โตโยต้า ตอกย้ำวิสัยทัศน์แห่งอนาคต: เปิดมิติยานยนต์เหนือระดับ พร้อมข้อเสนอสุดเร้าใจ ในงาน Motor Expo 2025
งาน Thailand International Motor Expo 2025 หรือมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 42 ถือเป็นเวทีสำคัญที่ผู้ผลิตยานยนต์ทั่วโลกต่างพร้อมใจกันนำเสนอสุดยอดยานยนต์แห่งอนาคต และสำหรับแบรนด์ที่ยืนหยัดคู่คนไทยมาอย่างยาวนานอย่างโตโยต้า ปีนี้ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจภายใต้แนวคิด “Move Your World” ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนโลกของผู้คนให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยไลน์อัปยนตรกรรมที่ครบครัน ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และความต้องการที่หลากหลาย พร้อมกันนี้ โตโยต้ายังได้รังสรรค์ “ดีลตอบจบ ครบทุกความต้องการ” ข้อเสนอสุดพิเศษที่จะพลิกโฉมการเป็นเจ้าของรถให้ง่ายดายยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับแคมเปญส่งท้ายปี “Toyota Arigato” ที่เป็นเสมือนคำขอบคุณจากใจถึงลูกค้าผู้มีอุปการคุณทุกท่าน
คุณโนริอากิ ยามาชิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ย้ำถึงพันธสัญญาอันแข็งแกร่งของโตโยต้าต่อประเทศไทยว่า เรายังคงลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย พร้อมระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย ตอบรับทุกทิศทางของตลาดโลกและสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้าชาวไทยได้อย่างแท้จริง ในงาน Motor Expo 2025 นี้
โตโยต้าจึงนำยนตรกรรมทุกรุ่นมาจัดแสดงอย่างเต็มพิกัด สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ Multi-Pathway ที่ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้พลังงานที่เหมาะสมในแต่ละบริบท เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ได้อย่างเท่าเทียมกัน
พลิกโฉมวงการกระบะ: Hilux Travo และ Hilux Travo-e BEV – นิยามใหม่แห่งสมรรถนะและความยั่งยืน
หนึ่งในไฮไลต์ที่สร้างเสียงฮือฮาได้อย่างถล่มทลายคือการเปิดตัวรถกระบะรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง “Hilux Travo” และ “Travo-e BEV” เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าชาวไทยโดยเฉพาะ โตโยต้าได้ยกระดับคุณสมบัติอันเป็นเอกลักษณ์ด้านคุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ (QDR) ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ผสานเข้ากับสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง ความสะดวกสบายเหนือระดับ และความประหยัดน้ำมันที่เป็นเลิศ ด้วยระบบช่วงล่าง “Dynamic Cloud Suspension” อันเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุม การทรงตัว และความนุ่มนวลให้ดียิ่งขึ้นในทุกมิติ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีช่วงล่างอัจฉริยะเข้ากับการปรับจูนที่ละเอียดอ่อน ทำให้ Hilux Travo สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลคล้ายรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแกร่งตามแบบฉบับรถกระบะ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดสุดท้าทาย หรือการเดินทางในเมืองที่ต้องการความคล่องตัวสูง Dynamic Cloud Suspension จะช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากพื้นผิวถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเมื่อยล้าของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ทำให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความสบาย
Hilux Travo – แกร่งคล่องตัว ด้วยดีไซน์ Cyber Sumo
Hilux Travo ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “Cyber Sumo” ที่ผสมผสานความ “แข็งแกร่ง (Tough)” เข้ากับความ “คล่องตัว (Agile)” สะท้อนจิตวิญญาณแห่งนักสู้ที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว การดีไซน์ด้านหน้าแบบ Cyber Sumo ใหม่ มอบภาพลักษณ์ที่บึกบึน มั่นคง และเปี่ยมพลัง ขณะที่ภายในห้องโดยสารเน้นดีไซน์ “Robust Simplicity” ที่เรียบง่ายแต่แฝงด้วยความแข็งแกร่งและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว มอบความทันสมัยและคมชัด พวงมาลัยไฟฟ้าช่วยให้การควบคุมเป็นไปอย่างแม่นยำและง่ายดาย พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลาย ระบบ Multi-Terrain Select (MTS) ช่วยปรับการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นผิวที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นดิน ทราย โคลน หิน หรือหิมะ เพื่อให้คุณ “ลุยได้ดังใจ” ในทุกสถานการณ์ ทำให้ Hilux Travo ไม่ใช่แค่รถกระบะ แต่เป็นเครื่องมือที่พร้อมนำพาคุณไปสู่ทุกเป้าหมายได้อย่างมั่นใจและสะดวกสบาย
Hilux Travo Overland: “Great Explorer” เพื่อนร่วมเดินทางที่พร้อมพาคุณออกไปสำรวจโลกกว้างและท้าทายทุกขีดจำกัด ด้วยดีไซน์ที่เน้นความทนทานพร้อมลุยและอุปกรณ์ที่ครบครันสำหรับสายผจญภัย ด้วยราคาเริ่มต้น 1,102,000 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษ: ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.89% หรือ ฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD.
