Lamborghini Aventador SVJ: มนต์เสน่ห์แห่งพละกำลังและมิตรภาพที่สร้างสรรค์ชีวิตใหม่
ในโลกของซูเปอร์คาร์ที่เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด และการออกแบบที่สะท้อนถึงความหลงใหลในยนตรกรรมระดับสูง ชื่อของ Lamborghini ย่อมเป็นที่คุ้นเคยในฐานะสัญลักษณ์แห่งความเร้าใจและเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร แต่เบื้องหลังความงดงามและพละกำลังที่ประจักษ์แก่สายตานั้น ซูเปอร์คาร์แต่ละคันล้วนมีเรื่องราวที่น่าสนใจ และในกรณีของ คุณแบงค์ – ภัคคณวัฒน์ เหมะธนานันท์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอแห่ง Brother Global ธุรกิจอาหารเสริมสุขภาพระดับแถวหน้า เรื่องราวของ Lamborghini Aventador SVJ คันพิเศษนี้ ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเพียงแค่ยานพาหนะ
จาก “Man Toy” สู่ “Trophy of Success”: วิวัฒนาการแห่งความหลงใหลในซูเปอร์คาร์
ด้วยวัย 47 ปี ประสบการณ์ในวงการซูเปอร์คาร์ของคุณแบงค์นั้นสั่งสมมานานกว่าสองทศวรรษ ย้อนกลับไปในวัยเยาว์ ความหลงใหลในยานยนต์ความเร็วสูงเริ่มต้นจากความรู้สึกที่เรียกว่า “Man Toy”
ะแบรนด์ แม้จะมีความกลัวในความสูง แต่คุณแบงค์กลับมีใจรักในความเร็ว ทักษะการขับขี่ที่เฉียบคมถูกหล่อหลอมจากการเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีมอย่างโกคาร์ต เจ็ตสกี และวินเซิร์ฟ โดยเฉพาะการขับขี่รถยนต์ด้วยความเร็วสูง เพราะอย่างที่เขาเล่าติดตลก หากขับช้าเกินไปก็คงจะง่วงนอน การแข่งขันควอร์เตอร์ไมล์ (402 เมตร) ในสมัยนั้น คือเวทีที่พิสูจน์สมรรถนะของรถยนต์แต่ละคัน ทว่าด้วยความเป็นห่วงของครอบครัวที่เห็นเพื่อนประสบอุบัติเหตุ ทำให้เส้นทางสู่การเป็นเจ้าของซูเปอร์คาร์นั้นยังคงเป็นเพียงความฝันที่รอวันเป็นจริง
ในช่วง 20 ปีที่แล้ว วงการซูเปอร์คาร์ทั่วโลกถูกครอบครองโดย “Three Kings” อันประกอบด้วย Ferrari, Porsche และ Lamborghini แต่ปัจจุบันวงการนี้ได้ขยายเป็น “Four Kings” ด้วยการเพิ่ม McLaren เข้ามา คุณแบงค์ได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ซูเปอร์คาร์จากทุกค่าย เหล่านี้ล้วนมีเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่แตกต่างกัน ยกเว้น Lamborghini ที่เกือบจะได้ครอบครองหลายครั้ง แต่ด้วยประสบการณ์ที่ไม่ค่อยประทับใจกับตัวแทนจำหน่ายในอดีต ทำให้เขาชะลอการตัดสินใจออกไป แต่เมื่อได้มีโอกาสขับ Lamborghini ในขณะที่ไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ เขาได้สัมผัสถึงความ “ดิบ” และความโดดเด่นที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ราวกับว่าทุกคนบนท้องถนนต่างหยุดสายตามาที่รถกระทิงดุคันนี้เสมอ คุณแบงค์สันนิษฐานว่า นอกจากรูปลักษณ์ที่หรูหรา อาจเป็นเพราะภาพลักษณ์ของผู้ขับขี่ Lamborghini ที่มักถูกมองว่าเป็นหนุ่มฮิป หรือมีออร่าแบบ “แก๊งสเตอร์” เล็กๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุมากขึ้น ความสะดวกสบายในการขับขี่รถยนต์ซีดานในชีวิตประจำวันก็เริ่มเข้ามามีบทบาท ปัญหาจุกจิกของซูเปอร์คาร์ เช่น เสียงวิทยุที่ถูกกลบด้วยเสียงเครื่องยนต์ หรือแม้แต่ระบบปรับอากาศที่ทำงานผิดปกติ จนถูกเข้าใจผิดว่าต้องการโชว์ กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้คุณแบงค์ห่างหายจากการขับซูเปอร์คาร์ไปหลายปี ประกอบกับความรู้สึกไม่คุ้นเคยกับสังคมซูเปอร์คาร์ ที่มักจะเกี่ยวข้องกับการสังสรรค์ยามค่ำคืน ซึ่งไม่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของคุณแบงค์ ทำให้เขาเกือบจะตัดสินใจเลิกขาดจากการเป็นเจ้าของซูเปอร์คาร์ไปโดยปริยาย
