• Privacy Policy
  • Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

[ครบชุด] T0701232 อย าใจด บคนโลภ Ep.2

admin79 by admin79
January 7, 2026
in Uncategorized
0
[ครบชุด] T0701232 อย าใจด บคนโลภ Ep.2

Bugatti Chiron Pur Sport: นิยามใหม่แห่งไฮเปอร์คาร์สายพันธุ์ซิ่งแห่งปี 2025

ในโลกแห่งซูเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ ชื่อ Bugatti คือสัญลักษณ์แห่งความสุดยอด ความหรูหรา และสมรรถนะที่เหนือจินตนาการ และเมื่อกล่าวถึง Bugatti Chiron Pur Sport นี้ คือการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ไปสู่อีกขั้นที่เหนือกว่า รถรุ่นพิเศษนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์ แต่เป็นผลงานศิลปะวิศวกรรมที่หลอมรวมเทคโนโลยีล้ำสมัย การออกแบบที่เน้นสมรรถนะสูงสุด และความพิเศษของการผลิตจำนวนจำกัด เพื่อตอบสนองความต้องการของนักสะสมและผู้หลงใหลในยนตรกรรมระดับโลกอย่างแท้จริง

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มายาวนานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการของไฮเปอร์คาร์มาโดยตลอด Bugatti Chiron Pur Sport คือหนึ่งในปรากฏการณ์ที่น่าจับตามองที่สุดแห่งยุคสมัย ด้วยการผสมผสานปรัชญาการออกแบบที่เน้น “Pure Sport” หรือ “ความเป็นสปอร์ตอย่างแท้จริง” เข้ากับ DNA อันเป็นเอกลักษณ์ของ Bugatti ทำให้รถคันนี้โดดเด่นทั้งในด้านเทคนิค สมรรถนะ และประสบการณ์การขับขี่ที่สัมผัสได้ถึงทุกอณู

หัวใจของพลัง: W16 Quad-Turbo Engine ที่ถูกปรับจูนเพื่อความเร้าใจ

ภายใต้เส้นสายอันดุดันและโฉบเฉี่ยวของ Chiron Pur Sport ซ่อนขุมพลังอันยิ่งใหญ่ นั่นคือเครื่องยนต์ W16 Quad-Turbo ขนาด 8.0 ลิตร อันเป็นเอกลักษณ์ของ Bugatti ซึ่งในรุ่น Pur Sport นี้ ได้รับการปรับปรุงรายละเอียดเชิงลึกเพื่อรีดสมรรถนะสูงสุดสำหรับการขับขี่ในสนามแข่งและถนนคดเคี้ยว

แม้กำลังสูงสุดจะยังคงอยู่ที่ 1,500 แรงม้า อันเป็นมาตรฐานที่น่าเกรงขามอยู่แล้ว แต่ Bugatti ได้ทำการปรับจูนเครื่องยนต์ให้มีความไวต่อการตอบสนองมากยิ่งขึ้น โดยการเพิ่มรอบเครื่องยนต์สูงสุด (Redline) ขึ้นอีก 200 รอบต่อนาที เมื่อเทียบกับ Chiron รุ่นมาตรฐาน ไปอยู่ที่ 6,900 รอบต่อนาที สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลข แต่เป็นการสื่อถึงความพร้อมที่จะทะยานไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล

อีกหนึ่งการปรับปรุงที่สำคัญคือการปรับอัตราทดเกียร์ให้สั้นลง 15% การปรับเปลี่ยนนี้มีผลโดยตรงต่อการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อ ทำให้การตอบสนองของเครื่องยนต์มีความฉับไวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อัตราเร่งในช่วงกลาง (Mid-range acceleration) หรือที่ในวงการรถยนต์เรียกว่า “Flexibility” ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับ Chiron ทั่วไป นี่หมายความว่าเมื่อคุณเหยียบคันเร่ง รถจะพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วทันใจ ให้ความรู้สึกที่ปลุกเร้าอารมณ์นักขับอย่างแท้จริง

การปรับปรุงเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของ Bugatti ต่อความต้องการของผู้ขับขี่ที่มองหา “Pure Sport” ประสบการณ์การขับขี่ที่เข้มข้น เร้าใจ และสามารถควบคุมได้ในทุกสภาวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการขับขี่บนเส้นทางที่ต้องการความคล่องตัวและแม่นยำ

อากาศพลศาสตร์ขั้นสุด: การออกแบบที่สร้างแรงกดมหาศาล

Bugatti Chiron Pur Sport ไม่ได้มีดีแค่พละกำลัง แต่ยังมาพร้อมกับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนาอย่างพิถีพิถันในทุกรายละเอียด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมและเสถียรภาพเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง

การปรับปรุงที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดประการหนึ่งคือด้านหน้าของรถที่ได้รับการออกแบบใหม่ กระจังหน้ามีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมช่องรับอากาศที่ได้รับการปรับปรุงเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์และระบบเบรก เอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือตัวเลข “16” สีฟ้าที่ปรากฏอยู่บนกระจังหน้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงเครื่องยนต์ 16 สูบอันทรงพลัง

ส่วนท้ายของรถ คือเวทีแสดงผลงานทางอากาศพลศาสตร์ที่น่าทึ่ง ด้วยการติดตั้งสปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่ถึง 1.9 เมตร สปอยเลอร์นี้ทำหน้าที่สร้างแรงกด (Downforce) ลงสู่พื้นถนนอย่างมหาศาล ช่วยให้ท้ายรถมีความเสถียร เกาะถนนได้ดีเยี่ยมในทุกโค้ง ทุกการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง นอกจากนี้ ท่อไอเสียยังได้รับการออกแบบใหม่ ใช้วัสดุไทเทเนียมคุณภาพสูงขึ้นรูปด้วยเทคโนโลยี 3 มิติ น้ำหนักเบา ทนทานต่อความร้อนสูง และยังช่วยเสริมสมรรถนะโดยรวมอีกด้วย

การออกแบบเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความสวยงาม แต่คือการทำงานร่วมกันอย่างชาญฉลาดระหว่างรูปทรงและหลักอากาศพลศาสตร์ เพื่อให้ Bugatti Chiron Pur Sport สามารถ “เกาะ” กับพื้นถนนได้อย่างมั่นคง สร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ในทุกสถานการณ์

นวัตกรรมแห่งล้อและยาง: สัมผัสที่เหนือกว่า

ล้อและยาง คือจุดสัมผัสระหว่างรถยนต์กับพื้นถนน ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสมรรถนะ Bugatti Chiron Pur Sport มาพร้อมกับล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ 2 ประการ คือการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายความร้อนให้กับระบบเบรก และการส่งเสริมหลักอากาศพลศาสตร์

ล้อรุ่นใหม่นี้ผลิตจากโลหะผสมน้ำหนักเบาพิเศษ พร้อมกับการออกแบบที่ช่วยให้อากาศไหลผ่านไปยังคาลิปเปอร์เบรกและจานเบรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความร้อนสะสม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเมื่อต้องขับขี่ด้วยสมรรถนะสูงต่อเนื่อง

สิ่งที่ทำให้ล้อและยางของ Chiron Pur Sport พิเศษยิ่งขึ้นไปอีก คือการพัฒนาร่วมกับ Michelin เพื่อสร้างยางพิเศษสำหรับ Bugatti โดยเฉพาะ ในชื่อ “Bugatti Sport Cup 2 R” ยางรุ่นนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบการยึดเกาะสูงสุดบนพื้นผิวถนนแห้ง มีขนาดหน้ากว้างพิเศษที่ล้อหน้า 285/30 R20 และล้อหลัง 355/25 R21 ขนาดที่กว้างของยางหน้าและหลังนี้ ช่วยเพิ่มพื้นที่สัมผัสกับพื้นถนนอย่างมหาศาล ส่งผลโดยตรงต่อการควบคุม การเบรก และการเข้าโค้งที่แม่นยำ

การเลือกใช้ยาง Michelin Sport Cup 2 R เป็นอีกหนึ่งเครื่องพิสูจน์ว่า Bugatti ใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อให้ได้มาซึ่งสมรรถนะ “Pure Sport” อย่างแท้จริง

ช่วงล่างที่ปรับแต่งเพื่อการควบคุมสูงสุด

เพื่อให้สมรรถนะของ Bugatti Chiron Pur Sport สามารถปลดปล่อยออกมาได้อย่างเต็มที่ ระบบช่วงล่างจึงได้รับการปรับปรุงอย่างถึงรากถึงโคน

Bugatti ได้ติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบใหม่ที่เพิ่มความแข็งของสปริงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสปริงด้านหน้าแข็งขึ้นถึง 65% และด้านหลัง 33% การปรับปรุงนี้ช่วยลดการยุบตัวของช่วงล่างเมื่อเข้าโค้งหรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางอย่างรวดเร็ว ทำให้รถมีความนิ่งและตอบสนองต่อการบังคับเลี้ยวได้เฉียบคมยิ่งขึ้น

ควบคู่ไปกับสปริงที่แข็งขึ้น โช้คอัพแบบแปรผัน (Adaptive Dampers) ก็ได้รับการปรับแต่งให้ทำงานสอดคล้องกับสภาวะการขับขี่ การตอบสนองของโช้คอัพจะปรับเปลี่ยนไปตามความเร็ว รูปแบบการขับขี่ และสภาพถนน เพื่อมอบทั้งความสบายเมื่อต้องการ และความหนึบแน่นเมื่อต้องการรีดสมรรถนะ