Hilux Travo Prerunner / 4TREX: “Great Urbaner” มาในรูปแบบ Double Cab และ Smart Cab ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานส่วนบุคคลและไลฟ์สไตล์คนเมืองที่เน้นความคล่องตัว ด้วย Prerunner ขับเคลื่อน 2 ล้อ และพร้อมพาคุณลุยไปสัมผัสธรรมชาติกับรุ่น 4TREX ขับเคลื่อน 4 ล้อ ด้วยเครื่องยนต์ GD Super Power ขนาด 2.8 ลิตร ที่ให้ทั้งพลังและความประหยัดที่ดีขึ้น เทคโนโลยีหัวฉีดอัจฉริยะ I-Art ควบคุมการฉีดน้ำมันอย่างแม่นยำด้วยเซ็นเซอร์คอมพิวเตอร์ ทำให้ละอองน้ำมันละเอียด เผาไหม้หมดจด และระบบ Stop & Start ระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อรถจอดนิ่ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันอย่างเห็นได้ชัด มาพร้อมเบรคมือไฟฟ้า EPB พร้อมระบบหน่วงเบรกอัตโนมัติ Auto Brake Hold, หน้าจอสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ Apple Car Play และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อม Wireless Charger มอบความสะดวกสบายและเชื่อมต่อทุกการเดินทาง
Hilux Travo Prerunner: ราคาเริ่มต้น 789,000 บาท
Smart Cab: ดอกเบี้ย 0.99% หรือ 1.65% พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD.
Double Cab: ดอกเบี้ย 0.99% หรือ 1.75% พร้อมประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD.
Hilux Travo 4TREX: ราคาเริ่มต้น 984,000 บาท
Smart Cab: ดอกเบี้ย 1.79% หรือ ฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD.
Hilux Travo Standard Cab 4TREX: “Great Achiever” กระบะคู่ใจสำหรับผู้ประกอบการที่พร้อมเคียงข้างทุกความมุ่งมั่น เพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง ด้วยตัวถังมาตรฐานและระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ให้สมรรถนะการบรรทุกและลุยงานอย่างเหนือชั้น พร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน อาทิ Blind Spot Monitor และ Rear Cross Traffic Alert ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้างและขณะถอยรถ พร้อม Rear View Camera กล้องมองภาพขณะถอยหลัง และ Parking Sensor สัญญาณเตือนกะระยะหน้าและหลัง มอบความอุ่นใจในทุกเส้นทาง ราคาเริ่มต้น 767,000 บาท พร้อมข้อเสนอ: ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 1.69% หรือ ฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD.
Hilux Travo-e BEV – ขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืน
ในยุคที่กระแสยานยนต์ไฟฟ้ากำลังมาแรง โตโยต้าไม่เพียงนำเสนอรถกระบะเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่ยังก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วย “Hilux Travo-e BEV” “Great Thinker” รถกระบะไฟฟ้าที่ถูกขับเคลื่อนจากแนวคิด Multi-Pathway ซึ่งผ่านการคิดอย่างรอบด้านเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายและสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ สู่การเดินทางในอนาคตที่ยิ่งใหญ่ เทคโนโลยี “Diamond Guard” ช่วยปกป้องแบตเตอรี่และชุดขับเคลื่อนไฟฟ้าอย่างมั่นใจด้วยแผ่นปิดเสริมความปลอดภัยทั้งด้านหน้าและใต้ท้องรถ โครงสร้างดูดซับแรงกระแทกจากทุกทิศทาง พร้อมแบตเตอรี่ที่ยึดกับเฟรมย่อยเป็นรูป Diamond Shape ช่วยลดความเสียหายจากการบิดตัวของเฟรม ให้คุณลุยได้อย่างมั่นใจในทุกสภาวะการใช้งาน ด้วยสมรรถนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนการดำเนินงาน ทำให้ Hilux Travo-e เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจและผู้ที่ต้องการยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการใช้งานที่ยั่งยืน
ราคาเริ่มต้น 1,491,000 บาท
ข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับ Hilux Travo-e (จอง 10 พ.ย. – 10 ธ.ค. 2568 และรับรถภายใน 31 มี.ค. 2569): รับความคุ้ม 3 ต่อ!
ต่อ 1: ฟรี! คูปองชาร์จไฟ มูลค่า 10,000 บาท จาก EV Station PluZ ซึ่งเป็นพันธมิตรเครือข่ายสถานีชาร์จชั้นนำ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นไปอย่างราบรื่น
ต่อ 2: ฟรี! บัตรกำนัลที่พัก The Standard Pattaya Na Jomtien มูลค่า 7,700 บาท (ห้อง Deluxe Room 1 คืน) มอบประสบการณ์การพักผ่อนระดับพรีเมียม
ต่อ 3: ฟรี! ประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD (Pay How You Drive ขับดีลดให้) และขยายระยะเวลารับประกันสูงสุด 5 ปี มอบความอุ่นใจในการเป็นเจ้าของ
เสริมทัพความแข็งแกร่ง: Hilux Revo และ Hilux Champ
นอกจากนี้ ตลาดรถกระบะของโตโยต้ายังคงแข็งแกร่งด้วย Hilux Revo ที่ยังคงเป็นขวัญใจมหาชน และ Hilux Champ ที่เพิ่งมีการแนะนำรุ่นฐานล้อสั้นพิเศษ ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายยิ่งขึ้น ทั้งการบรรทุกหนักและการปรับแต่งเพื่อธุรกิจเฉพาะทาง ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถกระบะอย่างแท้จริง
เจ้าตลาด PPV: Fortuner Leader G Plus – ผู้นำที่เข้าถึงง่าย
สำหรับกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์ PPV (Pickup Passenger Vehicle) โตโยต้ายังคงรักษาตำแหน่งเจ้าตลาดด้วย Fortuner ที่ล่าสุดได้เปิดตัวรุ่นใหม่ “Leader G Plus” ที่มาพร้อมมาตรฐานคุณภาพ ความทนทาน และความน่าเชื่อถือ (QDR) อันเป็นที่ยอมรับ ผสมผสานกับสเปคที่ยอดเยี่ยม ตอบโจทย์การใช้งานที่เน้นความคุ้มค่าและฟังก์ชันที่จำเป็นสำหรับครอบครัวยุคใหม่ ทำให้ Leader G Plus เป็นตัวเลือกที่ลงตัวสำหรับผู้นำรุ่นใหม่ที่มองหารถ PPV ที่เชื่อถือได้ พร้อมความคุ้มค่าและราคาที่เข้าถึงง่าย พร้อมลุยทุกเส้นทางและรองรับทุกกิจกรรมของครอบครัว
