Ferrari Daytona SP3: ตำนานแห่งชัยชนะ สู่ซูเปอร์คาร์ที่ไร้ที่ติแห่งยุค
ในโลกแห่งยานยนต์ที่ไร้ซึ่งขีดจำกัด ความฝันอันสูงสุดของนักเลงรถระดับโลกมักพุ่งตรงไปยังสัญลักษณ์แห่งความเร็ว ความสง่างาม และวิศวกรรมอันไร้ที่ติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นผลงานจากค่าย Ferrari ชื่อนี้เป็นมากกว่าแบรนด์ แต่คือตำนานที่ถูกสืบทอดผ่านกาลเวลา และในบรรดาสุดยอดผลงานที่ออกมาจากโรงงาน Maranello หนึ่งในรุ่นที่สร้างปรากฏการณ์ และสะกดทุกสายตาได้อย่างแท้จริง คือ Ferrari Daytona SP3 ซูเปอร์คาร์รุ่นล่าสุดในตระกูล Icona ที่ไม่เพียงแต่สืบทอดจิตวิญญาณของรถแข่งในตำนาน แต่ยังก้าวข้ามขีดจำกัดของความเป็นไปได้ ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเข้ากับงานดีไซน์ที่ไร้ที่ติ
ในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ในวงการยานยนต์ซูเปอร์คาร์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการของยนตรกรรมเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ได้สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลง และได้ประจักษ์ถึงนวัตกรรมที่ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ Ferrari Daytona SP3 นี้เป็นสิ่งที่พิเศษอย่างยิ่ง มันไม่ใช่แค่รถยนต์ มันคือประติมากรรมเคลื่อนที่ คือบทเพลงแห่งพละกำลัง และคือเครื่องพิสูจน์ถึงความอัจฉริยะของวิศวกรและนักออกแบบชาวอิตาลี ที่สามารถหลอมรวมประวัติศาสตร์อันยาวนาน เข้ากับอนาคตอันไร้ที่สิ้นสุดได้อย่างลงตัว
ชื่อ “Daytona SP3” ไม่ได้ถูกเลือกมาอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า แต่มันคือการคารวะอันสูงสุดแด่หนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่น่าภาคภูมิใจที่สุดของ Ferrari ในการแข่งขัน 24 Hours of Daytona ปี 1967 ซึ่งเป็นสนามแรกของรายการ International World Sports Car Championship ณ สนามแข่งที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทีม Ferrari ได้สร้างปรากฏการณ์ที่ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์มอเตอร์สปอร์ต ด้วยการคว้าอันดับ 1, 2 และ 3 มาครองอย่างสง่างาม การแข่งขันครั้งนั้น รถแข่งต้นแบบรุ่น 330 P3/4, 330 P4 และ 412 P ได้แสดงให้โลกเห็นถึงจุดสุดยอดของการพัฒนารถแข่งในยุคนั้น ภายใต้การนำของ Mauro Forghieri หัวหน้าวิศวกรผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ การปรับปรุงเครื่องยนต์ ช่วงล่าง และอากาศพลศาสตร์ของรถแข่งทั้งสามคัน ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่แห่งยุค
Ferrari 330 P3/4 คือตัวแทนแห่งจิตวิญญาณของรถสปอร์ตต้นแบบแห่งทศวรรษ 1960 ยุคทองของการแข่งขันรถยนต์แบบปิดล้อ (Closed Wheel) ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอันดุเดือดและความคิดสร้างสรรค์อันไร้ขีดจำกัด ยุคสมัยนั้นได้กลายเป็นแรงบันดาลใจหลักให้กับวิศวกรและนักออกแบบของ Ferrari มาอย่างต่อเนื่อง กลายเป็น DNA ที่ถูกส่งต่อไปยังยนตรกรรมรุ่นต่อๆ มา และ Ferrari Daytona SP3 คือการนำเอา DNA นี้กลับมาตีความใหม่ ในรูปแบบที่ก้าวล้ำยิ่งกว่าเดิม
