Lamborghini: มหาอำนาจแห่งซูเปอร์คาร์ที่ไม่ได้เป็นเพียงของเล่นเศรษฐี
ในโลกของยนตรกรรมที่ไร้ขีดจำกัด ยานพาหนะบางคันไม่ได้เป็นเพียงพาหนะสำหรับการเดินทาง แต่เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จ ความหลงใหล และศิลปะที่ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยวิศวกรรมชั้นเลิศ หนึ่งในแบรนด์ที่ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดนี้คือ Lamborghini แบรนด์ซูเปอร์คาร์สัญชาติอิตาลี ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ตั้งแต่ Lamborghini 350 GT รุ่นแรกจนถึงปัจจุบัน รูปทรงอันดุดันเปรียบเสมือนกระทิงที่พุ่งทะยานได้สร้างชื่อเสียงก้องกังวานไปทั่วโลก และสำหรับตลาดประเทศไทย การปรากฏตัวของ Lamborghini ไม่ได้เป็นเพียงการนำเข้ายานยนต์หรู แต่เป็นการเปิดประตูสู่โลกแห่งประสบการณ์เหนือระดับที่สะท้อนถึงรสนิยมและความสำเร็จของผู้ครอบครอง
กว่า 14 ปีที่ผ่านมา บริษัท นิช คาร์ จำกัด ได้รับเกียรติเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Lamborghini ในประเทศไทย นำพาสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจนี้มาสู่ผู้หลงใหลในสมรรถนะและความงามอันเป็นเอกลักษณ์ เส้นสายที่ปราดเปรียว สีสันที่เร่าร้อน และเสียงคำรามของเครื่องยนต์ คือองค์ประกอบที่ทำให้ Lamborghini โดดเด่นสะดุดตา และสร้างความภาคภูมิใจให้กับเจ้าของอย่างไม่อาจหาใดเปรียบ แม้ว่าจำนวน Lamborghini บนท้องถนนเมืองไทยอาจจะไม่ได้มากมายนัก แต่สำหรับกลุ่มนักสะสมและผู้ชื่นชอบซูเปอร์คาร์ การทุ่มเงินกว่า 20 ล้านบาท เพื่อครอบครองสุดยอดยานยนต์เหล่านี้ ถือเป็นการลงทุนในความฝันและความปรารถนาอันแรงกล้า
เมื่อราคาคือการสะท้อนคุณค่า: ทำไมเศรษฐีจึงเลือก Lamborghini?
คำถามที่ผุดขึ้นในใจของใครหลายคนคือ เหตุใดผู้มีอันจะกินจึงยอมจ่ายเงินจำนวนมหาศาล ซึ่งเทียบเท่ากับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจากค่ายญี่ปุ่นจำนวนกว่า 30 คัน เพื่อแลกกับซูเปอร์คาร์คันหนึ่ง? คำตอบไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด สำหรับกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ การได้ครอบครอง Lamborghini ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อพาหนะ แต่คือการได้มาซึ่งความสุขทางใจ ความรู้สึกพิเศษ และการประกาศตัวตนที่เหนือกว่า
คุณวิทวัส ชินบารมี ผู้อำนวยการ บริษัท นิช คาร์ จำกัด ผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ในการนำพายานยนต์สุดพิเศษมาสู่ประเทศไทย ได้เปิดเผยเบื้องหลังของความสำเร็จของ Lamborghini และกลยุทธ์การตลาดที่ทำให้แบรนด์นี้ยังคงครองใจนักสะสมมาอย่างยาวนาน
ตำนานที่เริ่มต้นที่ศรีนครินทร์ สู่ศูนย์กลางแห่งความหรูหราที่สยามพารากอน
เรื่องราวของ Lamborghini ในประเทศไทย เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการที่โชว์รูม “เบนซ์ นครินทร์ ออโต้ กรุ๊ป” ซึ่งเป็นโชว์รูมรถยนต์แห่งแรกในประเทศไทยที่มาพร้อมกับการตกแต่งภายในที่ทันสมัยด้วยระบบปรับอากาศเต็มรูปแบบ Positioning ของบริษัทในขณะนั้น คือการมุ่งเน้นนำเข้าเฉพาะ “Niche Car” หรือรถยนต์ที่มีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ และ Lamborghini ก็ได้กลายเป็น “เรือธง” ของบริษัทมาจนถึงปัจจุบัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถทำยอดขาย Lamborghini ไปได้กว่า 40 คัน ซึ่งแม้ปริมาณจะดูไม่มากนัก แต่ราคาต่อคันนั้นสูงพอที่จะซื้อรถยนต์นั่งส่วนบุคคลรุ่นยอดนิยมในตลาดบ้านเราได้ถึงกว่า 30 คัน!