ยนตรกรรมไฮบริด Eco Car: New Yaris Ativ HEV และ Yaris Cross Nightshade – ประหยัด คล่องตัว และมีสไตล์
โตโยต้ายังคงเป็นผู้นำตลาดอีโคคาร์และยานยนต์ไฮบริดอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำด้วยยอดขายที่น่าประทับใจและส่วนแบ่งตลาดกว่า 50% ในกลุ่มอีโคคาร์ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความนิยมและความเชื่อมั่นของลูกค้า
New Yaris Ativ HEV Premium และ HEV GR Sport: เปิดตัวในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2568 สำหรับลูกค้าที่มองหารถอีโคซีดานที่เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองและการใช้งานประจำวัน ด้วยความคล่องตัวและประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ มาพร้อมเทคโนโลยีไฮบริด (Trusted HEV) ที่พิสูจน์แล้วว่าเชื่อถือได้และมีประสิทธิภาพสูงในการใช้งานจริง เครื่องยนต์ไฮบริด 1.5 ลิตร แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ให้กำลังสูงสุด 111 แรงม้า และอัตราการประหยัดน้ำมันสูงสุด 29.4 กม./ลิตร (อ้างอิงจาก Eco Sticker โดยทดสอบตามมาตรฐาน UN R101 ในห้องปฏิบัติการ ในรุ่น HEV Premium) สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ หน้าจอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้ว รองรับ Apple Car Play และ Android Auto แบบไร้สาย, Wireless Charger และเหนือระดับด้วย Toyota Safety Sense ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันที่ครอบคลุม ทั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ACC (Adaptive Cruise Control) แบบ All-Speed ที่ช่วยรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าอัตโนมัติ และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LKC (Lane Keeping Control) มอบความปลอดภัยและความสะดวกสบายในทุกการเดินทาง
รุ่น HEV GR Sport เสริมความสปอร์ตด้วยดีไซน์กระจังหน้าใหม่ โลโก้ GR และชุดแต่ง GR-S ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว หลังคาดำ พร้อมกระจกมองข้างสีดำปรับไฟฟ้าและพับเก็บอัตโนมัติ สำหรับภายในมากับเบาะหนังสังเคราะห์สีดำพร้อมโลโก้ GR เพิ่มความสนุกในการขับขี่ด้วยช่วงล่างและพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS ที่ปรับจูนพิเศษ มอบการควบคุมที่เฉียบคมยิ่งขึ้น
ราคาเริ่มต้น 719,000 บาท
ข้อเสนอ: ผ่อนเริ่มต้นเพียง 5,965 บาท พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD.
Yaris Cross Nightshade: ยนตรกรรมไฮบริดยอดนิยมที่มียอดขายสูงสุดในประเทศไทย เพิ่มความพิเศษด้วยรุ่น Nightshade ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใครด้วยการตกแต่งรอบคันแบบ Dark Design เสริมความสปอร์ตและลุคเมืองทันสมัยอย่างลงตัว อาทิ กระจังหน้าแบบ Metro Stylish, ล้ออัลลอยปัดเงาสีดำ 18 นิ้ว, กระจกมองข้างสีดำ และแพ็คเกจตกแต่งสีดำรอบคัน ได้แก่ ชุดตกแต่งบริเวณด้านล่าง (กันชนหน้า-หลัง และด้านข้าง), ชุดตกแต่งไฟตัดหมอกหน้า, คิ้วกระโปรงท้าย และคิ้วขอบหน้าต่างสีโครเมียมรมดำ มาพร้อม 2 สีภายนอกที่เป็นเอกลักษณ์ (Cement Gray Metallic ใหม่ และ Platinum White Pearl พร้อมหลังคาดำทูโทน) ภายในสีดำเพิ่มความโดดเด่นให้สปอร์ตพรีเมียม ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการรถยนต์ครอสโอเวอร์ที่ครบครันทั้งฟังก์ชันการใช้งานและการออกแบบที่ทันสมัย
ราคา 919,000 บาท
ข้อเสนอ: ดอกเบี้ยพิเศษ 1.55% หรือผ่อนเริ่มต้นเพียง 7,539 บาท/เดือน.
ยนตรกรรมไฟฟ้าแห่งอนาคต: Toyota bZ4X – ปลดล็อกขีดจำกัดแห่งการเดินทาง
โตโยต้ายังคงเดินหน้าอย่างแข็งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ด้วย “Toyota bZ4X” รถยนต์ไฟฟ้า BEV อเนกประสงค์ D-Segment ที่ประกอบและนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ภายใต้มาตรฐานการผลิตที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ความพร้อมของชิ้นส่วนอะไหล่ และเครือข่ายงานบริการที่ไว้วางใจได้สูงสุด ช่วยเติมเต็มไลน์อัพของโตโยต้าให้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ รถรุ่นนี้มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม พร้อมระยะทางในการขับขี่ที่ไกลถึง 600 กม./การชาร์จเต็ม 100% (ในรุ่น FWD) ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องระยะทางในการเดินทางในราคาที่น่าดึงดูดใจ นับตั้งแต่การเปิดตัวในช่วงปลายเดือนสิงหาคม bZ4X ได้รับยอดจองสิทธิ์ล่วงหน้ากว่า 2,000 คันภายในเพียง 1 เดือน ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์และเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าของโตโยต้า
ดีไซน์ด้านหน้าแบบ Hammerhead พร้อม Center Lamp ที่เป็นเอกลักษณ์ ภายในกว้างขวางสะดวกสบายด้วยหลักการออกแบบ Open & Relax มอบพื้นที่ใช้สอยที่โปร่งโล่งและยืดหยุ่น มั่นใจทุกการขับเคลื่อนด้วยโครงสร้าง e-TNGA ที่ออกแบบมาเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าของโตโยต้าโดยเฉพาะ ซึ่งให้ศูนย์ถ่วงต่ำ ทรงตัวดี และคล่องตัวทุกการเคลื่อนไหว ให้กำลังสูงสุด 343 แรงม้า (ในรุ่น AWD) มาพร้อม X-Mode ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะเมื่อขับขี่บนเส้นทางที่ท้าทาย รองรับหัวชาร์จแบบ AC Type 2 กำลังสูงสุด 22 กิโลวัตต์ และ DC Fast Charge ได้อย่างรวดเร็ว
ราคาเริ่มต้น 1,529,000 บาท
ข้อเสนอ: ฟรีประกันภัยชั้น 1 Toyota Care PHYD และพิเศษเฉพาะในงาน Motor Expo รับเพิ่มบัตรกำนัลส่วนลด 20,000 บาท.