Ferrari Daytona SP3: การกลับมาของ Icona ที่สะกดทุกสายตา
Ferrari Icona คือซีรีส์พิเศษที่ Ferrari สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองตำนานและความสำเร็จในอดีต โดยการนำเอาสุนทรียศาสตร์อันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ที่โดดเด่นที่สุด มาตีความใหม่ด้วยเทคโนโลยีและวัสดุที่ล้ำสมัยที่สุดในยุคปัจจุบัน Daytona SP3 คือรุ่นล่าสุดที่เข้าร่วมซีรีส์อันทรงเกียรตินี้ ต่อจาก Monza SP1 และ SP2 ที่เปิดตัวไปในปี 2018 การเปิดตัว Ferrari Daytona SP3 ที่ Mugello Circuit ในงาน 2021 Ferrari Finali Mondiali ไม่เพียงแต่เป็นการเปิดตัวรถยนต์ แต่เป็นการประกาศศักดาถึงการสืบทอดมรดกแห่งชัยชนะ และการก้าวข้ามขีดจำกัดของนวัตกรรม
ดีไซน์: การหลอมรวมศิลปะแห่งความเร็ว และวิศวกรรมแห่งอนาคต
เมื่อแรกเห็น Ferrari Daytona SP3 สิ่งแรกที่ประจักษ์แก่สายตาคือการออกแบบที่เต็มไปด้วยพลวัตและสุนทรียศาสตร์อันน่าทึ่ง รูปทรงภายนอกคือผลลัพธ์ของการผสมผสานเส้นสายที่ตัดกันอย่างเฉียบคม สร้างสรรค์เป็นงานประติมากรรมที่มีชีวิตชีวา พื้นผิวที่เย้ายวนตัดกับเส้นสายที่คมกริบ เน้นย้ำถึงความใส่ใจในรายละเอียดด้านอากาศพลศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ Ferrari ยึดถือมาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากรถแข่งในตำนานอย่าง 330 P4, 350 Can-Am และ 512 S
ตัวถังแบบ ‘Targa’ พร้อมหลังคาแข็งที่ถอดออกได้ เป็นการนำแรงบันดาลใจมาจากรถแข่งต้นแบบในยุค 60 มาสู่ยุคปัจจุบัน การออกแบบภายในค็อกพิตก็เช่นกัน ได้รับการรังสรรค์ขึ้นโดยอ้างอิงจากรถแข่งในตำนานอย่าง 330 P3/4, 312 P และ 350 Can-Am โดยมีเป้าหมายที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ ให้ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ ราวกับนักแข่งรถมืออาชีพ
โครงสร้างอันเป็นเอกลักษณ์: เทคโนโลยี F1 สู่ถนนจริง
ในส่วนของโครงสร้างทางเทคนิค Ferrari Daytona SP3 คือบทพิสูจน์ถึงการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาปรับใช้กับรถยนต์ที่วิ่งได้บนถนนจริงได้อย่างสมบูรณ์แบบ แชสซีส์ทั้งหมดสร้างขึ้นจากวัสดุผสม (Composite Materials) ด้วยเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในรถแข่ง Formula 1 ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากในรถยนต์ที่ผลิตเพื่อใช้งานทั่วไป นอกจากนี้ การรวมเบาะนั่งเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแชสซีส์ ยังเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ช่วยลดน้ำหนักของตัวรถได้อย่างมีนัยสำคัญ และมอบตำแหน่งการขับขี่ที่ใกล้เคียงกับรถแข่งตัวจริง
อากาศพลศาสตร์: ประสิทธิภาพสูงสุด โดยปราศจากอุปกรณ์แอคทีฟ
