Bugatti Chiron Pur Sport: นิยามใหม่แห่งสุดยอดไฮเปอร์คาร์แห่งปี 2025
ในโลกแห่งยานยนต์สมรรถนะสูงที่ไร้ขีดจำกัด Bugatti ยังคงเป็นชื่อที่ก้องกังวานถึงความเหนือชั้นและนวัตกรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง สำหรับปี 2025 ค่ายรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศสได้ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ไฮเปอร์คาร์ไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัว Bugatti Chiron Pur Sport รุ่นพิเศษที่รังสรรค์ขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของนักขับผู้แสวงหาความสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง การปรากฏตัวของ Chiron Pur Sport ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แต่เป็นการประกาศศักดาถึงวิศวกรรมยานยนต์ที่ก้าวล้ำ ผสมผสานระหว่างอากาศพลศาสตร์ที่เฉียบคม การรีดน้ำหนักตัวถัง และการถ่ายทอดพละกำลังที่ทรงพลังจนยากจะหาใครเทียบเคียง
หัวใจหลักที่เต้นแรง: พละกำลัง 1,500 แรงม้า กับการปรับจูนเพื่อที่สุดแห่งการตอบสนอง
หัวใจของ Chiron Pur Sport ยังคงเป็นเครื่องยนต์ Quad-turbo W16 ขนาด 8.0 ลิตร อันเลื่องชื่อ ที่สามารถรีดพละกำลังสูงสุดได้ถึง 1,500 แรงม้า แต่สิ่งที่ทำให้รุ่น Pur Sport แตกต่างและเหนือกว่าคือการปรับจูนที่ละเอียดอ่อนและชาญฉลาด เพื่อให้การตอบสนองและความดิบของการขับขี่ไปถึงจุดสูงสุด Bugatti ได้ทำการปรับปรุงระบบส่งกำลัง โดยเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ ให้มีความว่องไวในการเปลี่ยนเกียร์มากขึ้น พร้อมทั้งปรับอัตราทดเกียร์ให้สั้นลงถึง 15% ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตอบสนองของเครื่องยนต์ที่ฉับไวทันใจในทุกจังหวะการกดคันเร่ง ยิ่งไปกว่านั้น ค่ายรถจาก Molsheim ยังได้เพิ่มขีดจำกัดรอบเครื่องยนต์ (Redline) ให้สูงขึ้นกว่า Chiron รุ่นมาตรฐานอีก 200 รอบต่อนาที ทำให้ตัวเลขสูงสุดอยู่ที่ 6,900 รอบต่อนาที การปรับปรุงเหล่านี้ส่งผลให้ค่าความยืดหยุ่น (Flexibility) ของเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับ Chiron รุ่นปกติ ซึ่งหมายถึงกำลังที่พร้อมสำแดงเดชในทุกช่วงรอบเครื่องยนต์อย่างแท้จริง
Chiron Pur Sport ไม่ได้มีดีแค่พละกำลัง แต่ยังอัดแน่นไปด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงหลักอากาศพลศาสตร์ในทุกรายละเอียด ตัวถังได้รับการปรับปรุงเล็กน้อยเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ในส่วนด้านหน้า โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ที่ถูกปรับปรุงรูปทรงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนอากาศอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีสัญลักษณ์ “16” สีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงจำนวนสูบของเครื่องยนต์ที่น่าทึ่ง กันชนหน้าถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด พร้อมช่องรับอากาศขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อการระบายความร้อนของเครื่องยนต์และระบบต่างๆ ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่วนด้านท้ายรถ สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือสปอยเลอร์หลังแบบตายตัว (Fixed Rear Wing) ที่มีความยาวถึง 1.9 เมตร ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อสร้างแรงกด (Downforce) มหาศาล ช่วยให้รถยึดเกาะถนนได้อย่างมั่นคงในย่านความเร็วสูง การลดน้ำหนักยังคงเป็นเป้าหมายหลัก Bugatti ได้เลือกใช้ท่อไอเสียที่ทำจากไทเทเนียมขึ้นรูปด้วยเทคโนโลยี 3 มิติ ซึ่งไม่เพียงแต่น้ำหนักเบา แต่ยังทนทานต่ออุณหภูมิสูงได้อย่างยอดเยี่ยม
นวัตกรรมแห่งล้อและยาง: สมดุลระหว่างการยึดเกาะและการระบายความร้อน
ล้อของ Chiron Pur Sport คืออีกหนึ่งจุดที่แสดงถึงความพิถีพิถันในการออกแบบ ยางใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษร่วมกับ Michelin สำหรับ Bugatti โดยเฉพาะ ใช้ชื่อว่า “Bugatti Sport Cup 2 R” มาพร้อมกับล้อดีไซน์ใหม่ที่เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนของระบบเบรก ผสานกับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ล้อคู่หน้ามาพร้อมยางขนาด 285/30 R20 ส่วนล้อคู่หลังใช้ยางขนาด 355/25 R21 ยางเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบการยึดเกาะสูงสุดบนทางโค้ง และให้การตอบสนองที่แม่นยำแก่ผู้ขับขี่ การผสมผสานระหว่างล้อน้ำหนักเบาและยางสมรรถนะสูงนี้ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการรีดน้ำหนักตัวถัง และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของรถ
ช่วงล่างที่เฉียบคม: การควบคุมที่ไร้ที่ติ
ระบบช่วงล่างของ Chiron Pur Sport ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การควบคุมที่เหนือกว่า Bugatti ได้เพิ่มความแข็งของสปริง (Spring Rate) อย่างมีนัยสำคัญ โดยเพิ่มขึ้น 65% ที่ช่วงล่างด้านหน้า และ 33% ที่ช่วงล่างด้านหลัง ควบคู่ไปกับโช้คอัพแบบแปรผันที่สามารถปรับการทำงานได้ตามสภาวะการขับขี่ เพื่อให้มั่นใจว่ารถจะยังคงมีความสมดุลระหว่างความนุ่มนวลที่จำเป็นกับการตอบสนองที่ฉับไวบนทางโค้ง การนำวัสดุใหม่ๆ มาใช้ เช่น ผ้าเบรกไทเทเนียม และการออกแบบล้อให้มีน้ำหนักเบาลงถึง 16 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นปกติ พร้อมกับส่วนประกอบของดิสก์เบรกที่เบาลง ทำให้ Chiron Pur Sport สามารถลดน้ำหนักตัวถังลงได้ถึง 50 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับ Chiron รุ่นมาตรฐาน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มสมรรถนะโดยรวม ทั้งในด้านอัตราเร่ง การเบรก และการควบคุม
ความพิเศษที่จำกัด: การผลิตและการลงทุนเพื่อที่สุดแห่งความครอบครอง
Bugatti Chiron Pur Sport จะถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 60 คันทั่วโลก เพื่อตอกย้ำความเป็นที่สุดแห่งความพิเศษและความปรารถนาของนักสะสมไฮเปอร์คาร์ ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 3 ล้านยูโร (ประมาณ 106 ล้านบาท) ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสะท้อนถึงความคุ้มค่าในการลงทุนในเทคโนโลยี วิศวกรรม และความพิเศษที่หาได้ยาก การผลิตคาดว่าจะเริ่มต้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2020 และรถยนต์เหล่านี้จะถูกส่งมอบให้กับเจ้าของในทั่วโลก สะท้อนถึงความสำเร็จของ Bugatti ในการสร้างสรรค์สุดยอดไฮเปอร์คาร์ที่ผสานสมรรถนะขั้นสูงเข้ากับศิลปะการออกแบบยานยนต์ได้อย่างลงตัว
Leapmotor B10: ทางเลือกใหม่ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า B-SUV ปี 2025
ในขณะที่ Bugatti Chiron Pur Sport คือตัวแทนแห่งสุดยอดความหรูหราและสมรรถนะ Bugatti ยังคงเดินหน้าในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง สำหรับปี 2025 Leapmotor ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหม่ ได้เปิดตัว Leapmotor B10 รถยนต์ไฟฟ้าสไตล์ B-SUV ที่มาพร้อมกับราคาที่เข้าถึงง่ายและเทคโนโลยีที่น่าสนใจ สำหรับตลาดประเทศไทย Leapmotor B10 ได้รับการนำเข้าอย่างเป็นทางการโดย PNA Group (พระนครยนตรการ) ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายเดียวกับ Leapmotor C10 ที่เคยสร้างความฮือฮาด้วยช่วงล่างที่พัฒนาโดยทีมวิศวกรจาก Maserati แม้ว่า C10 จะยังไม่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายเท่าที่ควร แต่ Leapmotor B10 ก็ถูกมองว่าเป็นความหวังใหม่ที่จะเข้ามาเสริมทัพและเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าจับตามองในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า B-SUV ที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน
ดีไซน์และมิติตัวถัง: ความลงตัวของรถยนต์อเนกประสงค์
Leapmotor B10 มาพร้อมมิติตัวถังที่เหมาะกับการใช้งานในเมืองและเดินทางไกล มีความยาว 4,515 มิลลิเมตร กว้าง 1,885 มิลลิเมตร และสูง 1,655 มิลลิเมตร ระยะฐานล้ออยู่ที่ 2,735 มิลลิเมตร และระยะต่ำสุดถึงพื้น 170 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับรุ่นพี่อย่าง Leapmotor C10 (4,739 x 1,900 x 1,680 มม. | ฐานล้อ 2,825 มม.) B10 จะมีขนาดที่เล็กกว่าเล็กน้อย แต่ยังคงให้พื้นที่ใช้สอยที่เพียงพอสำหรับกลุ่มเป้าหมาย
ขุมพลังและระยะทางวิ่ง: ประสิทธิภาพที่สมดุลกับการใช้งาน
Leapmotor B10 มีให้เลือก 2 รูปแบบของแบตเตอรี่ โดยทั้งสองรุ่นมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) ที่ให้กำลังสูงสุด 218 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตร
รุ่น LIFE (56.2 kWh): ใช้แบตเตอรี่ Lithium-ion (LFP) จาก CATL ขนาด 56.2 kWh สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 470 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ภายใน 8 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 170 กม./ชม.