เพื่อยกระดับประสบการณ์และความหรูหราของการเป็นเจ้าของซูเปอร์คาร์ให้ดียิ่งขึ้น โชว์รูมเดิมบนถนนพระราม 4 จึงได้ถูกปิดตัวลง เพื่อย้าย “Niche Car Boutique Gallery” อันเป็นที่ตั้งของ Lamborghini มาสู่ใจกลางเมือง ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน การตัดสินใจนี้ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานที่ แต่คือการยกระดับแบรนด์ให้ประจันหน้ากับคู่แข่งยานยนต์หรูอื่นๆ ในทำเลทอง การออกแบบโชว์รูมที่สยามพารากอนโดดเด่นด้วยกระจกทั้ง 3 ด้าน ทำให้ Lamborghini สามารถอวดโฉมความงามสง่าได้อย่างเต็มที่ สามารถมองเห็นได้แม้จากรถไฟฟ้า BTS สร้างความโดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งอย่าง Ferrari ที่ตั้งอยู่ติดกันซึ่งมีเพียงกระจกด้านเดียว การลงทุนกว่า 50 ล้านบาท เฉพาะในส่วนของการตกแต่งและค่าเช่าพื้นที่ 300 ตารางเมตร ไม่รวมมูลค่าของตัวรถ สะท้อนถึงความตั้งใจจริงในการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า
“BULL’s RIDING, The Ultimate Test Drive”: การรุกตลาดอย่างเข้มข้น
แม้ว่า Lamborghini จะเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ชื่นชอบรถยนต์อยู่แล้ว แต่การเปิดตัวอย่างเป็นทางการสู่สื่อมวลชนครั้งแรก กลับสร้างความฮือฮาด้วยการจัดกิจกรรม “BULL’s RIDING, The Ultimate Test Drive” ซึ่งนำ Lamborghini สองคันมาให้สื่อมวลชนได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่อย่างใกล้ชิด ปกติแล้ว นิชคาร์ จำกัด จะดำเนินกลยุทธ์การตลาดแบบ “Low Profile” มาโดยตลอด การจัดกิจกรรมครั้งนี้จึงถือเป็นการ “รุกตลาด” อย่างจริงจังและเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการในวงกว้าง
การสื่อสารที่เหนือระดับ: หัวใจของการตลาดรถหรู
คุณวิทวัส ชินบารมี เน้นย้ำว่า “การทำตลาดรถหรูไม่ใช่เรื่องยาก หากคุณเข้าใจลูกค้าของคุณอย่างแท้จริง และรู้ว่าพวกเขากำลังมองหาอะไร” แน่นอนว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีกำลังซื้อ แต่ความท้าทายอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้พวกเขายอม “ควักเงิน” ที่มีอยู่มาจับจ่ายเป็นเจ้าของสินค้าและบริการของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสินค้าที่เป็น Niche ที่มีความต้องการอยู่แล้ว และการเป็น “Exclusive Dealer” ยังเป็นแต้มต่อสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเลือกที่จะเข้ามาหาเรา