วิศวกรของ Ferrari ได้ทุ่มเทความพยายามอย่างมหาศาลในการพัฒนาระบบอากาศพลศาสตร์สำหรับ Daytona SP3 โดยเน้นที่ประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการใช้ชุดแอโรไดนามิกส์แบบตายตัว (Fixed Aerodynamics) เพียงอย่างเดียว คุณสมบัติอันโดดเด่น เช่น ช่องลมที่ช่วยดึงอากาศแรงดันต่ำออกจากใต้ท้องรถ ทำให้ Daytona SP3 กลายเป็นรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์มากที่สุดเท่าที่ Ferrari เคยสร้างมา โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอุปกรณ์แอคทีฟที่ซับซ้อน
ขุมพลัง V12 อันไร้เทียมทาน: หัวใจที่เต้นแรงที่สุดของ Ferrari
หัวใจของ Ferrari Daytona SP3 คือเครื่องยนต์เบนซิน V12 แบบไม่มีระบบอัดอากาศ (Naturally Aspirated V12) ที่วางกลางลำตัวรถ ซึ่งเป็นรูปแบบพื้นฐานตามแบบฉบับของรถแข่ง และแน่นอนว่านี่คือเครื่องยนต์ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ Ferrari เคยสร้างมา ด้วยพละกำลังสูงสุดถึง 840 แรงม้า พร้อมแรงบิด 694 นิวตันเมตร และสามารถลากรอบเครื่องยนต์ได้สูงสุดถึง 9,500 รอบ/นาที
เครื่องยนต์รหัส F140HC นี้ พัฒนาต่อยอดมาจากเครื่องยนต์ V12 ในรุ่น 812 Competizione แต่ถูกย้ายตำแหน่งมาวางกลางลำตัวรถ เพื่อให้สามารถปรับปรุงระบบไอดีและไอเสียได้อย่างเต็มที่ การใช้ก้านสูบไทเทเนียมที่เบากว่าเหล็กถึง 40%, ลูกสูบที่ใช้วัสดุพิเศษ และสลักลูกสูบเคลือบ DLC (Diamond Like Carbon) ช่วยลดแรงเสียดทานและเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึงเพลาข้อเหวี่ยงที่ถ่วงสมดุลใหม่ก็มีน้ำหนักเบาลงเช่นกัน
ระบบวาล์วแปรผันที่ใช้ตัวกดวาล์วแบบสไลด์ที่นำมาจากรถแข่ง F1 พร้อมการเคลือบ DLC ช่วยให้สามารถใช้แคมชาฟต์ที่มีโปรไฟล์สูงขึ้นได้ ระบบไอดีได้รับการออกแบบใหม่ ด้วยท่อร่วมไอดีและท่อนำอากาศที่มีขนาดกะทัดรัด ช่วยเพิ่มแรงบิดในทุกช่วงความเร็วรอบได้อย่างต่อเนื่อง
ระบบบริหารจัดการการจ่ายเชื้อเพลิงเบนซินแบบฉีดตรง (GDI) ที่ 350 บาร์ ได้รับการพัฒนาใหม่ พร้อมปั๊มเชื้อเพลิง 2 ชุด รางหัวฉีด 4 ราง และเซนเซอร์วัดแรงดันแบบปิด ช่วยลดการปล่อยมลพิษและอนุภาคได้ถึง 30% เมื่อเทียบกับ 812 Superfast
ระบบจุดระเบิดที่ควบคุมโดย ECU (ION 3.1) ที่มีระบบตรวจจับไอออน ช่วยควบคุมจังหวะการจุดระเบิดได้อย่างแม่นยำสูงสุด พร้อมฟังก์ชันสั่งการจุดระเบิดแบบครั้งเดียวและหลายครั้ง เพื่อให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในทุกสภาวะ
ปั๊มน้ำมันเครื่องแบบแปรผันรุ่นใหม่ ควบคุมโดย ECU ช่วยควบคุมแรงดันน้ำมันได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงการทำงาน ลดการเสียดสี และเพิ่มสมรรถนะเชิงกล โดยใช้น้ำมันเครื่องที่มีความหนืดน้อยกว่าปกติ
อัตราเร่งที่น่าทึ่ง: ประสิทธิภาพที่ก้าวข้ามทุกขีดจำกัด
การผสมผสานนวัตกรรมทางเทคนิคอันชาญฉลาด ทั้งระบบส่งกำลัง อากาศพลศาสตร์ และระบบรองรับ ส่งผลให้ Ferrari Daytona SP3 สามารถเร่งจากจุดหยุดนิ่งสู่ 100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.85 วินาที และใช้เวลาเพียง 7.4 วินาที เท่านั้นในการทะยานจาก 0-200 กม./ชม. นี่คือตัวเลขที่น่าทึ่ง ซึ่งสะท้อนถึงสมรรถนะอันไร้ที่ติ และประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ
ห้องโดยสาร: ความหรูหราที่ผสานกับจิตวิญญาณรถแข่ง
