Ferrari 12Cilindri: นิยามใหม่แห่งซูเปอร์คาร์ Gran Turismo สู่ความเป็นเลิศด้านการออกแบบและสมรรถนะ
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้สัมผัสกับสุดยอดยนตรกรรมมานับไม่ถ้วน แต่ Ferrari 12Cilindri คือปรากฏการณ์ที่ปลุกเร้าประสาทสัมผัสทุกมิติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาต่อยอดจากตำนาน แต่คือการนิยาม “ซูเปอร์คาร์ Gran Turismo” ขึ้นมาใหม่ โดยมีเครื่องยนต์ V12 อันทรงพลังเป็นหัวใจสำคัญ ผสานกับดีไซน์ที่ตราตรึง และเทคโนโลยีล้ำสมัยจนคว้ารางวัลอันทรงเกียรติ Car Design Award 2025 สาขา Production Cars ไปครอง
Car Design Award 2025: การยอมรับในความเป็นเลิศด้านการออกแบบ
การได้รับรางวัล Car Design Award 2025 ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงวิสัยทัศน์อันก้าวไกลของ Ferrari ในการสร้างสรรค์ยานยนต์ที่ผสานความงามสง่าเข้ากับนวัตกรรมได้อย่างไร้ที่ติ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจาก ADI Design Museum ณ มิลาน ได้ยกย่อง 12Cilindri ว่าเป็น “สายใยอันแน่นแฟ้นระหว่างรากฐานดั้งเดิมและอนาคตของแบรนด์” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงความเข้าใจอันลึกซึ้งของทีมออกแบบ Ferrari ภายใต้การนำของ Flavio Manzoni หัวหน้าฝ่ายออกแบบ ที่สามารถถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่ง Ferrari V12 ยุคบุกเบิก สู่รูปลักษณ์ที่ร่วมสมัยและเปี่ยมด้วยพลวัต
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Ferrari ได้รับเกียรติยศอันสูงส่งนี้ Ferrari 12Cilindri เป็น Ferrari คันที่ 5 ที่ได้รับรางวัลอันทรงคุณค่านี้ นับตั้งแต่ปี 1984 ซึ่งเป็นปีที่ Car Design Award ก่อตั้งขึ้น เพื่อเชิดชูผลงานการออกแบบที่สร้างคุณูปการต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก รุ่นก่อนหน้าที่มีประวัติศาสตร์อันน่าภาคภูมิใจ ได้แก่ Ferrari Testarossa (1985), Ferrari Roma (2020), Ferrari 296 GTB (2022), และ Ferrari Purosangue (2023) ยิ่งไปกว่านั้น ในปีเดียวกันนี้ ทีมออกแบบ Ferrari ยังได้รับรางวัล Brand Design Language Award จาก Purosangue อีกด้วย ยิ่งตอกย้ำถึงความสามารถอันเป็นเลิศของ Ferrari ในการสร้างสรรค์ภาษาการออกแบบที่ทรงพลังและเป็นเอกลักษณ์
Ferrari 12Cilindri: การตีความใหม่ของ Gran Turismo V12
แรงบันดาลใจในการออกแบบ Ferrari 12Cilindri มาจากสุดยอดยนตรกรรม Gran Turismo ในยุค 1950s และ 1960s ซึ่งเป็นยุคทองของเครื่องยนต์ V12 วางหน้า อันเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ Ferrari แต่ 12Cilindri ไม่ได้เป็นเพียงการหวนรำลึกถึงอดีต หากแต่เป็นการนำเสนอเรือนร่างที่สง่างาม โฉบเฉี่ยว และเปี่ยมด้วยสมรรถนะที่ตอบสนองต่อการขับขี่สมัยใหม่ได้อย่างไร้ที่ติ
เอกลักษณ์ภายนอก: ความสง่างามที่แฝงไว้ด้วยขุมพลัง