การลดน้ำหนักโดยรวมก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ Bugatti Chiron Pur Sport สามารถลดน้ำหนักลงได้ถึง 50 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับ Chiron รุ่นปกติ ส่วนหนึ่งมาจากการใช้วัสดุน้ำหนักเบา เช่น ล้ออัลลอยรุ่นใหม่ที่ช่วยลดน้ำหนักไปถึง 16 กิโลกรัม และการปรับปรุงระบบเบรกด้วยการใช้ผ้าเบรกไทเทเนียมใหม่พร้อมจานเบรกที่เบาลง น้ำหนักที่เบาลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อความคล่องตัว การอัตราเร่ง และการเบรกที่ดียิ่งขึ้น

ความพิเศษที่มาพร้อมกับการผลิตจำนวนจำกัด

Bugatti Chiron Pur Sport ไม่ได้ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใครก็ได้ แต่เป็นรถสำหรับนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบในความพิเศษอย่างแท้จริง Bugatti ได้ประกาศว่าจะผลิตรถรุ่นนี้เพียง 60 คันทั่วโลกเท่านั้น ความพิเศษนี้ทำให้ Chiron Pur Sport กลายเป็นของหายาก และมีมูลค่าในตัวเอง

ราคาของ Bugatti Chiron Pur Sport อยู่ที่ 3 ล้านยูโร (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ซึ่งสะท้อนถึงความพิถีพิถันทางวิศวกรรม เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย การใช้วัสดุชั้นเลิศ และความพิเศษของการผลิตจำนวนจำกัด

การผลิต Bugatti Chiron Pur Sport เริ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2020 ซึ่งหมายความว่ารถที่ผลิตขึ้นมาล้วนเป็นผลงานอันทรงคุณค่าที่ผลิตขึ้นมาตามคำสั่งซื้อของลูกค้าทั่วโลก

อนาคตแห่งการขับเคลื่อน: การมาถึงของ Leapmotor B10 ในประเทศไทย

ในขณะที่ Bugatti Chiron Pur Sport คือจุดสูงสุดของไฮเปอร์คาร์ Bugatti ก็ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดในประเทศไทย นั่นคือ Leapmotor B10 ซึ่งมาพร้อมกับจุดเด่นที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง แต่ก็ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มที่กว้างขึ้น

Leapmotor B10 ถูกจัดอยู่ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าพิกัด B-SUV ซึ่งเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย การเปิดตัวนี้เป็นการนำเสนอทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภคที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าที่ทันสมัย ประหยัดพลังงาน และมีสมรรถนะที่น่าพอใจ

Leapmotor B10: ดีไซน์และมิติตัวถัง

Leapmotor B10 มาพร้อมกับการออกแบบที่ทันสมัยและสอดคล้องกับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน มิติตัวถังมีความยาว 4,515 มิลลิเมตร กว้าง 1,885 มิลลิเมตร และสูง 1,655 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ (Wheelbase) ยาว 2,735 มิลลิเมตร และระยะต่ำสุดถึงพื้น (Ground Clearance) 170 มิลลิเมตร ซึ่งถือว่าเหมาะสมกับการใช้งานในเมืองและบนถนนทั่วไป

เมื่อเทียบกับรุ่นพี่อย่าง Leapmotor C10 จะเห็นได้ว่า B10 มีขนาดกะทัดรัดกว่าเล็กน้อย ซึ่งอาจจะเหมาะกับการขับขี่ในเมืองที่ต้องการความคล่องตัว

ขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่: ขับขี่ได้ไกลกว่า

Leapmotor B10 นำเสนอขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า 2 รูปแบบ โดยทุกรุ่นขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัวที่ล้อหลัง (RWD) ให้กำลังสูงสุด 218 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 240 นิวตันเมตร

รุ่น LIFE (56.2 kWh): มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion (LFP) จาก CATL ความจุ 56.2 kWh สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 470 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ภายใน 8 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
รุ่น STYLE / DESIGN (67.1 kWh): ขยับไปใช้แบตเตอรี่ Lithium-ion (LFP) จาก CATL ที่มีความจุสูงขึ้น 67.1 kWh ทำให้วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 516 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) อัตราเร่งและ Top Speed ยังคงเหมือนเดิม

เทคโนโลยีแบตเตอรี่ LFP (Lithium Iron Phosphate) เป็นที่นิยมมากขึ้นในรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากมีความปลอดภัยสูง ทนทาน และมีอายุการใช้งานยาวนาน

การชาร์จที่รวดเร็วและรองรับ V2L

Leapmotor B10 รองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) สูงสุด 11 kW และการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ที่รวดเร็ว

