Bentley Continental GT Supersports: กำเนิดตำนานบทใหม่แห่งความเบา แรง และเร้าใจ ปี 2025 – บทสรุปของยนตรกรรม Grand Tourer เหนือระดับ
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มานานนับทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการอันน่าทึ่งของรถยนต์สมรรถนะสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซกเมนต์ รถยนต์หรู ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และในปี 2025 นี้ วงการยานยนต์โลกกำลังจับตาการกลับมาอีกครั้งของชื่อที่เปี่ยมด้วยมนต์ขลังและศักดิ์ศรีอย่าง Bentley Continental GT Supersports ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์รุ่นใหม่ แต่คือการประกาศจุดยืนของ Bentley ในการสร้างสรรค์ สุดยอดสมรรถนะ ที่ผสานเข้ากับความหรูหราอย่างไร้ที่ติ เพื่อมอบ ประสบการณ์ขับขี่ ที่ไม่เหมือนใครบนท้องถนน
ชื่อ “Supersports” นั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ย้อนกลับไปถึงปี 1925 กับ Bentley 4½ Litre ซึ่งเป็นรุ่นบุกเบิกที่สร้างชื่อเสียงให้ Bentley ในฐานะผู้ผลิต รถสปอร์ต ที่เร็วที่สุดในยุคนั้น ด้วยความสามารถในการทำความเร็วทะลุ 161 กม./ชม. และคว้าชัยในสนาม Le Mans อย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จเหล่านี้ได้หล่อหลอม DNA แห่งสมรรถนะและชัยชนะให้ Bentley มาจนถึงปัจจุบัน และในปี 2025 นี้ Bentley ได้นำจิตวิญญาณแห่ง “Supersports” กลับมาอีกครั้งบนพื้นฐานของ Continental GT เจเนอเรชันปัจจุบัน แต่ในรูปแบบที่ก้าวล้ำไปอีกขั้น ทั้งในด้านความแรงและน้ำหนักที่เบาที่สุดเท่าที่ Bentley เคยทำมา เป็นการตอกย้ำถึง นวัตกรรมยานยนต์ และความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำตลาด Grand Tourer ระดับโลก
วิศวกรรมยานยนต์ขั้นสุด: หัวใจ V8 กับขีดจำกัดที่ถูกทำลาย
ภายใต้ฝากระโปรงของ Continental GT Supersports รุ่นใหม่นี้ บรรจุขุมพลังเครื่องยนต์ V8 Twin-Turbo ที่ได้รับการปรับจูนใหม่หมดจด ให้กำลังสูงสุดถึง 657 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลที่ 800 นิวตันเมตร พลังที่ส่งตรงสู่ล้อหลังผ่านระบบ ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ผนวกกับเกียร์ DCT 8 จังหวะอันชาญฉลาด ทำให้การตอบสนองเป็นไปอย่างฉับไวและแม่นยำ ทุกการกดคันเร่งคือการส่งสัญญาณถึงพละกำลังอันไร้ขีดจำกัด การเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ทำได้ภายในเวลาเพียง 3.7 วินาที และทะยานไปสู่ความเร็วสูงสุด 309 กม./ชม. ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่การอวดอ้าง แต่คือผลลัพธ์ของการ วิศวกรรมยานยนต์ ที่พิถีพิถันทุกรายละเอียด
ในยุคที่กระแส รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ ไฮบริดสมรรถนะสูง กำลังถาโถมเข้าสู่ตลาด Bentley Continental GT Supersports กลับเลือกที่จะยืนหยัดด้วยหัวใจ V8 อันบริสุทธิ์ ทำให้มันเป็นรุ่นเดียวในตระกูล GT ที่ไม่ใช้ระบบไฮบริด ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้รถคันนี้มีน้ำหนักต่ำกว่า 2,000 กิโลกรัมอย่างน่าประทับใจ เบากว่า Continental GT Speed กว่า 454 กก. โดยเฉพาะการเป็น รถยนต์เบาสุด ในตระกูล GT ถือเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่ยอดเยี่ยม สะท้อนถึงการใช้วัสดุศาสตร์ขั้นสูงและการออกแบบที่เน้นประสิทธิภาพสูงสุด