เส้นสายของ Ferrari 12Cilindri สะท้อนถึงความสมดุลระหว่างความสปอร์ตและความหรูหรา การออกแบบภายนอกเน้นความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง ซ่อนเร้นไว้ด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย อาทิ:
แอโรไดนามิกแบบแอคทีฟ (Active Aerodynamics): ระบบแอโรไดนามิกได้รับการผสานเข้ากับตัวรถอย่างแนบเนียน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและการทรงตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ความเร็วสูง
ฝากระโปรงหน้าที่เปิดย้อนทาง: การออกแบบฝากระโปรงหน้าให้มีมุมมองที่เชิดขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของขุมพลัง V12 ที่ซ่อนอยู่ภายใต้
ท่อไอเสียคู่แบบ Twin Pair: เอกลักษณ์อันโดดเด่นของ Ferrari V12 ที่ยังคงไว้ซึ่งความดุดันและเสียงอันเป็นเอกลักษณ์
การออกแบบเหล่านี้คือการยกระดับมรดกของ Ferrari ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ไม่ว่าจะเป็นด้านการดีไซน์ สมรรถนะที่เหนือชั้น หรือความสะดวกสบายในการขับขี่
เมื่อพิจารณาจากมุมมองด้านหน้า อาจมีบางท่านมองเห็นความคล้ายคลึงกับ Ferrari F80 ในภาพลักษณ์ที่ปราดเปรียว แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไป จะพบว่า 12Cilindri มีความคล้ายคลึงกับ Ferrari 365 GTB/4 Daytona ในยุค 70s มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของมุมด้านหน้าที่ดูอ่อนโยนกว่า Difinitif รุ่นก่อนหน้า ด้านข้างตัวรถบริเวณประตู มีเส้นสายที่โค้งมน นุ่มนวล ต่างจากรุ่นก่อนหน้าที่เน้นความดุดันและคมเข้ม
Ferrari 12Cilindri นำเสนอภาพลักษณ์ที่กระชับ เรียบหรู และเปี่ยมด้วยมัดกล้ามเนื้อตามสไตล์ Ferrari ยุค 50s-60s โดยไม่ทิ้งความดุดันแบบ F80 ไฟหน้าทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า พร้อมไฟ Daytime Running Light (DRL) ในตัว และแถบสีดำคาดกลางพร้อมโลโก้ Ferrari ขนาดเล็กที่ด้านหน้า สร้างอารมณ์แบบ Retro ได้อย่างลงตัว
กระจังหน้าแบบตะแกรงสีดำขนาดใหญ่ พร้อมเซ็นเซอร์ตรงกลาง ไม่เพียงเพิ่มความงามสง่า แต่ยังทำหน้าที่หลักในการรับอากาศเพื่อระบายความร้อนให้กับขุมพลัง V12 ขนาดมหึมาที่วางอยู่ใต้ฝากระโปรงหน้าอันยาวเหยียด ฝากระโปรงหน้าที่มีช่องระบายอากาศสองช่อง เป็นดีไซน์ที่สะท้อนถึงเครื่องยนต์ V12 Naturally Aspirated ที่อาจเป็น V12 รุ่นสุดท้ายจากค่ายม้าลำพอง
เมื่อมองจากด้านข้าง จะเห็นมัดกล้ามเนื้ออันชัดเจนบริเวณโป่งล้อหน้า ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นผลจากการออกแบบฝากระโปรงหน้าที่หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของโป่งล้อ สไตล์ Ferrari ในอดีต มีช่องระบายลมใต้โป่งล้อหลังล้อหน้า เพื่อจัดการการไหลเวียนอากาศในซุ้มล้อให้ผ่านออกไปด้านข้างตัวรถอย่างมีประสิทธิภาพ รายละเอียดเหล่านี้แตกต่างจาก Ferrari 812 Superfast ที่เน้นความสปอร์ตเฉียบคมกว่า
ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ รัดด้วยยางหน้า 275/35 R21 และยางหลัง 315/35 R21 อาจทำให้หลายคนคาดเดาว่าการขับขี่จะแข็งกระด้าง แต่ประสบการณ์จริงกลับน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง ระบบเบรกที่ยกมาจากรุ่นท็อปอย่าง SF90 และ 296 ประกอบด้วยจานเบรกหน้าขนาด 398 x 223 x 38 มม. และหลัง 360 x 233 x 32 มม. พร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อ (Four-Wheel Steering) และระบบ Brake-by-Wire ทำงานร่วมกับ ABS Evo ช่วยให้การหยุดรถแม่นยำ แม้เบรกซ้ำๆ และระบบ Virtual Short Wheelbase 3.0 (PCV) ควบคุมมุมล้อหน้า-หลัง เพื่อการเข้าโค้งที่เฉียบคมยิ่งขึ้น
ระบบรักษาเสถียรภาพการทรงตัว Slide Slip Control 8.0 (SSC 8.0) ประมวลผลร่วมกับเซ็นเซอร์ 6D วิเคราะห์แรงยึดเกาะแบบ Real-time ช่วยให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ในทุกสถานการณ์
ท้ายรถของ Ferrari 12Cilindri ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอาย Retro ดีไซน์เรียบแบนคล้าย SF90 แต่ไฟท้ายกลับชวนให้นึกถึง Roma พร้อมดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ที่ช่วยรีดอากาศออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบส่วนท้ายนี้ลงตัวและร่วมสมัยอย่างยิ่ง
บริเวณฝากระโปรงท้าย ประดับด้วยแถบสีดำเช่นเดียวกับด้านหน้า มีลักษณะคล้าย Ducktail เล็กๆ ซ่อนอยู่ แต่ความจริงแล้ว บริเวณปีกซ้าย-ขวา มีสปอยเลอร์แบบ Active ซ่อนอยู่ ทำงานที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ขึ้นไป เพื่อเพิ่มแรงกดอากาศ ทำให้รถมีความนิ่งขึ้น พื้นที่เก็บสัมภาระเพียงพอสำหรับกระเป๋าเดินทาง 1 ใบ และกระเป๋าเป้ใบเล็ก
ภายในห้องโดยสาร: สัมผัสแห่งความหรูหราและความสะดวกสบาย
ภายใน Ferrari 12Cilindri คัดสรรวัสดุพรีเมี่ยมตามสไตล์ซูเปอร์คาร์ GT เรือธง การออกแบบสไตล์ Dual Cockpit มอบความรู้สึกปลอดภัยและเป็นส่วนตัวสูงสุด ห้องโดยสารและคอนโซลตกแต่งด้วยหนัง, หนังกลับ Alcantara, และคาร์บอนไฟเบอร์ คอนโซลแบ่งเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจน
หัวใจหลักของแดชบอร์ดคือหน้าจอแสดงผล 3 ชุด: จอมาตรวัดผู้ขับขี่ขนาด 15.6 นิ้ว, จอตรงกลางขนาด 10.25 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แสดงผลข้อมูลรถยนต์และสมรรถนะได้อย่างครบถ้วน และจอสำหรับผู้โดยสารด้านหน้าขนาด 8.8 นิ้ว แสดงความเร็วและรอบเครื่องยนต์ สร้างประสบการณ์ Co-Driver อย่างแท้จริง ใต้จอมีป้ายรุ่น 12Cilindri ประดับไว้ พร้อมระบบเครื่องเสียง Burmester Audio System 15 ลำโพง มอบประสบการณ์เสียงที่ยอดเยี่ยม
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นพร้อม Paddle Shift คือศูนย์กลางการควบคุมทุกสิ่งอย่างสำหรับผู้ขับขี่ ปุ่มสตาร์ท, ปุ่มปรับโหมดการขับขี่, ปุ่มไฟเลี้ยว และปุ่มควบคุมอื่นๆ ถูกรวมไว้ในพวงมาลัยนี้ ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละมือจากการควบคุมรถ คล้ายคลึงกับพวงมาลัยในรถรุ่นเรือธงอื่นๆ ของ Ferrari เช่น SF90