ภายในห้องโดยสารของ Daytona SP3 คือการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความหรูหราแบบ Grand Tourer และจิตวิญญาณของรถแข่ง แดชบอร์ดได้รับการออกแบบให้ใช้งานได้จริงและดูทันสมัย เบาะนั่งถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของตัวถังรถ เพื่อมอบความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ และลดน้ำหนัก
องค์ประกอบภายนอกอย่างกระจกหน้าที่โอบโค้ง ก็มีส่วนช่วยในการออกแบบภายใน เมื่อมองจากด้านข้าง จะเห็นส่วนตัดจากด้านบนของกรอบกระจกหน้า ทำให้เกิดระนาบแนวตั้งที่แยกค็อกพิตออกเป็นสองส่วน สร้างสถาปัตยกรรมที่ให้ทั้งความสปอร์ตและความสง่างาม
การออกแบบแผงประตูช่วยทำให้ค็อกพิตกว้างขึ้น ส่วนที่ตกแต่งด้วยคาร์บอนไฟเบอร์และหนังแท้ ยิ่งเพิ่มความรู้สึกหรูหรา แต่ยังคงกลิ่นอายของความเป็นรถแข่ง อุโมงค์เกียร์มีครีบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และชุดคันเกียร์ถูกปรับให้สูงขึ้น จนรู้สึกราวกับลอยอยู่เหนือชิ้นส่วนอื่นรอบๆ
ระบบขับเคลื่อน: V12 คือหัวใจของ Ferrari
Ferrari Daytona SP3 เลือกใช้เครื่องยนต์ V12 แบบไม่มีระบบอัดอากาศ วางกลางลำตัวรถ ซึ่งให้พละกำลังมหาศาลถึง 840 แรงม้า มาพร้อมเสียงคำรามอันทรงพลังตามแบบฉบับของ Ferrari V12 เครื่องยนต์นี้มีมุม V 65 องศา ความจุ 6.5 ลิตร โดยปราศจากระบบอัดอากาศเพื่อการตอบสนองที่รวดเร็ว
การพัฒนาต่างๆ ช่วยเพิ่มสมรรถนะของระบบขับเคลื่อนให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ในรถกลุ่มนี้ เสียงเครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์ เกิดจากการทำงานร่วมกันของระบบไอดีและไอเสีย ควบคู่กับระบบส่งกำลังเกียร์ 7 สปีด ที่เปลี่ยนเกียร์ได้ฉับไวและเป็นไปตามสั่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน รอบเครื่องสูงสุดอยู่ที่ 9,500 รอบต่อนาที แรงบิดเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องจนถึงรอบสูงสุด
การให้ความใส่ใจในเรื่องของการลดน้ำหนักและแรงเฉื่อยของเครื่องยนต์ V12 ใช้ก้านสูบไทเทเนียม ลูกสูบที่ผลิตจากวัสดุที่แตกต่างไปจากเดิม สลักลูกสูบแบบใหม่เคลือบด้วย DLC เพลาข้อเหวี่ยงถ่วงสมดุลใหม่ มีน้ำหนักเบากว่าเดิม
การเปิดและปิดวาล์วใช้ตัวกดวาล์วแบบสไลด์ที่นำมาจากรถแข่ง F1 ระบบไอดีได้รับการออกแบบใหม่ ท่อร่วมไอดีและท่อนำอากาศมีขนาดกะทัดรัดกว่าเดิม ลดความยาวโดยรวมของท่อทางเดิน ในขณะที่แรงบิดมีมากขึ้นในทุกความเร็วรอบ
ระบบบริหารจัดการการจ่ายเชื้อเพลิงเบนซินแบบฉีดตรง (GDI) ได้รับการพัฒนาใหม่ ประกอบด้วยปั๊มเชื้อเพลิง 2 ชุด รางหัวฉีด 4 ราง พร้อมเซนเซอร์วัดแรงดัน ระบบควบคุมแรงดันแบบปิด และหัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยลดการปล่อยมลพิษและการก่อตัวของอนุภาคลงได้ 30%
ระบบจุดระเบิดได้รับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วย ECU (ION 3.1) ซึ่งมีระบบตรวจจับไอออนที่จะวัดกระแสไอออนไนซ์เพื่อควบคุมจังหวะการจุดระเบิด
ปั๊มน้ำมันเครื่องแบบแปรผันรุ่นใหม่ ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อให้สามารถควบคุมแรงดันน้ำมันได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงการทำงานทั้งหมดของเครื่องยนต์