สุดยอดยนตรกรรมพรีเมียมและสปอร์ต: Alphard/Vellfire HEV และ GR86 – ความหรูหราที่มาพร้อมความเร้าใจ
สำหรับลูกค้าที่มองหาสุดยอดมินิแวนหรู โตโยต้าภูมิใจนำเสนอ “Alphard และ Vellfire HEV” ที่มาจัดแสดงพร้อมส่งมอบสู่มือลูกค้าได้ทันที ซึ่งเป็นยนตรกรรมที่มอบความสะดวกสบายระดับเฟิร์สคลาส เหมาะสำหรับผู้บริหารและครอบครัวที่ต้องการพื้นที่กว้างขวางและเทคโนโลยี Hybrid ที่ให้ทั้งความประหยัดและความเงียบสงบในห้องโดยสาร และเพื่อเอาใจผู้ที่หลงใหลในความเร็วและแฟนๆ GR วันนี้ “GR86” ได้กลับมาอีกครั้ง พร้อมให้ทุกท่านเป็นเจ้าของได้แล้ว
GR86 – สัมผัสชีพจรแห่งท้องถนน: Feel the Pulse of the Road
GR86 ใหม่ ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาโดยทีม Gazoo Racing ที่มีประสบการณ์จากการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่บริสุทธิ์และน่าตื่นเต้น มาพร้อมเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบนอน 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุดถึง 237 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้า “G-Mesh” Matrix Grille อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ GR พร้อมไฟหน้าและไฟท้าย LED เสริมความสปอร์ตด้วยท่อไอเสียคู่ ภายในห้องโดยสารเบาะคู่หน้าหุ้มหนังแท้และ Ultrasuede พร้อมจอแสดงผลแบบสี MID Boxer Design ที่ปรับโหมดการแสดงผลได้ตามสไตล์การขับขี่ (Normal, Sport, Track) และจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับ Apple Car Play และ Android Auto พร้อมลำโพง 6 ตำแหน่ง
สมรรถนะได้รับการปรับแต่งใหม่เพื่อความสนุกและความมั่นใจยิ่งกว่าเดิม ทั้งการปรับแต่งลิ้นผีเสื้อ เพื่อการตอบสนองคันเร่งที่ดีขึ้นและฉับไว การปรับแต่งช็อกอัพหน้าและหลัง ทำให้ควบคุมรถและการตอบสนองในการขับขี่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ระบบเกียร์อัตโนมัติที่ลดเกียร์ต่ำลงที่รอบเครื่องยนต์สูงขึ้นเพื่อเรียกกำลังได้ทันใจ และการปรับตั้งระบบพวงมาลัยไฟฟ้าทำให้การตอบสนองของพวงมาลัยดีขึ้นและเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ มอบความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถในทุกโค้งถนน
จำหน่ายในราคา 2,999,000 บาท
สิทธิพิเศษสุด Exclusive สำหรับเจ้าของ GR86:
GR Service Package: บริการเช็กระยะมาตรฐาน ภายใน 3 ปี หรือ 45,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) มอบความอุ่นใจในการบำรุงรักษา
Roadside Service Package: ฟรี ระยะเวลา 5 ปี (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด) บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง
GR Track Experience: สัมผัสประสบการณ์ลงขับในสนามแข่ง พร้อม GR Master Class เรียนรู้เทคนิคการขับจากนักแข่งทีม Toyota Gazoo Racing Thailand และกิจกรรมพิเศษอีกมากมายสำหรับลูกค้า GR เพื่อยกระดับทักษะการขับขี่และการเข้าถึงคอมมิวนิตี้ของคนรักความเร็ว
นอกจากนี้ ยังมี GR Corolla รุ่นล่าสุด ล็อตสุดท้าย ซึ่งเป็นรถ Hot Hatch สมรรถนะสูงที่หายาก ให้ท่านได้ชมในงานฯ เฉพาะวันที่ GR Garage เข้าร่วม (วันที่ 4, 7 และ 10 ธันวาคม 2568) และพบกับ GR86 Mini Press Talk พร้อมกิจกรรมพิเศษในงาน GR Day: Coffee & Connect ในวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ณ Silooet House บางใหญ่ เพื่อร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้เชี่ยวชาญและคนรัก GR.