ความแม่นยำในการขับขี่: เทคโนโลยีแชสซีที่ไม่เคยประนีประนอม
เพื่อรองรับพละกำลังมหาศาลและน้ำหนักที่เบาลง Bentley ได้ติดตั้งเทคโนโลยีและระบบควบคุมการขับขี่ที่ล้ำสมัยที่สุด ระบบ Limited-slip Differential แบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำหน้าที่ส่งกำลังลงสู่ล้อหลังอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการควบคุมในทุกสภาวะ การเพิ่มความกว้างช่วงล้อหลังอีก 16 มม. ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลข แต่คือการเพิ่มเสถียรภาพและสมดุลในการเข้าโค้งอย่างชัดเจน
ระบบ Torque Vectoring และ การเลี้ยวล้อหลัง (Rear-Wheel Steering) คือหัวใจสำคัญที่เปลี่ยนบุคลิกของ Supersports ให้กลายเป็นรถที่คล่องตัวเกินคาดสำหรับ Grand Tourer ขนาดใหญ่เช่นนี้ ระบบพวงมาลัย ช่วงล่าง (ด้านหน้า Double Wishbone, ด้านหลัง Multi-Link) และระบบควบคุมการยึดเกาะ (Traction Control) ได้รับการปรับจูนใหม่ทั้งหมดโดยผู้เชี่ยวชาญของ Bentley เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการเคลื่อนไหว การเข้าโค้ง และการเร่งความเร็ว เป็นไปอย่างแม่นยำและมั่นคงสูงสุด ร่วมด้วยระบบป้องกันโคลงไฟฟ้า 48V ที่ตอบสนองได้เร็วเพียง 0.3 วินาที ช่วยลดอาการโคลงของตัวถังได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้ Continental GT Supersports สามารถเข้าโค้งได้เร็วกว่า Continental GT Speed ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ พร้อมแรง G สูงสุดถึง 1.3G ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับ ซูเปอร์คาร์ ระดับไฮเปอร์คาร์บางรุ่นเลยทีเดียว
ระบบเบรกคืออีกหนึ่งไฮไลต์ที่ Bentley ภาคภูมิใจว่าเป็นระบบเบรกที่ใหญ่ที่สุดในรถโปรดักชันยุคปัจจุบัน ด้วยคาลิเปอร์ 10 พอตจับคู่กับจานเบรก Carbon-Silicon-Carbide ขนาด 440 มม. ที่ด้านหน้า และคาลิเปอร์ 4 พอตกับจานเบรก 410 มม. ที่ด้านหลัง ไม่เพียงแค่ให้พลังการหยุดที่เหนือชั้น แต่ยังทนทานต่อการใช้งานหนัก และลดน้ำหนักส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน (Unsprung Weight) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
โหมดการขับขี่ที่ปรับได้: จากความนุ่มนวลสู่ความดุดันในสนามแข่ง
Bentley Continental GT Supersports มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 รูปแบบ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่ง ประสบการณ์ขับขี่ ให้เข้ากับสถานการณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ:
Touring: สำหรับการเดินทางที่ต้องการความนุ่มนวลและสะดวกสบายสูงสุด เหมาะสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวันหรือการเดินทางไกล
Bentley Mode: เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความฉับไวแบบสปอร์ตกับความนุ่มนวลในแบบฉบับ Bentley เพื่อความสมดุลสูงสุด
Sport Mode: โหมดที่ปลดปล่อยศักยภาพสูงสุดของ Supersports เหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนที่คดเคี้ยวหรือในสนามแข่ง ที่ต้องการการตอบสนองที่เฉียบคมและสมรรถนะที่ดุดัน
ดีไซน์ที่ผสมผสานความงามและแอโรไดนามิก: ทุกเส้นสายคือฟังก์ชัน