นอกเหนือจากคุณภาพของสินค้าและชื่อเสียงอันยาวนานของแบรนด์แล้ว “CRM (Customer Relationship Management)” คือหัวใจสำคัญที่ละเลยไม่ได้ คุณวิทวัสกล่าวว่า “การขายสินค้าที่มีราคาสูง ต้องอาศัยความใส่ใจ ความประณีต และความพิถีพิถันในทุกรายละเอียด” การสื่อสารกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดคือสิ่งที่ต้องทำ เช่น การจัดตั้ง “Lamborghini Family” กลุ่มลูกค้าผู้ภักดีต่อแบรนด์ เพื่อให้ได้พบปะ สังสรรค์ และทำกิจกรรมร่วมกัน การรวมกลุ่มนี้เป็นไปอย่างไม่เป็นทางการ ใครสนิทสนมก็จะชักชวนกันมา แต่ทุกคนล้วนเป็น “Lamborghini Lover” กิจกรรมเหล่านี้มักจัดขึ้นในร้านอาหารอิตาเลียน หรือการเดินทางท่องเที่ยวตามต่างจังหวัด ขับขี่รถเป็นขบวนคาราวานไปยังสถานที่ต่างๆ เช่น พัทยา โคราช หรือหัวหิน การเลือกสถานที่ใกล้ๆ ส่วนใหญ่เป็นเพราะลูกค้ากลุ่มนี้มักมีครอบครัว จึงเหมาะกับการเดินทางแบบเช้าไปเย็นกลับ โดยเฉลี่ยแล้วกิจกรรมจะถูกจัดขึ้นอย่างน้อยเดือนละครั้ง
เข้าใจลูกค้า คือกุญแจสำคัญ
ลูกค้าของ Lamborghini แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือกลุ่มที่ต้องการความสบายๆ ไม่ต้องการอะไรมากนัก เดินไปรินน้ำดื่มเองได้ และอีกกลุ่มคือผู้ที่ต้องการให้เราดูแลอย่างใกล้ชิด บริษัทฯ จะศึกษาลักษณะนิสัยของลูกค้าแต่ละราย และพร้อมที่จะบริการตามความต้องการเฉพาะของพวกเขา ลูกค้าส่วนใหญ่มักจะมีการแนะนำปากต่อปาก หรือรู้จักกันในแวดวงของผู้ชื่นชอบรถซูเปอร์คาร์
บริการหลังการขาย: การดูแลที่เหนือกว่า
“After Sale Service” หรือบริการหลังการขาย คือสิ่งสำคัญไม่แพ้การดึงดูดให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อรถหรู แม้กระทั่งห้องบริการซ่อมรถยนต์ก็ยังต้องได้รับการตกแต่งด้วยเครื่องปรับอากาศ เพื่อมอบความสบายใจให้กับทั้งตัวรถและเจ้าของ การลงทุนกว่า 10 ล้านบาท ในห้องซ่อมรถที่ติดเครื่องปรับอากาศ สะท้อนถึงความใส่ใจในทุกขั้นตอน “เมื่อเราขายรถราคาแพง และลูกค้าก็ยินดีจ่ายในราคานั้น เราก็ต้องดูแลพวกเขาในทุกๆ ขั้นตอน” คุณวิทวัสกล่าวเสริม นอกจากนี้ ผู้บริหารและทีมงานยังได้รับการฝึกอบรมอย่างเข้มข้นที่ประเทศอิตาลี เพื่อเรียนรู้ทุกอณูของ Lamborghini อย่างละเอียด
กลุ่มเป้าหมาย: ความหลงใหลที่มาพร้อมกับความมั่นคง
กลุ่มเป้าหมายหลักของ Lamborghini คือกลุ่มคนหนุ่มที่มีอายุ 28 ปีขึ้นไป ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีฐานะทางการเงินที่มั่นคงในระดับหนึ่ง สามารถครอบครองรถที่มีมูลค่าสูงกว่า 20 ล้านบาทได้ อย่างไรก็ตาม คุณวิทวัสย้ำว่า “ไม่จำเป็นต้องร่ำรวยล้นฟ้าเสมอไป” เพราะซูเปอร์คาร์อย่าง Lamborghini มีคุณค่าทางจิตใจที่เหนือกว่าราคา เป็นความชื่นชอบในดีไซน์ ความหรูหรา และความเร็ว เป็น “Passion” หากมีความรักและความพร้อมทางการเงิน ก็สามารถเป็นเจ้าของได้
ที่สำคัญ กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่มีฐานะทางการเงินที่มั่นคง ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจแบบใด หรือราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นเท่าใด ก็แทบไม่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของพวกเขาเลย ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้มองว่า Lamborghini เป็นเพียงยานพาหนะที่ต้องจ่ายค่าน้ำมันเพื่อไปทำงาน แต่พวกเขามองว่ามันคือ “ของเล่น” คือ “ของสะสม” บางคนครอบครอง Lamborghini มากกว่าหนึ่งคัน โดยอาจมีถึง 3-4 คันเลยทีเดียว