บทสรุปและข้อเสนอสุดพิเศษ
โตโยต้าไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตรถยนต์ แต่เป็นผู้ส่งมอบประสบการณ์แห่งการเดินทางที่สมบูรณ์แบบ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมทุกความต้องการ ตั้งแต่รถกระบะพันธุ์แกร่งที่พร้อมลุยทุกงาน รถยนต์อเนกประสงค์สำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ที่มอบความสบาย รถอีโคคาร์ไฮบริดที่ประหยัดพลังงาน ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า 100% แห่งอนาคต และรถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่เร้าใจ ทุกรุ่นมาพร้อมแพ็คเกจทางการเงินที่ยืดหยุ่นและทำให้การเป็นเจ้าของเป็นเรื่องง่าย รวมถึงแคมเปญส่งท้ายปี “Toyota Arigato” ที่อัดแน่นด้วยข้อเสนอสุดคุ้มค่า เพื่อให้คุณได้เป็นเจ้าของยานยนต์โตโยต้าในฝัน
เชิญสัมผัสวิสัยทัศน์แห่งอนาคตและข้อเสนอสุดพิเศษจากโตโยต้าได้ที่งาน Thailand International Motor Expo 2025 ตั้งแต่วันนี้ – 10 ธันวาคม 2568 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์และโชว์รูมโตโยต้าทั่วประเทศ เพื่อพบกับยนตรกรรมที่ตอบโจทย์ชีวิตคุณ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนโลกไปข้างหน้ากับโตโยต้า!
สุดยอดสุนทรียภาพแห่งยานยนต์: เจาะลึก 10 อันดับรถแพงที่สุดในโลกปี 2025 กับตำนานที่ยังมีลมหายใจ
ในโลกยานยนต์ยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวล้ำไปอย่างไม่หยุดยั้ง รถยนต์ได้ถูกยกระดับสถานะจากการเป็นเพียงพาหนะสู่การเป็นผลงานศิลปะชิ้นเอก สัญลักษณ์แห่งวิศวกรรมที่ไร้ขีดจำกัด และนิยามแห่งไลฟ์สไตล์เหนือระดับของผู้ครอบครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ซูเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ที่ได้รับการสั่งผลิตพิเศษ หรือผลิตในจำนวนจำกัด ยานยนต์เหล่านี้ไม่ใช่แค่เครื่องจักรที่พาเราไปถึงจุดหมายปลายทาง แต่ยังเป็นสิ่งที่บอกเล่าเรื่องราวความหลงใหล ความประณีต และความหรูหราอันเป็นที่สุด จนกลายเป็น “ที่สุดในโลก” ด้านราคาและคุณค่า ซึ่งในแต่ละปีก็มักจะมีดาวดวงใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาท้าทายอันดับเดิมอยู่เสมอ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์มากว่าสิบปี ผมได้รวบรวมข้อมูลล่าสุดเพื่อนำเสนอ 10 อันดับรถยนต์ที่แพงที่สุดในโลกประจำปี 2025 ที่คุณต้องรู้ เพื่อสำรวจว่ายนตรกรรมสุดอลังการเหล่านี้มีราคาเท่าไร และอะไรคือปัจจัยที่ทำให้พวกมันมีมูลค่ามหาศาลเช่นนี้
ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกแต่ละคัน สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือปัจจัยที่ทำให้รถยนต์เหล่านี้มีราคาพุ่งสูงทะลุเพดาน ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงสมรรถนะอันดุดันของเครื่องยนต์เท่านั้น แต่ยังรวมถึง:
ความเอ็กซ์คลูซีฟและการผลิตจำนวนจำกัด: รถยนต์เหล่านี้หลายคันเป็น “One-off” ที่สร้างขึ้นเพียงคันเดียวในโลก หรือผลิตในจำนวนจำกัดเพียงไม่กี่สิบคันทั่วโลก ทำให้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และการสะสมที่ประเมินค่ามิได้ เปรียบเสมือนงานศิลปะชั้นสูงที่หาชมได้ยากยิ่ง
การออกแบบและงานฝีมือระดับปรมาจารย์: ตัวถังรถยนต์หลายรุ่นผลิตด้วยมือทั้งหมด ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ที่ผ่านกรรมวิธีพิเศษ หรือแม้กระทั่งการประดับตกแต่งภายในด้วยหนังสัตว์หายาก ไม้มีค่าที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี หรือแม้กระทั่งอัญมณีล้ำค่า ซึ่งสะท้อนถึงความประณีตและทักษะช่างฝีมือระดับสูงสุด
นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงสุด: ผู้ผลิตทุ่มเทงบประมาณมหาศาลในการวิจัยและพัฒนาที่ไม่ประนีประนอม เพื่อสร้างขีดจำกัดใหม่ๆ ทั้งด้านความเร็ว ความปลอดภัย ประสิทธิภาพการขับขี่ และประสบการณ์การใช้งานที่เป็นเลิศ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้มักจะถูกนำมาใช้ในรถยนต์รุ่นผลิตจำนวนมากในภายหลัง
ชื่อเสียงและตำนานของแบรนด์: แบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเป็นที่ยอมรับในด้านความหรูหรา สมรรถนะ และความเป็นเลิศทางวิศวกรรม ย่อมมีอิทธิพลอย่างมากต่อมูลค่าของรถยนต์ ทำให้การเป็นเจ้าของรถยนต์จากแบรนด์เหล่านี้เป็นเสมือนการสืบทอดตำนาน
ความต้องการส่วนบุคคล (Bespoke Commission): รถยนต์สั่งผลิตพิเศษที่ปรับแต่งได้ทุกรายละเอียดตามความต้องการเฉพาะของลูกค้าผู้มั่งคั่ง ตั้งแต่สีภายนอก วัสดุภายใน ไปจนถึงฟังก์ชันพิเศษที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้รถยนต์แต่ละคันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสะท้อนรสนิยมอันไร้ที่ติของเจ้าของ