รุ่น LIFE: รองรับ DC Fast Charging สูงสุด 140 kW
รุ่น STYLE / DESIGN: รองรับ DC Fast Charging สูงสุด 168 kW

ด้วยการชาร์จ DC Fast Charging เพียง 18-20 นาที ก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 30% ถึง 80% ได้ ทำให้การเดินทางไกลสะดวกสบายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีระบบจ่ายกระแสไฟฟ้าให้อุปกรณ์ภายนอก (V2L) ที่รองรับกำลังสูงสุด 3.3 kW ซึ่งสามารถนำไปใช้งานกับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ได้

ภายในห้องโดยสาร: ความสะดวกสบายและเทคโนโลยี

ภายในห้องโดยสารของ Leapmotor B10 ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบความสะดวกสบายและเทคโนโลยีที่ทันสมัย

หลังคากระจก Panoramic Roof: มอบความโปร่งโล่งภายในห้องโดยสาร
ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมกรอง PM 2.5: สร้างอากาศที่บริสุทธิ์
หน้าจอสัมผัสขนาด 14.6 นิ้ว: ความละเอียด 2.5K รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย (มีผล ธันวาคม 2025)
จอมาตรวัด Full Digital LCD ขนาด 8.8 นิ้ว: แสดงข้อมูลการขับขี่ครบถ้วน
เบาะนั่งโครงสร้าง 7 ชั้น OEKO-TEX Certification: มอบความสบายสูงสุด
ลำโพง 6 ตำแหน่ง (รุ่น Style/Design 12 ตำแหน่ง): ระบบเสียงคุณภาพ
แท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย: ความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้น

รุ่น Style และ Design จะเพิ่มความหรูหราและฟังก์ชันการใช้งานที่มากขึ้น เช่น เบาะนั่งปรับไฟฟ้าพร้อมระบบระบายอากาศและระบบทำความร้อน ระบบไฟ Ambient Light 64 สี และฝาท้ายไฟฟ้า

ระบบความปลอดภัยที่ครบครัน: ADAS Level 2

Leapmotor B10 ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง โดยมาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) Level 2 ซึ่งประกอบด้วย

ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC)
ระบบควบคุมรถให้อยู่กลางเลน (LCC)
ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA)
ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW)
ระบบเบรกอัตโนมัติ (AEB)
ระบบเตือนเมื่อมีรถในมุมอับสายตา (BSD)
ระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง (RCTA)
และระบบอื่นๆ อีกมากมาย

นอกจากนี้ ยังมีถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง และกล้องรอบคัน 360 องศา เพื่อความมั่นใจสูงสุดในการขับขี่

บทสรุป: สองขั้วแห่งนวัตกรรมยานยนต์

Bugatti Chiron Pur Sport และ Leapmotor B10 คือตัวแทนของสองขั้วแห่งวงการยานยนต์ Bugatti คือสุดยอดแห่งขีดจำกัดของสมรรถนะและเทคโนโลยีไฮเปอร์คาร์ ที่ผลิตขึ้นด้วยความพิถีพิถันและจำนวนจำกัด เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มนักสะสมที่มองหาสิ่งที่ดีที่สุดเท่านั้น

ในขณะที่ Leapmotor B10 คือการนำเสนอเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย และตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยราคาที่แข่งขันได้ สมรรถนะที่เพียงพอ และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักขับที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่สุดขั้ว หรือผู้ที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าที่คุ้มค่าและทันสมัย ตลาดรถยนต์ในปี 2025 นี้มีทางเลือกที่น่าสนใจมากมาย หากคุณต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ หรือกำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่ที่ใช่สำหรับคุณ การศึกษาข้อมูล เปรียบเทียบ และทดลองขับ คือก้าวต่อไปที่คุณไม่ควรพลาด มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงแห่งโลกยานยนต์ไปด้วยกัน

Previous Post

[ครบชุด] T0701247 จนไม พอ งห วส งอ Ep.2

Next Post

[ครบชุด] T0701224 หน จะจ บเขาทำผ

Next Post
[ครบชุด] T0701224 หน จะจ บเขาทำผ

[ครบชุด] T0701224 หน จะจ บเขาทำผ

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • [ครบชุด] T2502214 เล อกค ดช ตเปล ยน Ep.1
  • [ครบชุด] T2502205 ยอมเป นคนใจดำ Ep.2
  • [ครบชุด] T2502212 ดน กเร ยนเง นผ อน Ep.2
  • [ครบชุด] T2502204 กฉ นร กล กฉ นด วย Ep.2 (ตอนจบ)
  • [ครบชุด] T2502215 ประจบจนตกงาน Ep.2 (ตอนจบ)

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.