การกลับมาอีกครั้ง: บทพิสูจน์แห่งมิตรภาพและ Lamborghini Aventador S
จุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณแบงค์กลับมาสู่โลกของซูเปอร์คาร์อีกครั้ง และได้ครอบครอง Lamborghini คันแรกในชีวิต เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน เมื่อรุ่นน้องคนสนิทคะยั้นคะยอให้ลองไปชมรถที่โชว์รูม Lamborghini แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แม้เขาจะยืนยันว่าชอบสีดำเท่านั้น แต่รุ่นน้องก็เสนอทางออกด้วยการ “แร็ปสี” ได้ การตัดสินใจไปดูรถครั้งนั้น ได้ชวนภรรยา คุณไหม – พลอยนภัส เชษฐกุลรัตน์ ไปด้วยเพื่อช่วย “เบรก” การตัดสินใจ แต่เมื่อได้เห็น Lamborghini Aventador S เป็นครั้งแรก ความรู้สึกบางอย่างก็เริ่มก่อตัวขึ้น แม้จะยังคงเก็บอาการ แต่การได้ลองนั่งและเปิดประตูที่เปิดขึ้นเหมือนปีกนก ก็ทำให้เขาเริ่มใจอ่อน
รุ่นน้องได้พยายามชวนให้ซื้อเพื่อจะได้มีเพื่อนขับรถคันเดียวกัน และเสนอให้จองไว้ก่อน ก่อนจะเดินทางไปต่างประเทศ พอกลับมาก็ได้รับการแจ้งจากเซลส์ว่ารถที่จองไว้มาถึงแล้ว ไม่กี่วันต่อมา คุณแบงค์ก็กลับไปที่โชว์รูมและตัดสินใจซื้อ Lamborghini Aventador S คันนั้น พร้อมออปชั่นจัดเต็มในราคาประมาณ 40 กว่าล้านบาท ในตอนแรก เขาคิดว่าจะให้รถสไลด์ไปส่งที่บ้าน เนื่องจากยังไม่ค่อยอินกับมันนัก และเลือกสเปกมาตรฐานจากโรงงานโดยไม่มีชุดแต่งใดๆ เพิ่มเติม
แต่สิ่งที่พลิกความรู้สึกและสร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้ง คือการได้พบกับ คุณนัท – อภิชาติ ลีนุตพงษ์ ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถ Lamborghini อย่างเป็นทางการ คุณนัทไม่ได้วางท่าว่าเป็นเจ้าของ แต่กลับเข้ามาพูดคุยอย่างเป็นกันเอง ราวกับลูกค้าประจำ การทดสอบง่ายๆ ของคุณแบงค์คือการขอแลกไลน์ ซึ่งโดยปกติผู้บริหารระดับสูงมักจะไม่ให้ไลน์แก่ลูกค้าทั่วไป แต่คุณนัทกลับให้ด้วยความเต็มใจ สร้างความประทับใจให้กับทั้งคุณแบงค์และภรรยาเป็นอย่างมาก
จากนั้น คุณนัทได้เชิญคุณแบงค์เข้ากลุ่มไลน์ของคนขับ Lamborghini แม้จะเคยมีประสบการณ์ในกลุ่มลักษณะนี้มาก่อน แต่คุณนัทได้อธิบายว่าเป็นกลุ่มย่อยที่เน้นกิจกรรมดีๆ เช่น การขับรถไปไหว้พระ ทำบุญ หรือเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ของคุณแบงค์ ทำให้ความคิดจากการต่อต้านเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นการเปิดรับและสนุกกับการมีเพื่อนใหม่
เมื่อได้ทดลองขับ Lamborghini Aventador S คันแรกของตนเอง ความรู้สึกก็ยิ่งทวีความประทับใจ เขาบรรยายว่ามันดีกว่าทุกคันที่เคยขับมา เป็นซูเปอร์คาร์ลูกครึ่งระหว่างอิตาลีกับเยอรมัน ที่ผสานความเนี้ยบแบบเยอรมันเข้ากับกลิ่นอายความเป็นอิตาลีได้อย่างลงตัว สมรรถนะการขับขี่ที่ควบคุมได้ง่าย ความเร็วที่ตอบสนองทันใจ ทำให้การขับขี่ไม่ใช่เพียงแค่การเดินทาง แต่เป็น “Experience” อันน่าจดจำ คุณแบงค์ยกให้มันเป็น Hypercar หรือ “หัวหน้าจ่าฝูง” ของเหล่าซูเปอร์คาร์เลยทีเดียว