Rolls-Royce Boat Tail
ราคา: 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 963,564,000 บาท)
จุดเด่น: Rolls-Royce ขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราและงานฝีมืออันประณีตมาแต่เดิม แต่ Boat Tail คือการยกระดับมาตรฐานนั้นไปสู่จุดสูงสุดแห่งยนตรกรรมสั่งผลิตพิเศษ (Bespoke Commission) ที่มีราคาแพงที่สุดในโลกประจำปี 2025 คันนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากความสง่างามของเรือยอชท์ J Class สู่การรังสรรค์ตัวถังที่วิจิตรบรรจง ภายนอกโดดเด่นด้วยสีทูโทนอันเป็นเอกลักษณ์ กระจังหน้าขนาดใหญ่และไฟหน้าเพรียวบางตามแบบฉบับ Rolls-Royce ที่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามเหนือกาลเวลา สิ่งที่ทำให้ Boat Tail แตกต่างอย่างแท้จริงคือส่วนท้ายรถที่สามารถแปลงเป็นพื้นที่สังสรรค์สุดหรูแบบ Alfresco Dining พร้อมตู้แช่แชมเปญคู่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับแชมเปญ Armand de Brignac, ร่มกันแดดขนาดใหญ่, โต๊ะไม้ และเก้าอี้บาร์
ภายใน: ห้องโดยสารเปรียบเสมือนห้องนั่งเล่นบนเรือยอชท์หรู ด้วยการใช้ไม้ Caleidolegno ในการตกแต่งผนังและพื้น ผสมผสานวัสดุมันวาวและเครื่องหนังชั้นเลิศ เพิ่มความพิเศษด้วยนาฬิกา Bovet 1822 ที่แผงหน้าปัด ซึ่งได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับรถคันนี้ สะท้อนรสนิยมอันไร้ที่ติของเจ้าของ งานฝีมือที่พิถีพิถันทุกรายละเอียดและความเป็นหนึ่งเดียวของโลกนี้เองที่ทำให้ Rolls-Royce Boat Tail กลายเป็นไอคอนแห่งความหรูหราและมีราคาสูงที่สุด เป็นมากกว่ารถยนต์ แต่คือผลงานศิลปะเคลื่อนที่
Bugatti La Voiture Noire
ราคา: 18.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 643,523,100 บาท)
จุดเด่น: “La Voiture Noire” หรือ “รถยนต์สีดำ” ในภาษาฝรั่งเศส คือผลงานชิ้นเดียวในโลกที่ Bugatti สร้างสรรค์ขึ้นเพื่ออุทิศให้กับ Type 57 SC Atlantic รถคลาสสิกในตำนานของแบรนด์ ตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ที่ผลิตด้วยมือทั้งหมด แสดงถึงความล้ำหน้าทางวิศวกรรมและความงามที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ด้วยเส้นสายที่ไหลลื่นและไร้รอยต่อตลอดคัน ให้ความรู้สึกถึงความเร็วและสง่างามในคราเดียว ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ W16 ความจุ 8.0 ลิตร เทอร์โบ 4 ลูก ให้กำลังสูงสุดถึง 1,500 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาล 1,600 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นขุมพลังที่สร้างชื่อให้ Bugatti ในฐานะผู้ผลิตไฮเปอร์คาร์ที่เร็วที่สุดในโลก รถคันนี้ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่เป็นมรดกที่เคลื่อนที่ได้ และเป็นเจ้าของโดยนักฟุตบอลระดับโลกอย่าง Cristiano Ronaldo ซึ่งตอกย้ำถึงสถานะความเป็นที่สุดของมันในฐานะไฮเปอร์คาร์ที่ผสมผสานประวัติศาสตร์เข้ากับอนาคตได้อย่างลงตัว
Rolls-Royce Sweptail
ราคา: 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 412,956,000 บาท)
จุดเด่น: อีกหนึ่งผลงาน Bespoke Commission จาก Rolls-Royce ที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของ Rolls-Royce Phantom Coupe โดยใช้เวลาในการรังสรรค์ถึง 4 ปี (2013-2017) ก่อนจะเปิดตัวและสร้างความฮือฮาในฐานะรถที่แพงที่สุดในโลกในปี 2017 Sweptail ผสมผสานแรงบันดาลใจจากรถยนต์ตัวถังโค้ชบิลด์ (Coachbuilding) ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่เน้นการออกแบบตัวถังตามสั่งเข้ากับความสง่างามของเรือยอชท์คลาสสิก เส้นสายด้านข้างรถไหลลื่นไปจนถึงแนวหลังคาที่ลาดลงด้านหลังอย่างงดงามคล้ายกับเรือ ห้องโดยสารเน้นความเรียบง่ายแต่หรูหราสูงสุด ด้วยวัสดุหนัง Moccacain และ Dark Spice แผงไม้ Paldao ที่โชว์ลายไม้อันประณีต และหลังคากระจกบานใหญ่ที่ให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาอย่างเต็มที่ มอบประสบการณ์การเดินทางที่โปร่งสบายและโอ่อ่าเป็นพิเศษ Sweptail เป็นสัญลักษณ์แห่งรสนิยมอันเป็นส่วนตัวและการแสวงหาความสมบูรณ์แบบที่หาที่เปรียบไม่ได้
Bugatti Centodieci
ราคา: 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 309,700,000 บาท)