Bentley จัดเต็มกับชิ้นส่วน คาร์บอนไฟเบอร์ รอบคัน ไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงาม แต่เพื่อลดน้ำหนักและเพิ่มประสิทธิภาพทาง แอโรไดนามิก กันชนหน้าดีไซน์ใหม่มาพร้อม Splitter ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีในรถถนนของ Bentley พร้อม Dive Plane ที่ช่วยเพิ่มแรงกดด้านหน้า ด้านหลังโดดเด่นด้วยดิฟฟิวเซอร์ดีไซน์ใหม่ และสปอยเลอร์ชิ้นเดียวที่สามารถเพิ่มแรงกดได้ถึง 300 กิโลกรัม ช่วยให้รถยึดเกาะถนนได้ดีเยี่ยมในความเร็วสูง เสริมด้วยล้อฟอร์จขนาด 22 นิ้ว ที่พัฒนาโดย Manthey Racing ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดน้ำหนัก แต่ยังเพิ่มความแข็งแกร่งและลดการหมุนของล้อที่ไม่จำเป็น
ภายในห้องโดยสาร เน้นการลดน้ำหนักเป็นหลัก ด้วยการถอดเบาะหลังออกทั้งหมด ลดฉนวนกันเสียง และใช้เบาะทรง Bucket น้ำหนักเบาแบบโครงสร้างพิเศษที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อการขับขี่ที่รวดเร็วและควบคุมง่าย ผู้ซื้อยังสามารถเลือกชุดสีห้องโดยสารได้ทั้งแบบ Monotone, Dual-Tone หรือ Tri-Tone พร้อมวัสดุสุดหรูอย่าง Leather, Dinamica และ Carbon Fiber ที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว มอบความรู้สึกพรีเมียมและสปอร์ตไปพร้อมกัน ปิดท้ายด้วยท่อไอเสีย Akrapovic Titanium แบบเต็มระบบ ที่ไม่เพียงลดน้ำหนัก แต่ยังมอบสุ้มเสียงอันไพเราะเร้าใจของเครื่องยนต์ V8 ให้กังวานไปทั่วทุกเส้นทาง
บทสรุปและราคา: ยนตรกรรมแห่งความพิเศษที่ต้องจับจอง
Dr. Frank-Steffen Walliser ประธานและซีอีโอของ Bentley ได้ยืนยันว่า Continental GT Supersports ใหม่ คือการกลับมาของ Bentley ในแบบรถสมรรถนะสูงสุด ที่ยังคงเป็นงานศิลปะยานยนต์เฉพาะสำหรับลูกค้าแต่ละราย สะท้อนถึงปรัชญา Bespoke ที่เป็นหัวใจของแบรนด์ ซึ่งเป็นโปรเจกต์แรกที่เขาดูแลตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสมบูรณ์
ด้วยการผลิตจำนวนจำกัดเพียง 500 คันทั่วโลก Bentley Continental GT Supersports ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่คือชิ้นงานสะสมแห่งอนาคตที่หาได้ยากยิ่ง คาดการณ์ว่าการเปิดรับจองจะเริ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2025 และเริ่มผลิตช่วงต้นปี 2026 โดยราคาจำหน่ายนั้น แม้ยังไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะสูงกว่ารุ่นพื้นฐาน Continental GT ที่เริ่มต้นประมาณ 285,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 11,000,000 บาท ณ อัตราแลกเปลี่ยนปี 2025) ซึ่งเป็นราคาที่สะท้อนถึงความพิเศษ เทคโนโลยี และความเป็นเลิศในทุกมิติ
Bentley Continental GT Supersports ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ที่เร็วและเบาที่สุด แต่เป็น Grand Tourer ที่นิยามคำว่าสมรรถนะสูงสุดและความหรูหราใหม่ในยุค 2025 เป็นการลงทุนในความหลงใหลและวิศวกรรมยานยนต์ที่บริสุทธิ์ที่สุด ถ้าคุณคือหนึ่งในผู้ที่กำลังมองหา รถยนต์ลิมิเต็ด ที่ไม่เพียงมอบความเร็ว แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและรสนิยมอันโดดเด่น นี่คือโอกาสที่คุณจะได้เป็นส่วนหนึ่งของตำนานบทใหม่
หากคุณพร้อมที่จะเป็นเจ้าของสุดยอดยนตรกรรมแห่งยุค สนใจในรายละเอียดเพิ่มเติม หรือต้องการปรึกษาเกี่ยวกับการจองสิทธิ์ในประเทศไทย โปรดติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราได้แล้ววันนี้ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสในการครอบครองตำนานบทใหม่ของ Bentley!