ในส่วนของเกียร์ มีที่วางแก้วน้ำ 1 ตำแหน่ง และสามารถวางขวดน้ำที่ประตูได้อีก ระบบเกียร์อัตโนมัติถูกออกแบบให้มีดีไซน์คล้ายคันเกียร์แมนวลแบบ Retro ของ Ferrari ในอดีต เป็นก้านโยกเล็กๆ สำหรับการเปลี่ยนเกียร์ ถัดลงมาคือที่วางกุญแจ และปุ่มเปิด-ปิดกระจก (สำหรับรุ่น Spider จะมีปุ่มเปิด-ปิดหลังคาเพิ่มเข้ามา)
เบาะนั่งทรงสปอร์ต ให้ความรู้สึกเหมือนรถแข่งสไตล์ GT โดยมีพื้นฐานเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ หุ้มด้วยหนัง หรือ Alcantara ตามออปชั่นที่ลูกค้าเลือก ที่พักแขนตรงกลางอาจมีขนาดเล็กไปบ้าง แต่สามารถเก็บของด้านในได้ ส่วนพื้นที่วางเท้าผู้โดยสารด้านหน้ามีแป้นรองรับเท้ามาให้
หัวใจ V12 อันทรงพลัง: มรดกที่สืบทอดและพัฒนา
Ferrari 12Cilindri สืบทอดเครื่องยนต์ V12 อันเป็นตำนานจาก 812 Superfast แต่ได้รับการปรับปรุงชิ้นส่วนภายในให้เบาลงอย่างมหาศาล โดยเฉพาะการเปลี่ยนก้านข้อเหวี่ยงเป็นวัสดุไทเทเนียม ช่วยลดน้ำหนักและเพิ่มประสิทธิภาพการหมุนได้สูงสุดถึง 40% เมื่อเทียบกับวัสดุเหล็กหล่อ นอกจากนี้ยังมีการใช้อะลูมิเนียมอัลลอยในการผลิตหัวลูกสูบและเพลาข้อเหวี่ยง
เทคโนโลยีที่ถ่ายทอดมาจากสนามแข่ง Formula 1 ถูกนำมาใช้ เช่น การปรับผิวชิ้นส่วนด้วยกรรมวิธี Diamond-Like-Carbon Coating เพื่อลดแรงเสียดทานภายใน และเพิ่มประสิทธิภาพเชิงกลให้กับเครื่องยนต์
Ferrari 12Cilindri ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V12 ความจุ 6.5 ลิตร (6,496 ซีซี) วางหน้าค่อนกลาง ระบบฉีดจ่ายเชื้อเพลิงแบบ Direct Injection แรงอัด 350 บาร์ ให้กำลังสูงสุด 830 แรงม้า ที่ 9,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 678 นิวตันเมตร ที่ 7,250 รอบ/นาที
กำลังทั้งหมดถูกส่งผ่านเกียร์อัตโนมัติ Dual Clutch DCT F1 แบบ 8 จังหวะ ลูกใหม่ ที่ฉลาดและเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) พร้อมระบบเลี้ยว 4 ล้อ
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 2.9 วินาที (Coupe) / 2.95 วินาที (Spider)
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: 7.9 วินาที (Coupe) / 8.2 วินาที (Spider)
ความเร็วสูงสุด: 340 กม./ชม.
น้ำหนักตัวถัง: 1,560 กก. (Coupe) / 1,620 กก. (Spider)
อัตราส่วนน้ำหนักหน้า:หลัง: 48.4:51.6
มิติตัวถัง: การผสมผสานความลงตัว
แชสซีส์ตัวถังของ 12Cilindri ได้รับการพัฒนาใหม่ให้มีประสิทธิภาพในการซับเสียงดีขึ้น และแข็งแรงกว่า 812 Superfast ถึง 15% โดยที่น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ที่สำคัญคือ Ferrari 12Cilindri เป็นรถยนต์ Production Car คันแรกที่นำอัลลอยด์รีไซเคิล 100% มาใช้เป็นชิ้นส่วน Subframe เกียร์
ความยาว: 4,733 มม.
ความกว้าง: 2,176 มม.
ความสูง: 1,292 มม.
ระยะฐานล้อ: 2,700 มม.