จุดเด่น: “Centodieci” ที่แปลว่า “110” ในภาษาอิตาลี คือรถไฮเปอร์คาร์ที่ผลิตจำกัดเพียง 10 คันทั่วโลก เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 110 ปีของ Bugatti และเป็นการแสดงความเคารพต่อ Bugatti EB110 SS ซูเปอร์คาร์ในตำนานยุค 90 Centodieci ใช้พื้นฐานจาก Chiron แต่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดเพื่อตีความดีไซน์คลาสสิกให้ทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมลดน้ำหนักลง 20 กิโลกรัมเมื่อเทียบกับ Chiron ผ่านการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ขั้นสูง แต่เพิ่มกำลังจากเครื่องยนต์ W16 8.0 ลิตร เทอร์โบ 4 ลูก เป็น 1,600 แรงม้า พร้อมแรงบิด 1,600 นิวตันเมตร ทำให้มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.4 วินาที ด้วยความหายาก สมรรถนะที่เหนือชั้น และการเป็นเครื่องบรรณาการแก่ตำนาน ทำให้ Centodieci เป็นที่ต้องการของนักสะสมทั่วโลก และเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกด้านวิศวกรรมความเร็วของ Bugatti
Maybach Exelero
ราคา: 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 275,300,000 บาท)
จุดเด่น: Exelero คือรถสปอร์ตสมรรถนะสูงที่ผลิตพิเศษเพียงคันเดียวในปี 2005 จากความร่วมมือระหว่าง Stola สตูดิโอออกแบบจากอิตาลี และ Daimler/Chrysler เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะของ Fulda บริษัทผลิตยางสัญชาติเยอรมัน (ในเครือ Goodyear) ที่ต้องการรถสำหรับทดสอบยาง Carat Exelero รุ่นใหม่ รถคันนี้ได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบจาก Maybach SW 38 ในปี 1938 ผสมผสานกับพื้นฐานของ Maybach 57 ทำให้มีฝากระโปรงหน้าที่ยาวสง่างาม กระจังหน้าโครเมียมขนาดใหญ่ และดีไซน์ที่ดูทรงพลังและดุดัน ด้วยความสามารถในการทำความเร็วสูงสุดถึง 350 กม./ชม. เพื่อทดสอบขีดจำกัดของยาง ทำให้ Exelero ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ แต่เป็นห้องทดลองเคลื่อนที่แห่งเทคโนโลยีและดีไซน์ ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ Maybach ในการสร้างสรรค์รถยนต์สมรรถนะสูง
Bugatti Divo
ราคา: 5.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 199,500,000 บาท)
จุดเด่น: Divo คือรถสปอร์ตที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพิชิตสนามแข่ง โดยผลิตจำกัดเพียง 40 คันระหว่างปี 2019-2021 ตั้งชื่อตาม Albert Divo นักแข่งรถชาวฝรั่งเศสผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยขับ Bugatti ในยุค 1920s แม้จะใช้พื้นฐานจาก Chiron แต่ Divo ได้รับการปรับแต่งใหม่หลายส่วนเพื่อเน้นหลักอากาศพลศาสตร์ที่เหนือกว่า ทั้งระบบระบายไอเสียพร้อม 4 ปลายท่อ, สปอยเลอร์หลังติดตายตัวขนาดใหญ่ 1.8 เมตร, ช่องดักอากาศ NACA บนหลังคา เพื่อเพิ่มแรงกด (downforce) ให้รถยึดเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้นในความเร็วสูง การปรับแต่งเหล่านี้ทำให้ Divo สามารถสร้างแรงกดได้มากกว่า Chiron ถึง 90 กิโลกรัม ส่งผลให้มีการเข้าโค้งที่เฉียบคมและทรงตัวได้ดีเยี่ยม ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วย Alcantara และคาร์บอนไฟเบอร์ เครื่องยนต์ W16 8.0 ลิตร เทอร์โบ 4 ลูก กำลังสูงสุด 1,500 แรงม้า เช่นเดียวกับ Chiron แต่มีการตอบสนองและประสิทธิภาพในสนามแข่งที่เฉียบคมกว่า ทำให้ Divo เป็นที่ปรารถนาของนักขับที่ต้องการสมรรถนะสูงสุดบนสนามแข่ง
Pagani Huayra Imola
ราคา: 5.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 185,830,000 บาท)
จุดเด่น: Huayra Imola คือรุ่นที่ทรงพลังที่สุดและถูกออกแบบมาเพื่อการขับขี่บนถนนสาธารณะของตระกูล Huayra โดยตั้งชื่อตามสนามแข่งรถ Imola อันโด่งดังในอิตาลี ขุมพลังเครื่องยนต์ V12 จาก Mercedes-AMG ได้รับการปรับจูนจนมีกำลังสูงสุดถึง 827 แรงม้า และแรงบิด 1,100 นิวตันเมตร พร้อมกับการลดน้ำหนักตัวถังลงเหลือเพียง 1,246 กิโลกรัม ด้วยการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์และสีน้ำหนักเบาพิเศษที่พัฒนาขึ้นโดย Pagani ภายนอกได้รับการปรับปรุงอย่างกว้างขวาง ทั้ง Diffuser ด้านหลังขนาดใหญ่, ช่องดักอากาศบนหลังคา, ครีบฉลาม และปีกหลังพร้อมไฟเบรก เพื่อประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์สูงสุดและสร้างแรงกดที่สำคัญสำหรับการขับขี่ด้วยความเร็วสูง Pagani Huayra Imola ถูกผลิตออกมาเพียง 6 คัน โดย 5 คันสำหรับลูกค้าและ 1 คันเป็นรถต้นแบบ ทำให้เป็นหนึ่งในรถซูเปอร์คาร์ที่หายากและเป็นที่ต้องการมากที่สุดสำหรับนักสะสมที่ชื่นชอบความสมบูรณ์แบบด้านวิศวกรรมและงานศิลปะ
Koenigsegg CCXR Trevita
ราคา: 4.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 165,180,000 บาท)
