจนมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก 75 กิโลกรัมก็ตาม แต่เฟอร์รารี่ก็ยังสามารถรักษาขีดความสามารถโดยรวมของรถให้ใกล้เคียงกับรุ่นหลังคาแข็งได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ต่ำกว่า 3 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ภายในเวลาเพียง 8.3 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดก็เทียบเท่ากับรุ่นหลังคาแข็งที่ 340 กม./ชม.
812 GTS มาพร้อมอุปกรณ์และระบบควบคุมเจเนอเรชั่นใหม่เช่นเดียวกับ 812 Superfast และนั่นรวมถึงแฮนด์ลิ่งที่ยอดเยี่ยมด้วย ระบบบังคับเลี้ยวแบบสปอร์ตควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS – Electric Power Steering) ซึ่งมีอยู่ในรถทุกรุ่นของเฟอร์รารี่ ถูกนำมาใช้เพื่อดึงศักยภาพของรถในด้านสมรรถนะออกมาได้อย่างเต็มที่ โดยทำงานร่วมกับระบบควบคุมไดนามิกส์ด้วยอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวมถึงระบบ SCC เวอร์ชั่น 5.0 สิทธิบัตรของเฟอร์รารี่ นอกจากนั้นยังมีระบบ Virtual Short Wheelbase 2.0 (PCV) ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นโดยใช้พื้นฐานจากประสบการณ์ที่สั่งสมมานานตั้งแต่ที่นำมาใช้ครั้งแรกกับ F12tdf เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการเข้าโค้งอย่างเหนือชั้น
นอกจากนี้ ยังมีระบบช่วยเหลือประสิทธิภาพสูงอีกมากมายสำหรับผู้ขับขี่ ได้แก่:
Ferrari Peak Performance (FPP): ในขณะกำลังเข้าโค้ง แรงหน่วงจากพวงมาลัยจะช่วยให้ผู้ขับขี่ทราบว่ารถกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดของการยึดเกาะถนน ช่วยให้ระบบควบคุมเสถียรภาพต่างๆ เริ่มทำงานได้อย่างราบรื่น
Ferrari Power Oversteer (FPO): ในกรณีที่เกิดอาการท้ายปัด (Oversteer) ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อเร่งออกจากโค้ง พวงมาลัยจะหน่วงกลับไปยังทิศทางที่ถูกต้องสอดคล้องกับทิศทางของรถ ช่วยให้ผู้ขับสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจ
การปรับแต่งการหน่วงนำของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช็อคอับใหม่: ช่วยให้รถมีประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนเช่นเดียวกับเวอร์ชั่นหลังคาแข็ง แม้ตัวถังจะได้รับการเสริมความแข็งแกร่งจนมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีก 75 กิโลกรัมก็ตาม
ระบบเหล่านี้คือหัวใจของ เทคโนโลยีรถสปอร์ต จากเฟอร์รารี่ ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ทุกระดับสามารถสัมผัสถึงความตื่นเต้นและสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของ 812 GTS ได้อย่างเต็มที่ โดยยังคงไว้ซึ่งความปลอดภัยและความมั่นใจในการควบคุม
บริการดูแลรักษา 7 ปี: ความมั่นใจในการเป็นเจ้าของ
เฟอร์รารี่ตระหนักถึงความสำคัญของการบริการลูกค้าและคุณภาพที่เหนือชั้น จึงได้มอบโปรแกรมการบำรุงรักษาเพิ่มขึ้นเป็น 7 ปี ให้กับเจ้าของ Ferrari 812 GTS โปรแกรมนี้ครอบคลุมการบำรุงรักษาตามปกติทั้งหมดในช่วง 7 ปีแรก ไม่ว่าจะขับขี่ไป 20,000 กม. หรือบำรุงรักษาปีละครั้ง โปรแกรมนี้ช่วยให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่ารถจะคงประสิทธิภาพสูงสุดและมีความปลอดภัยอยู่เสมอ บริการพิเศษนี้ยังมีให้สำหรับผู้ที่ซื้อ Ferrari มือสอง (used Ferrari) ด้วยเช่นกัน ซึ่งยิ่งเพิ่มมูลค่าของ Ferrari ราคา (Ferrari price) ในตลาดรองให้สูงขึ้น
การบำรุงรักษาจะดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกอบรมโดยตรงที่ศูนย์ฝึกอบรมเฟอร์รารี่ในมาราเนลโล โดยใช้อะไหล่แท้และเครื่องมือวินิจฉัยที่ทันสมัยที่สุด บริการนี้มีให้สำหรับตัวแทนจำหน่ายเฟอร์รารี่อย่างเป็นทางการทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเฟอร์รารี่ในการมอบประสบการณ์การเป็นเจ้าของที่เหนือระดับและไร้กังวล
ข้อมูลจำเพาะทางเทคนิค FERRARI 812 GTS
เครื่องยนต์
ประเภท: V12 – 65°
ปริมาตรความจุ: 6496 cc
กระบอกสูบ x ช่วงชัก: 94×78 mm
แรงม้าสูงสุด: 588 kW (800 cv) ที่ 8500 rpm
แรงบิดสูงสุด: 718 Nm ที่ 7000 rpm
อัตราส่วนแรงม้าต่อลิตร: 123 cv/l
รอบเครื่องยนต์สูงสุด: 8900 rpm
อัตราส่วนกำลังอัด: 13.6:1
มิติและน้ำหนัก
ความยาว: 4693 mm
ความกว้าง: 1971 mm
ความสูง: 1276 mm
ความยาวฐานล้อ: 2720 mm
ความกว้างฐานล้อหน้า: 1672 mm
ความกว้างฐานล้อหลัง: 1645 mm
น้ำหนักรถเปล่า: 1600 kg
อัตราส่วนการกระจายน้ำหนัก: 47% หน้า – 53% หลัง
ความจุห้องเก็บสัมภาระ: 210 l
ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง: 92 l
ขนาดยางและล้อ
หน้า: 275/35 ZR 20” 10” J
หลัง: 315/35 ZR 20” 11.5” J
ระบบเบรก
หน้า: 398x223x38 mm
หลัง: 360x233x32 mm
ระบบส่งกำลัง
เกียร์คลัตช์คู่ 7 สปีด
ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์
EPS, PCV 2.0, E-Diff3, F1-Trac, ABS/EBD prestazionale con Ferrari Pre-Fill, FrS SCM-E, SSC 5.0
สมรรถนะ
0-100 km/h: <3.0 วินาที 0-200 km/h: 8.3 วินาที ความเร็วสูงสุด: >340 km/h
ข้อมูลนี้รวมกำลังที่ใช้ในการขับเคลื่อนอุปกรณ์เสริม
น้ำหนักรถเปล่าพร้อมอุปกรณ์เสริมที่เบาที่สุด
บทสรุปแห่งความหลงใหลที่รอคุณสัมผัส
ในยุคที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ รถยนต์ไฟฟ้า อย่างรวดเร็ว Ferrari 812 GTS ยืนหยัดในฐานะสัญลักษณ์ของความหลงใหล วิศวกรรมอันยอดเยี่ยม และมรดกอันยาวนานของเฟอร์รารี่ มันคือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างขุมพลัง V12 หายใจเองอันดุดัน ความงดงามของเส้นสายแบบเปิดประทุน และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจและเป็นส่วนตัวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในปี 2025 นี้ การได้ครอบครอง Ferrari 812 GTS จึงไม่ต่างจากการเป็นเจ้าของชิ้นส่วนแห่งประวัติศาสตร์ ที่ยังคงมีชีวิตชีวาและพร้อมที่จะมอบความตื่นเต้นทุกครั้งที่สตาร์ทเครื่องยนต์
สำหรับผู้ที่พร้อมจะครอบครองตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ และแสวงหา Supercar ที่มอบทั้งสมรรถนะอันดุดัน ความสง่างามเหนือกาลเวลา และความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร Ferrari 812 GTS คือตัวเลือกที่ไร้ข้อกังขา อย่าพลาดโอกาสที่จะเป็นส่วนหนึ่งของตำนานบทนี้
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Ferrari 812 GTS หรือนัดหมายเพื่อสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษนี้ได้ที่ผู้แทนจำหน่ายเฟอร์รารี่อย่างเป็นทางการ เพื่อก้าวสู่โลกแห่งยนตรกรรมเหนือระดับก่อนใคร!
![[ครบชุด] T1012194 ดจบคนโลภ! Ep.2](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/12/image-734.png)
![[ครบชุด] T1012198 อย าย ดต ดปร ญญา Ep.2](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/12/image-735.png)