XPENG Mona SUV EV ปี 2025: ทายาทแห่งความสำเร็จ สู่มิติใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะในตลาดโลก
ในฐานะนักวิเคราะห์ตลาดและผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ไฟฟ้าที่คลุกคลีในวงการมานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมของอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซกเมนต์ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีการแข่งขันที่ดุเดือดและนวัตกรรมที่ก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง และในปี 2025 นี้ สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือการปรากฏตัวของ XPENG Mona SUV EV ทายาทที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ ซึ่งคาดว่าจะมาต่อยอดความสำเร็จอันล้นหลามของ Mona M03 ซีดานที่สร้างปรากฏการณ์ในตลาดจีน
XPENG Mona M03: ต้นแบบแห่งความสำเร็จที่ไม่อาจมองข้าม
ก่อนที่จะพูดถึง Mona SUV EV เราต้องย้อนกลับไปมองความสำเร็จของ Mona M03 ซีดานไฟฟ้า A-segment ที่สร้างมาตรฐานใหม่ในตลาด EV ของจีน ด้วยยอดส่งมอบสะสมที่พุ่งทะลุ 180,000 คัน และครองอันดับหนึ่งในกลุ่มอย่างต่อเนื่องถึง 12 เดือน (ข้อมูล ณ ปลายปี 2024 และต่อเนื่องถึงต้นปี 2025) เฉพาะเดือนตุลาคมเพียงเดือนเดียวก็ทำยอดขายไปได้กว่า 16,309 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งและสะท้อนถึงความต้องการของตลาดต่อรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาเข้าถึงได้ แต่ยังคงมอบ เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า ที่ล้ำหน้าและคุ้มค่า Mona M03 เป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตด้านยอดขายของ XPENG และเป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของแบรนด์ในการแข่งขันระดับโลก
ภาพหลุด Mona SUV EV: การก้าวสู่เซกเมนต์ที่ท้าทายกว่า
ในปี 2025 นี้ ภาพหลุดของ XPENG Mona SUV EV ได้ถูกเผยแพร่ผ่านสื่อจีน สร้างความตื่นเต้นและคำถามว่ารถ SUV รุ่นใหม่นี้จะสามารถสานต่อความสำเร็จของ M03 ได้หรือไม่ แม้ภาพจะยังไม่ชัดเจนนัก แต่ก็เห็นได้ชัดว่า Mona SUV จะแชร์พื้นฐานทางวิศวกรรมและเทคนิคหลายส่วนร่วมกับ M03 คล้ายกับความสัมพันธ์ระหว่าง Tesla Model 3 และ Model Y อย่างไรก็ตาม ในฐานะรถ SUV ย่อมมาพร้อมกับรูปทรงที่สูงขึ้น หลังคาสูงขึ้น และเส้นสายท้ายลาดแบบ Fastback หรือทรง Coupé ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตและทันสมัยมากขึ้น
จากการคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในตลาด รถ SUV ไฟฟ้า Mona SUV อาจใช้โครงสร้างและระบบเทคนิคเดียวกับ M03 ในช่วงแรก แต่เชื่อว่า XPENG จะต้องมีการอัปเกรดด้าน สมรรถนะ EV และ ระยะทางขับขี่ เพื่อให้เหมาะสมกับขนาดตัวรถที่ใหญ่กว่าและเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้ใช้รถ SUV ที่มองหาความอเนกประสงค์ พื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง และสมรรถนะที่เหนือกว่าซีดาน สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญในการแข่งขันใน ตลาด EV ที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ
ความท้าทายและโอกาสในตลาด SUV EV ปี 2025
ราคาจำหน่ายถือเป็นกุญแจสำคัญสำหรับ Mona SUV EV เพราะ M03 ได้สร้างมาตรฐานเรื่องความคุ้มค่าไว้สูง การตั้ง ราคา EV ที่แข่งขันได้โดยไม่ลดทอนคุณภาพหรือฟีเจอร์คือความท้าทายหลัก ในปี 2025 ตลาด SUV ไฟฟ้ามีการแข่งขันสูงมาก มีผู้เล่นทั้งจากแบรนด์ดั้งเดิมและแบรนด์ EV ใหม่ๆ เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ นโยบายเงินอุดหนุนรถไฟฟ้าที่ลดลงและการปรับภาษีรถใหม่ในหลายประเทศ ทำให้ผู้บริโภคมีความคาดหวังสูงขึ้นกับ รถยนต์พลังงานทางเลือก ที่ต้องมอบความคุ้มค่าอย่างแท้จริง