ประสบการณ์การขับขี่: เทคโนโลยี F1 ผสานกับสรีรศาสตร์
เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ขับ Daytona SP3 จะรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ งานวิศวกรรมได้นำความเชี่ยวชาญด้านสรีรศาสตร์ที่ Maranello ได้พัฒนาขึ้นสำหรับรถแข่ง F1 มาใช้ แชสซีส์ที่ใช้ส่วนหนึ่งเป็นเบาะนั่ง หมายถึงตำแหน่งการขับจะต่ำกว่าและอยู่ในท่าที่เอนนอนมากกว่าในรถ Ferrari รุ่นอื่น ชุดแป้นเหยียบแบบปรับเลื่อนจะช่วยให้ผู้ขับได้ตำแหน่งการนั่งที่รู้สึกพอเหมาะกับตัวเองที่สุด
พวงมาลัยของ Daytona SP3 มีระบบ Human-Machine Interface (HMI) เช่นเดียวกับที่มีอยู่ในรถรุ่นอื่นๆ ของ Ferrari จากปรัชญา “มือบนพวงมาลัย, สายตาบนถนน” ชุดควบคุมแบบสัมผัส (Touch Control) ช่วยให้ผู้ขับสามารถควบคุมการทำงานต่างๆ ของ Daytona SP3 ได้ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ต้องละมือออกจากพวงมาลัย ขณะที่จอมาตรวัดทรงโค้งขนาด 16 นิ้ว แบบความละเอียดสูง สามารถแสดงข้อมูลเกี่ยวกับการขับขี่ได้อย่างครบถ้วน
วัสดุศาสตร์: ความแข็งแกร่งและน้ำหนักเบา คือหัวใจสำคัญ
ทั้งแชสซีส์และตัวถังของ Daytona SP3 ผลิตขึ้นจากวัสดุผสม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่นำมาจากรถแข่ง F1 โดยตรง มีน้ำหนักที่เบาและมีอัตราส่วนความแข็งแรง/น้ำหนักโครงสร้างที่น่าทึ่ง การลดจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลง และการใช้โครงสร้างที่กะทัดรัด รวมถึงส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น โครงสร้างเบาะนั่งที่รวมเข้ากับแชสซีส์ ก็เพื่อตัดน้ำหนักของรถให้เหลือน้อยที่สุด
การใช้วัสดุคอมโพสิตสำหรับอากาศยาน ซึ่งรวมถึงคาร์บอนไฟเบอร์ T800 สำหรับห้องโดยสาร วิศวกรวางผ้าคาร์บอนไฟเบอร์ด้วยมือ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ปริมาณเส้นใยที่ถูกต้องสำหรับแต่ละพื้นที่ คาร์บอนไฟเบอร์ T-1000 ถูกนำมาใช้กับประตูและธรณีประตูเพื่อปกป้องค็อกพิตหากเกิดการชนจากด้านข้าง ใช้เคฟลาร์ในบริเวณที่มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุแล้วได้รับแรงกระแทก เนื่องจากมีคุณสมบัติทนทานสูง
สมรรถนะการขับขี่: ระบบช่วยเหลือที่ยกระดับประสบการณ์
ยางที่กำหนดขึ้นจากการพัฒนาร่วมกับ Pirelli สำหรับ Daytona SP3 โดยเฉพาะ ยางรุ่น P Zero Corsa มีประสิทธิภาพดีขึ้นทั้งบนถนนแห้งและเปียก ด้วยการโฟกัสไปยังความเสถียรของรถในสภาวะที่มีแรงยึดเกาะต่ำ
Icona รุ่นใหม่ยังมาพร้อมกับระบบ SSC เวอร์ชั่น 6.1 ของ Ferrari ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรถแบบ V12 วางกลางลำที่ใช้เวอร์ชันนี้ นอกจากนั้นยังมีระบบ FDE (Ferrari Dynamic Enhancer) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าโค้ง ระบบควบคุมไดนามิกส์ตามแนวแรงด้านข้างนี้ จะจัดการกับแรงดันน้ำมันเบรกของคาลิเปอร์เพื่อควบคุมมุมเหวี่ยง (Yaw Angle) ของรถ เมื่อกำลังขับขี่อยู่บนขีดจำกัดสูงสุด สามารถเปิดใช้งานได้ที่โหมด ‘Race’ และ ‘CT-Off’ ผ่านสวิตช์ Manettino