Lamborghini: ซูเปอร์คาร์ที่แพงที่สุดในไทย และความฝันที่ต้องไปให้ถึง
เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ราคาขาย Lamborghini อยู่ที่ราว 10 ล้านบาท แต่ปัจจุบัน รุ่น Gallardo ซึ่งเป็นรุ่นเล็กสุดของ Lamborghini ในประเทศไทย มีราคาเริ่มต้นที่ 23.8 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง Ferrari ที่อยู่ในรุ่นใกล้เคียงกันจะมีราคาประมาณ 21 ล้านบาท ขณะที่รุ่น Murcielago ราคาอยู่ที่ 33.8 ล้านบาท และรุ่นใหม่ล่าสุด Aventador Spider ที่เพิ่งเปิดตัว ก็ยิ่งตอกย้ำตำแหน่งของ Lamborghini ในฐานะซูเปอร์คาร์ที่แพงที่สุดในประเทศไทย
คุณวิทวัสยืนยันว่า Lamborghini มีความ “Premium” และมี “Brand Awareness” เหนือกว่าคู่แข่ง เป็นสิ่งที่ผู้ชื่นชอบซูเปอร์คาร์ใฝ่ฝันที่จะต้องมาจบลงที่ Lamborghini “พวกเขาจะเริ่มต้นเล่นรถจากระดับ Porsche, Ferrari แล้วมาจบที่ Lamborghini” นี่คือเส้นทางความฝันของนักสะสมหลายคน บุคลิกของแบรนด์ Lamborghini ที่มีความดุดัน มาดแมน และน่าเกรงขาม คือสิ่งที่แตกต่างและดึงดูดใจได้อย่างชัดเจน
สถิติการขายที่น่าประทับใจ: จากความรัก สู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดด
ในอดีต คุณพ่อของคุณวิทวัส นำเข้ารถ Lamborghini มาด้วย “ความรักและความชอบในรถ” แต่ในปัจจุบัน ตลาดได้เติบโตขึ้นจนต้องทำการตลาดอย่างจริงจัง แม้ตลอด 14 ปีที่ผ่านมาจะสามารถขาย Lamborghini ไปได้ทั้งสิ้น 40 คัน แต่ในช่วง 2 ปีหลังสุด (พ.ศ. 2547-2548) กลับทำยอดขายได้รวมกันถึง 30 คัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี พ.ศ. 2548 ที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายได้ถึง 18 คัน จากการเปิดตัวรุ่นใหม่สองรุ่น และในปี พ.ศ. 2549 คาดการณ์ว่าจะสามารถขายได้ถึง 21-22 คัน แม้ว่าราคาจะสูงลิบลิ่ว แต่สัดส่วนการชำระเงินสดและเงินผ่อนอยู่ที่ 50:50 สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อและความพร้อมของตลาด
การเติบโตของตลาดรถหรู: สัญญาณจากแผนธุรกิจ
การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของตลาดรถหรู สะท้อนได้จากแผนธุรกิจของ นิชคาร์ ในปี พ.ศ. 2549 ที่จะนำเข้ารถแบรนด์ใหม่อีก 1 แบรนด์ และในปีต่อๆ ไป (พ.ศ. 2550-2551) จะมีการนำเข้าแบรนด์ใหม่เพิ่มเติมปีละ 1 แบรนด์ แสดงให้เห็นว่ากำลังซื้อของกลุ่มผู้มีสถานะทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งนั้น มีอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ในขณะที่ตลาดรถยนต์ภาพรวมในปี พ.ศ. 2549 อาจมีการชะลอตัวลงบ้าง โดยเฉพาะตลาด Mass Product ที่อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมัน แต่ตลาดรถหรูและซูเปอร์คาร์กลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย
Did you know? สัญลักษณ์กระทิง ความแรง และดีเอ็นเอแห่ง Lamborghini
Lamborghini มีสัญลักษณ์เป็นรูป “กระทิง” ซึ่งสื่อถึงพลัง ความดุดัน และความฮึกเหิม ยานยนต์สัญชาติอิตาลีคันนี้ เป็นรถ “Pure Sport – Middle Engine” ขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้กำลังตั้งแต่ 500 ถึง 600 แรงม้า มีหลากหลายรุ่นนับตั้งแต่เริ่มทำตลาดเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว เอกลักษณ์ที่จดจำได้ง่ายคือ “ประตูแบบปีกนก” (Scissor Doors) รูปทรงที่คมเหลี่ยม และสีสันอันร้อนแรง โดยเฉพาะสีเหลืองและสีส้มสด ที่กลายเป็นสีประจำแบรนด์
Heritage: จากกระทิงสู่งานศิลปะบนล้อ
เรื่องราวของ Lamborghini เริ่มต้นจาก Ferruccio Lamborghini ชายผู้เกิดในปี 1916 ในหมู่บ้านเล็กๆ ใกล้เมือง Bologna บิดาของเขาเป็นเกษตรกร แต่ Ferruccio กลับมีความหลงใหลในเทคโนโลยีและเครื่องยนต์กลไกมากกว่า เขาได้ศึกษาด้านเทคนิคที่ Bologna และได้ริเริ่มจากการซื้อรถเก่าจากกองทัพมาดัดแปลงเป็นรถแทรกเตอร์ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมาก จนกระทั่งในปี 1959 เขาได้ก่อตั้ง “Lamborghini Tractor” ขึ้น ซึ่งสร้างความมั่งคั่งให้กับเขาอย่างมหาศาล ต่อมา เขาได้ขยายไลน์ธุรกิจไปยังการผลิตเครื่องทำความร้อน เครื่องปรับอากาศ และแม้กระทั่งเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาหลงใหลเป็นพิเศษ แต่กลับไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาล
จุดหักเหสำคัญคือคำพูดของ Enzo Ferrari ที่เคยกล่าวกับเขาว่า “คุณรู้วิธีขับแทรกเตอร์ แต่คุณจะไม่มีวันขับ Ferrari ได้!” คำดูถูกนี้กระตุ้นให้ Ferruccio ตัดสินใจเข้าสู่วงการผลิตรถยนต์ โดยเปิดโรงงาน Lamborghini ในปี 1963 และเปิดตัวสู่ตลาดในปี 1964 นอกจากนี้ เขายังได้ขยายธุรกิจสู่ตลาดไวน์ในนาม “Sangue di Miura” (Blood of the Bull) Ferruccio Lamborghini เสียชีวิตในปี 1993 ขณะอายุได้ 76 ปี
Profile
ชื่อ: วิทวัส ชินบารมี
อายุ: 24 ปี (ในขณะที่บทความนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรก)
การศึกษา:
ประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่ประเทศสิงคโปร์
ปริญญาตรีบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ตำแหน่ง: ผู้อำนวยการ บริษัท นิช คาร์ จำกัด
สำหรับผู้ที่ใฝ่ฝันและพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์แห่งสมรรถนะและความหรูหราเหนือระดับ การก้าวเข้าสู่โลกของ Lamborghini คือการลงทุนในความหลงใหลและเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์แห่งยนตรกรรม หากคุณพร้อมที่จะปลดปล่อยพลังที่ซ่อนเร้น และต้องการยกระดับชีวิตของคุณให้ไปสู่จุดสูงสุด โลกของ Lamborghini ยินดีต้อนรับเสมอ