รุ่น STYLE / DESIGN (67.1 kWh): ใช้แบตเตอรี่ Lithium-ion (LFP) จาก CATL ขนาด 67.1 kWh สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 516 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ภายใน 8 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 170 กม./ชม.
ระบบชาร์จที่รองรับ: ความสะดวกสบายในการใช้งาน
Leapmotor B10 รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 11 kW และการชาร์จ DC Fast Charging ที่แตกต่างกันไปตามรุ่นย่อย:
รุ่น LIFE: รองรับ DC Fast Charging สูงสุด 140 kW
รุ่น STYLE / DESIGN: รองรับ DC Fast Charging สูงสุด 168 kW
การชาร์จ DC Fast Charging จาก 30-80% สามารถทำได้ภายในเวลาประมาณ 18-20 นาที นอกจากนี้ยังมีระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าให้อุปกรณ์ภายนอก (V2L) ที่รองรับสูงสุด 3.3 kW
ภายในห้องโดยสาร: ความสะดวกสบายและเทคโนโลยีที่ครบครัน
ภายในห้องโดยสารของ Leapmotor B10 ได้รับการออกแบบให้มีความทันสมัยและสะดวกสบาย รุ่นย่อยต่างๆ จะมีอุปกรณ์เพิ่มเติมที่แตกต่างกันไป แต่โดยรวมแล้ว B10 มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น:
หลังคากระจก Panoramic Roof แบบ Fixed พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมระบบกรองฝุ่น PM 2.5
ระบบกุญแจ Bluetooth และ NFC Card
เบาะนั่งหุ้มด้วยผ้า (รุ่น LIFE) หรือหนัง ECO Leather (รุ่น DESIGN)
เบาะนั่งคู่หน้าปรับด้วยมือ (รุ่น LIFE) หรือปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบระบายอากาศและระบบอุ่น (รุ่น DESIGN)
หน้าจอมาตรวัด Full Digital LCD ขนาด 8.8 นิ้ว
หน้าจอกลางระบบสัมผัส Touchscreen ขนาด 14.6 นิ้ว ความละเอียด 2.5K รองรับ Apple CarPlay / Android Auto แบบไร้สาย (เริ่มใช้งานได้ ธันวาคม 2568)
ระบบแผนที่นำทาง Here Map
ลำโพง 6 ตำแหน่ง (รุ่น LIFE) หรือ 12 ตำแหน่ง (รุ่น DESIGN)
ที่ชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย 15W และช่องชาร์จ USB Type C 60W
ระบบความปลอดภัยที่ครอบคลุม: มั่นใจในทุกการเดินทาง
Leapmotor B10 ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารเป็นอย่างยิ่ง โดยมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่หลากหลาย ทั้งระบบพื้นฐานและระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) Level 2:
ระบบเบรกพื้นฐาน: ABS, EBD, BA, VDC, TRC, HDC, HHC, BOS, ESS, EPB พร้อม AVH
ระบบ ADAS: เรดาร์ 4 ตัว, เซนเซอร์ MMW 2 ตัว
ระบบช่วยเหลือการขับขี่ L2: ACC, LCC, LKA, ELKA, LDW, FCW, RCW, DOW, BSD, AEB, HOD, RCTA, RCTB, ISA, DDAW, ADDW
ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง: คู่หน้า, ด้านข้าง, ม่านนิรภัย, กลางเบาะคู่หน้า
กล้องรอบคัน 360 องศา
เซนเซอร์กะระยะช่วยจอดด้านหลัง
ราคาและการแข่งขันในตลาด
Leapmotor B10 มีราคาจำหน่ายที่น่าสนใจ ทำให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุ้มค่าในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า B-SUV:
B10 Life: 688,000 บาท
B10 Style: 748,000 บาท
B10 Design: 788,000 บาท
ด้วยราคาที่แข่งขันได้และความพร้อมของเทคโนโลยี Leapmotor B10 จึงเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามองสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มสีสันและความหลากหลายให้กับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยต่อไป
ไม่ว่าคุณจะกำลังมองหาสุดยอดไฮเปอร์คาร์เพื่อเติมเต็มความฝัน หรือรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ตลาดรถยนต์ปี 2025 นำเสนอทางเลือกที่น่าตื่นเต้นและหลากหลาย หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ หรือต้องการค้นหารถยนต์ไฟฟ้าที่ใช่สำหรับคุณ เราขอเชิญชวนให้คุณศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และทดลองขับรถยนต์ที่คุณสนใจ เพื่อตัดสินใจเลือกยานยนต์ที่จะพาคุณไปสู่ทุกจุดหมายได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย
![[ครบชุด] T0701259 จนไม พอ งห วส งอ Ep.2](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/01/image-500.png)
![[ครบชุด] T0701271 เส อในใคร าอนาม ยฉ Ep.2](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/01/image-503.png)