หาก XPENG สามารถรักษาสมดุลระหว่างราคา การอัปเกรดผลิตภัณฑ์ และความได้เปรียบด้านซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นจุดแข็งของแบรนด์ Mona SUV อาจกลายเป็นรุ่นโมเดลที่สำคัญในการต่อยอดความสำเร็จของ M03 และขยาย แบรนด์รถ EV ของ XPENG ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
จุดแข็งที่ XPENG Mona SUV จะนำเสนอ: Beyond M03
พื้นที่ใช้สอยและความอเนกประสงค์: ในฐานะ SUV Mona จะมอบพื้นที่ภายในที่กว้างขวางขึ้น ความสะดวกสบายในการเข้าออก และความจุสัมภาระที่มากกว่า เหมาะสำหรับครอบครัวหรือผู้ที่ต้องการ รถยนต์ประหยัดพลังงาน ที่ใช้งานได้หลากหลาย
เทคโนโลยีและระบบขับขี่อัจฉริยะ: XPENG มีชื่อเสียงในด้าน รถยนต์อัจฉริยะ และระบบขับขี่อัตโนมัติ (ADAS) ที่ล้ำหน้า คาดว่า Mona SUV จะมาพร้อมกับระบบ XNGP (XPENG Navigation Guided Pilot) ที่ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น มอบประสบการณ์การขับขี่กึ่งอัตโนมัติที่ราบรื่นและปลอดภัยยิ่งขึ้น รวมถึงระบบ อินโฟเทนเมนต์ ที่เชื่อมต่อกับโลกภายนอกได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สมรรถนะและระยะทางขับขี่: แม้จะใช้พื้นฐานเดียวกับ M03 แต่คาดว่า Mona SUV จะได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพของมอเตอร์ไฟฟ้าและขนาด แบตเตอรี่ EV ให้เหมาะสมกับน้ำหนักและขนาดของตัวรถ เพื่อให้ยังคงมี ระยะทางขับขี่ ที่น่าประทับใจและสมรรถนะการขับขี่ที่ตอบสนองได้ดี
กลยุทธ์ระดับโลก: XPENG Mona สู่ตลาดยุโรปในปี 2026
XPENG ได้ยืนยันแผนการรุกเข้าสู่ ตลาดยุโรป ในปี 2026 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายตลาดทั่วโลก และ Mona M03 ที่ปัจจุบันจำหน่ายในจีนในราคาไม่ถึง 120,000 หยวน (ประมาณ 589,000 บาท) จะเป็นโมเดลหลักสำหรับการขยายสู่ตลาดต่างประเทศนี้ ในขณะที่ Mona SUV EV จะเข้ามาเสริมทัพความแข็งแกร่ง
ภายใต้กลยุทธ์ “In Europe, With Europe” XPENG กำลังตั้งศูนย์ R&D ในเมืองมิวนิก เยอรมนี ซึ่งเป็นการลงทุนใน นวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และความเข้าใจในตลาดท้องถิ่น พร้อมประเมินการผลิตในยุโรปเพื่อลดอัตราภาษีนำเข้าที่อาจเกิดขึ้นจากกฎของสหภาพยุโรป นี่คือการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ XPENG ในการเป็นผู้เล่นระดับโลกอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การส่งออกรถยนต์จากจีนเท่านั้น
บทสรุป: อนาคตของรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าถึงได้และอัจฉริยะ
XPENG Mona SUV EV ในปี 2025 เป็นมากกว่าแค่รถยนต์รุ่นใหม่ มันคือสัญลักษณ์ของการเติบโตของ แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจีน ที่ก้าวมาถึงจุดที่สามารถแข่งขันกับแบรนด์ระดับโลกได้ ด้วยการผสมผสานระหว่างราคาที่เข้าถึงได้ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และความเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภค การเปิดตัว Mona SUV จะเป็นก้าวสำคัญที่กำหนดทิศทางของ XPENG ในฐานะผู้นำในตลาด EV ระดับโลก และเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคที่มองหา รถยนต์แห่งอนาคต ที่ใช้งานได้จริงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่กำลังมองหานวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ หรือต้องการติดตามข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ XPENG Mona SUV EV และแผนการทำตลาดในประเทศไทย อย่ารอช้า! ลงทะเบียนเพื่อรับข้อมูลอัปเดตและโอกาสในการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าก่อนใครได้แล้ววันนี้!