ด้วยตัวถังที่เบาและแข็งแรงขึ้น Ferrari สามารถปรับตั้งช่วงล่างของ 12Cilindri ให้มีความนุ่มนวลขึ้น ควบคู่ไปกับการปรับฐานล้อให้สั้นลง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ และมิติความสูงกับความกว้างที่เพิ่มขึ้น ช่วยให้การขับขี่ในชีวิตประจำวันสะดวกสบายยิ่งขึ้น แม้ว่าความยาวตัวถังอาจต้องใช้เวลาในการทำความคุ้นเคย
Ferrari 12Cilindri Spider: ประสบการณ์ขับขี่อันเร้าใจที่เปิดประทุน
ในการทดลองขับครั้งนี้ ผมมีโอกาสได้สัมผัสกับ Ferrari 12Cilindri Spider รุ่นหลังคาเปิดประทุน ซึ่งมีความแตกต่างจากรุ่นหลังคาแข็งเล็กน้อย
หลังคาแข็งแบบเปิดประทุนสามารถเปิด-ปิดได้ภายใน 14 วินาที และสามารถใช้งานขณะขับขี่ได้ที่ความเร็วไม่เกิน 45 กม./ชม. ดีไซน์ด้านหลังลาดลงพร้อมเว้ากลาง และมีกระจกกั้นแทนที่ สามารถเปิด-ปิดได้อัตโนมัติเมื่อใช้งานหลังคา
การเพิ่มระบบหลังคาแบบ Spider ทำให้น้ำหนักตัวรถเพิ่มขึ้น 60 กก. เป็น 1,620 กก. สำหรับรุ่น Spider แต่อิทธิพลต่อน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและดีไซน์ที่แตกต่างเพียงเล็กน้อย ส่งผลต่ออัตราเร่งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น (0-100 กม./ชม. ใน 2.95 วินาที)
รถทดสอบที่ผมได้ขับ เป็นรุ่นที่เพิ่มออปชั่นพิเศษ เช่น ชุดคาร์บอนไฟเบอร์รอบคัน เบาะนั่ง และล้อ ซึ่งไม่ส่งผลต่อสมรรถนะโดยตรง แต่เพิ่มความสวยงามและความเป็นเอกลักษณ์ ทำให้มั่นใจได้ว่าประสบการณ์การขับขี่จะใกล้เคียงกับรถออกจากโรงงานมาตรฐาน
Ferrari 12Cilindri Spider: ขับดีจริงหรือ?
การทดสอบครั้งนี้จัดขึ้น ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์ สนามที่จำลองสภาพถนนแบบสตรีทเซอร์กิตได้อย่างดีเยี่ยม Ferrari 12Cilindri Spider มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 5 โหมด ผมเลือกทดสอบในโหมด Sport ซึ่งประกอบด้วยทางตรงยาว 2 เส้นทาง โค้งกว้าง 4-5 โค้ง และโค้งแคบอีกนับไม่ถ้วน ไลน์สนามเช่นนี้ช่วยให้ประเมินสมรรถนะของรถได้อย่างเต็มที่
รอบแรก: ความประทับใจจากตำแหน่งผู้โดยสาร
ในรอบแรก ผมได้รับเกียรติให้นั่งโดยสารข้างๆ นักขับผู้เชี่ยวชาญของ Ferrari ที่ขับขี่อย่างดุดันราวกับหลุดมาจากภาพยนตร์ Fast & Furious แต่สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาคือ แม้การขับขี่จะหนักหน่วงเพียงใด รถก็ยังสามารถควบคุมทุกโค้งได้อย่างไร้ที่ติ เสียงเครื่องยนต์และเสียงเกียร์ตอบสนองอย่างรวดเร็ว ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของ 12Cilindri
รอบของเรา: การเป็นผู้ควบคุมท่วงทำนอง
เมื่อถึงคราวที่เราได้นั่งหลังพวงมาลัย พร้อมด้วยนักขับผู้เชี่ยวชาญประกบข้าง ประสบการณ์ก็แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ตำแหน่งผู้ขับขี่ที่เคยคาดว่าจะนั่งไม่สบาย กลับสบายอย่างน่าประหลาดใจ ทัศนวิสัยรอบคันดีเยี่ยม สามารถมองเห็นทุกองศาของรถ แม้ว่ารถจะมีฝากระโปรงหน้าที่ยาว แต่ด้วยตำแหน่งการนั่งที่เหมาะสม ทำให้สามารถกะระยะหน้ารถได้ไม่ยาก
พละกำลังและความเร้าใจที่เหนือกว่า
เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างเต็มที่ ณ ทางตรง รถพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมเสียงลากรอบอันไพเราะของเครื่องยนต์ V12 NA เป็นความรู้สึกเร้าใจที่มาพร้อมกับความหรูหรา อันเนื่องมาจากความไหลลื่นของเกียร์ 8 จังหวะที่ทำงานได้อย่างเนียนกริบ
แต่สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่าการเร่ง คือการเบรกอย่างรุนแรง ระบบเบรกที่ยกมาจาก SF90 ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม ควบคู่ไปกับระบบต่างๆ ช่วยชะลอความเร็วลงได้อย่างนุ่มนวล ไม่กระชาก และมี Engine Brake เข้ามาช่วยเสริม ทำให้การเบรกมั่นใจยิ่งขึ้น
การตบเกียร์ลง (Downshift) พร้อมกับการเบรกอย่างรุนแรง ส่งผลให้เครื่องยนต์ส่งเสียงคำรามดุดัน ราวกับจะปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมา เป็นความเร้าใจที่ยากจะลืมเลือน
ช่วงล่างและการเข้าโค้ง: ความเหนือความคาดหมาย
สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือช่วงล่าง หากมองจากภายนอก ใครๆ ก็คาดเดาว่า 12Cilindri คงจะแข็งกระด้าง นั่งไม่สบาย แต่ประสบการณ์จริงกลับตรงกันข้าม รถให้ความรู้สึกเฟิร์ม นุ่มหนึบ บวกกับตำแหน่งการนั่งที่ดี ทำให้ผมกล้ากล่าวได้ว่า Ferrari 12Cilindri คือ Supercar ที่สามารถใช้งานได้ทุกวันอย่างแท้จริง
การเข้าโค้งอย่างรวดเร็ว รู้สึกได้ถึงความนุ่มนวล แต่ยังคงความหนึบแน่น เกาะถนนราวกับล้อดูดพื้นตลอดเวลา เมื่อท้ายรถเริ่มสะบัด ระบบก็สามารถดึงรถกลับเข้าไลน์ได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีความรู้สึกอันตราย มีแต่ความสนุกและความมั่นใจที่เพิ่มขึ้น
ด้วยฐานล้อที่สั้นกว่า 812 Superfast ประกอบกับระบบเลี้ยว 4 ล้อ ทำให้รถมีความคล่องตัวสูงขึ้น ตัวถังที่แข็งแรงกว่า และระยะใต้ท้องรถที่สูงขึ้น ช่วยให้ Ferrari สามารถปรับตั้งช่วงล่างของ 12Cilindri ได้อย่างลงตัวกว่ารุ่นก่อนๆ
Ferrari 12Cilindri คือสุดยอด Supercar สไตล์ GT ที่มีการเซ็ตช่วงล่างได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถขับขี่ได้ทุกวัน และเป็นรถบ้านที่สมบูรณ์แบบ (หากคุณไม่กังวลเรื่องค่าน้ำมัน)
อนาคตของ Gran Turismo คือปัจจุบัน
Ferrari 12Cilindri ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์รุ่นใหม่ แต่คือวิวัฒนาการของศาสตร์แห่ง Gran Turismo ที่ผสานตำนานเข้ากับอนาคตได้อย่างลงตัว หากคุณกำลังมองหาซูเปอร์คาร์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่อันเร้าใจ ความสง่างามที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดในยุคปัจจุบัน Ferrari 12Cilindri คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ
สัมผัสประสบการณ์ Ferrari 12Cilindri ตัวจริงได้ที่ผู้จำหน่าย Ferrari อย่างเป็นทางการใกล้บ้านท่าน เพื่อให้คุณได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์บทใหม่แห่งวงการซูเปอร์คาร์
![[ครบชุด] T1901264 ทำท กอย างเพ อต วเองย นได แต นม นค อหล งของคนท ณเคยโกงและหลอก](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/01/image-1482.png)
![[ครบชุด] T1901264 ทำท กอย างเพ อต วเองย นได แต นม นค อหล งของคนท ณเคยโกงและหลอก](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/01/image-1483.png)