อากาศพลศาสตร์: นวัตกรรมเพื่อสมรรถนะสูงสุด
การออกแบบทางอากาศพลศาสตร์ของ Ferrari Daytona SP3 คือการผสมผสานระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง จุดประสงค์หลักคือการนำเสนอแอโรไดนามิกส์ที่จะทำให้เฟอร์รารีคันนี้เป็นรถที่ใช้ชุดแอโรตายตัว (ปรับไม่ได้) ที่มีประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ในระดับสูงสุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน
การจัดการกระแสลมร้อนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดเลย์เอาต์ที่ต้องผสานกับแอโรไดนามิกส์โดยรวมให้ได้มากที่สุด กำลังที่เพิ่มขึ้นของเครื่องยนต์หมายถึงการเพิ่มขึ้นของพลังงานความร้อนที่จะกระจายออกไป
งานออกแบบที่เต็มไปด้วยรายละเอียดมากมายตกอยู่ที่ชุดของพัดลมระบายอากาศ มีการใช้ช่องเปิดบริเวณใต้ท้องรถเพื่อไล่ลมร้อนออกไป และใช้ท่อดักอากาศ ซึ่งทั้งหมดได้รับการปรับปรุงใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มขนาดหม้อน้ำด้านหน้า
การวิจัยส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปยังดีไซน์ด้านข้างตัวถัง ซึ่งมีจุดได้เปรียบจากการจัดวางแผงระบายความร้อนของน้ำมันเกียร์และน้ำมันเครื่อง ที่ย้ายมาติดตั้งไว้กึ่งกลางของรถ วิธีนี้ช่วยให้สามารถรวมช่องด้านข้างเข้าเป็นชิ้นเดียวกับประตูรถ โดยย้ายปล่องดักอากาศของแผงระบายความร้อนในแชสซีส์มาด้านหน้า
โป่งซุ้มล้อกลายเป็นพื้นที่สำหรับช่องดักอากาศที่รับลมเข้ามาระบายความร้อนหม้อน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฝาครอบเครื่องยนต์มีโครงสร้างแบบโครงสันหลังเพื่อส่งอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ไอดีของเครื่องยนต์ ตลอดจนระบายอากาศร้อนออกไปจากห้องเครื่อง
พื้นที่สุดท้ายที่ได้รับการพัฒนา คือการขยายปริมาตรของดิฟฟิวเซอร์ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ต้องยกความดีความชอบให้กับการติดตั้งท่อไอเสียไว้ส่วนกลางด้านบนของดิฟฟิวเซอร์ จึงมีพื้นที่ว่างเหลือมากพอให้ใช้ดิฟฟิวเซอร์แบบคู่
สรุป: Ferrari Daytona SP3 คือนิยามใหม่ของซูเปอร์คาร์
Ferrari Daytona SP3 ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ แต่คือมรดกทางประวัติศาสตร์ที่ถูกตีความใหม่ให้ร่วมสมัย คือการหลอมรวมจิตวิญญาณของนักแข่งในตำนาน เข้ากับเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่สุดแห่งยุค คือผลลัพธ์ของความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศของ Ferrari ในทุกรายละเอียด
หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด ความงามสง่าเหนือกาลเวลา และประวัติศาสตร์อันยาวนานของวงการมอเตอร์สปอร์ต Ferrari Daytona SP3 คือยนตรกรรมที่จะเติมเต็มความฝันของคุณให้เป็นจริง
อย่าพลาดโอกาสที่จะสัมผัสประสบการณ์แห่งตำนาน! หากคุณสนใจใน Ferrari Daytona SP3 หรือซูเปอร์คาร์รุ่นอื่นๆ ที่จะนิยามอนาคตแห่งยานยนต์ โปรดติดต่อเราเพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมายเพื่อเข้าชมสุดยอดนวัตกรรมเหล่านี้ได้แล้ววันนี้