จุดเด่น: ความพิเศษของ Koenigsegg CCXR Trevita อยู่ที่ตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งผลิตด้วยกรรมวิธี “Koenigsegg Proprietary Diamond Weave” ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร โดยมีการเคลือบไฟเบอร์ด้วยผงเพชร ทำให้ตัวรถเปล่งประกายระยิบระยับคล้ายเพชรเมื่อต้องแสง ซึ่งเป็นการพลิกโฉมวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์แบบดั้งเดิมให้มีความหรูหราอย่างไม่เคยมีมาก่อน ด้วยความซับซ้อนและต้นทุนที่สูงลิบในการผลิตคาร์บอนไฟเบอร์เคลือบเพชรนี้ ทำให้มีรถรุ่นนี้ถูกผลิตออกมาเพียง 2 คันเท่านั้น ซึ่งเป็นรุ่นที่หายากที่สุดของ Koenigsegg ทำให้มีมูลค่าการสะสมสูงลิบ Floyd Mayweather นักมวยชื่อดังระดับโลก เคยเป็นเจ้าของหนึ่งในสองคันนี้ ก่อนจะขายออกไปในปี 2017 สะท้อนถึงสถานะความเป็นซูเปอร์คาร์ระดับตำนานที่ผสมผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับความหรูหราอันเป็นที่สุด
Lamborghini Veneno
ราคา: 4.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 154,858,000 บาท)
จุดเด่น: Lamborghini Veneno คือผลงานการฉลองครบรอบ 50 ปีของ Lamborghini ที่ผลิตจำกัดจำนวน โดยใช้ Aventador เป็นพื้นฐาน แต่ได้รับการปรับแต่งทั้งภายนอกและภายในให้มีลักษณะคล้ายรถแข่งขุมพลัง V12 ความจุ 6.5 ลิตร ได้รับการปรับจูนให้มีกำลังสูงสุด 750 แรงม้า ซึ่งมากกว่า Aventador ถึง 50 แรงม้า การออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากรถสปอร์ตต้นแบบและรถแข่ง ทำให้ Veneno มีความดุดันและแตกต่างอย่างชัดเจนจากรถยนต์สายการผลิตทั่วไปของ Lamborghini ด้วยดีไซน์ที่เน้นหลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูงเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดบนสนามแข่ง ภายในห้องโดยสารยังคงความหรูหราแบบ Aventador แต่มีการนำ Carbon Skin มาใช้เพิ่มความพิเศษและลดน้ำหนัก จำนวนการผลิตแบ่งเป็นตัวถังคูเป้ 4 คันและเปิดประทุน 9 คัน ซึ่งทำให้มันกลายเป็นหนึ่งใน Lamborghini ที่หายากและเป็นที่ปรารถนาสูงสุดสำหรับนักสะสมที่ต้องการรถยนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและสมรรถนะระดับสูง
Bugatti Chiron Super Sport 300+
ราคา: 3.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 134,200,000 บาท)
จุดเด่น: Bugatti Chiron Super Sport 300+ เป็นอีกหนึ่งรุ่นจาก Bugatti ที่ตอกย้ำถึงการเป็นผู้นำด้านไฮเปอร์คาร์ และติดอันดับรถแพงที่สุดในโลก โดยผลิตจำกัดเพียง 30 คัน หลังจากความสำเร็จของรถต้นแบบ Chiron ที่ทำความเร็วทะลุ 300 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 482 กม./ชม.) ได้เป็นคันแรกของโลก เพื่อบ่งบอกถึงความพิเศษ ตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์มาพร้อมแถบคู่สีส้มที่เป็นเอกลักษณ์ และการออกแบบที่ดุดันยิ่งขึ้นด้วยช่องดักอากาศขนาดใหญ่ที่กันชนหน้า Diffuser ขนาดใหญ่ที่กันชนหลัง และปลายท่อไอเสียใหม่ เพื่อประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์สูงสุดในการทำความเร็วสูง แม้สปอยเลอร์หลังจะถูกถอดออกเพื่อลดแรงต้านในความเร็วสูง ขุมพลังเครื่องยนต์ W16 8.0 ลิตร เทอร์โบ 4 ลูก ให้กำลังสูงสุด 1,600 แรงม้า พร้อมแรงบิด 1,600 นิวตันเมตร เช่นเดียวกับ Centodieci แต่ Super Sport 300+ มุ่งเน้นไปที่การทำความเร็วสูงสุดเป็นหลัก ทำให้มันเป็นสัญลักษณ์ของขีดจำกัดด้านวิศวกรรมความเร็วและเป็นไฮเปอร์คาร์ที่หาตัวจับยาก
บทสรุปและคำเชิญชวน
10 สุดยอดรถยนต์ราคาแพงที่สุดในโลกเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่พาหนะ แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ นวัตกรรมที่ก้าวล้ำ และงานฝีมือที่ไร้ที่ติ แต่ละคันมีเรื่องราวเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา ทั้งการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ การผลิตที่พิถีพิถัน และสมรรถนะที่ท้าทายทุกขีดจำกัดของมนุษย์ พวกมันคือแรงบันดาลใจและตัวแทนของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ไม่มีวันหยุดนิ่ง เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์สามารถสร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์และผลักดันขอบเขตของเทคโนโลยีและความหรูหราไปได้ไกลแค่ไหน
สำหรับผู้ที่หลงใหลในโลกของยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นความหรูหราเหนือระดับ หรือสมรรถนะอันดุดันของซูเปอร์คาร์ ไปจนถึงรถยนต์คุณภาพที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง ผมขอเชิญชวนให้คุณได้สำรวจและค้นพบ “ยานยนต์ในฝัน” ของคุณ ไม่ว่าจะเป็นรถใหม่ป้ายแดงที่เพิ่งเปิดตัว หรือรถมือสองคุณภาพเยี่ยมในราคาที่เข้าถึงได้ ที่พร้อมตอบทุกความต้องการ ผมแนะนำให้คุณเยี่ยมชมเว็บไซต์ Roddonjai.com แหล่งรวมรถยนต์มือสองคุณภาพดีจากผู้ขายที่เชื่อถือได้ เพื่อค้นหารถที่คุณต้องการในราคาที่โดนใจ มาร่วมเดินทางไปกับโลกยานยนต์ที่ไร้ขีดจำกัดนี้ด้วยกัน!