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณแบงค์หลงรัก Lamborghini คือทัศนคติของคุณนัท นับตั้งแต่รู้จักกัน คุณนัทไม่เคยพยายามจะเสนอขายรถให้ แม้คุณแบงค์จะได้รับคำกระซิบบอกจากรุ่นน้องว่า “เขาซื้อรถทุกคันได้หมดเลย ขนาดโชว์รูมก็ซื้อได้” คุณนัทกลับให้คำตอบที่น่าคิดว่า “ก็แค่ฟังเฉยๆ ไม่ได้คิดอะไร ถ้าเขาจะขายคงขายนานแล้ว แต่ถ้าผมไม่ชอบ เขาก็ไม่อยากขาย หรือถ้าชอบ ก็ต้องขอถามเหตุผลก่อนอยู่ดีว่าจะซื้อเพราะอะไร” ทัศนคตินี้เอง ที่ทำให้คุณแบงค์ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Lamborghini ถึงกลับมาผงาดในตลาดประเทศไทยอีกครั้ง
ก้าวสู่ Lamborghini Urus และการพิจารณาอันรอบคอบ
หลังจากที่ได้สัมผัสกับเสน่ห์ของ Lamborghini อย่างเต็มตัว คุณแบงค์เริ่มมองหารถครอบครัวในรูปแบบ SUV และความสนใจก็พุ่งเป้าไปที่ Lamborghini Urus ด้วยความตั้งใจที่จะ “อุดหนุน” คุณนัท เมื่อคุณนัททราบความต้องการ คุณแบงค์ก็ได้รับคำเชิญให้ร่วมทริปไปพัทยาเพื่อทดลองขับ Urus ซึ่งเขาก็พบว่าขับดีจริงๆ ในตอนแรก เขาตั้งใจจะซื้อสีดำ แต่ภรรยาเริ่มเบื่อสีดำ คุณแบงค์จึงมองเห็น Lamborghini Urus สีฟ้าคันใหม่ที่โชว์รูม และบอกคุณนัทว่าขอกลับไปกรุงเทพฯ แล้วจะขับคันสีฟ้ากลับบ้านเลย เรื่องเงินค่อยจัดการทีหลัง แต่เมื่อกลับถึงโชว์รูม รถคันดังกล่าวถูกนำไปล้าง คุณนัทจึงแนะนำให้คุณแบงค์ปรึกษาภรรยาให้แน่ใจก่อน เพราะไม่อยากให้เกิดสถานการณ์เหมือนค่ายรถอื่นที่มักจะนำรถมาจอดให้ลองโดยที่ลูกค้าไม่ได้ต้องการ
คุณแบงค์เล่าว่า ปัญหาที่ทำให้เขามีรถหลายคัน เกิดจากค่ายรถเกือบทุกค่ายจะโทรศัพท์มาเสนอรถรุ่นใหม่ให้ลอง แม้เขาจะปฏิเสธ แต่ในวันรุ่งขึ้น รถก็จะถูกนำมาจอดไว้ให้ลอง ซึ่งบางครั้งเขาไม่ได้ชอบ แต่ก็ต้องรับซื้อไว้ด้วยความเกรงใจ ทำให้มีรถจอดทิ้งไว้ในโรงรถหลายคัน โดยที่บางคันวิ่งไปเพียง 55 ไมล์เท่านั้น (วิ่งวนอยู่แถวบ้านแล้วจอด) คุณนัททราบถึงปัญหานี้ ทำให้เวลาที่คุณแบงค์จะซื้อรถกับเขา จะถูกถามเหตุผลอย่างละเอียดก่อน ไม่อย่างนั้นคุณนัทก็จะไม่ยอมขายให้
ในที่สุด วันรุ่งขึ้น คุณแบงค์ได้โทรศัพท์ไปบอกคุณนัทว่า ขอซื้อทั้งรถสีดำและสีฟ้าอย่างละคัน เพราะตัดสินใจไม่ได้ แต่คำตอบที่คุณนัทให้กลับมานั้นน่าประหลาดใจ “ขออนุญาตไม่ขายครับ เพราะคุณมี Porsche Panamera 2 คันอยู่แล้ว ไว้ถ้าคุณขาย Porsche Panamera แล้ว เขาจึงจะขาย Lamborghini Urus ให้” คุณนัทกล่าวเสริมว่า “เขารู้ว่าคุณซื้อไปจอด อยากให้ซื้อเพื่อใช้จริงมากกว่า” จนถึงวันนี้ คุณแบงค์ก็ยังไม่ได้ Lamborghini Urus คันนั้นมาครอบครอง
Lamborghini Aventador SVJ: เพชรเม็ดงามแห่งสมรรถนะและมิตรภาพที่ยั่งยืน
และแล้ว โอกาสในการครอบครอง Lamborghini คันที่สองก็มาถึง เมื่อคุณนัทแจ้งว่ามี Lamborghini Aventador SVJ เข้ามาในประเทศไทยอีกหนึ่งคัน เป็นรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น ผลิตเพียง 900 คันทั่วโลก ในราคาประมาณ 60 ล้านบาท คุณแบงค์สั่งซื้อสีแดงทันที แต่มีเงื่อนไขว่าต้องขาย Lamborghini Aventador S คันเก่าออกไปก่อน จึงจะได้รถคันใหม่ คุณแบงค์รับปากไป แต่ขอเป็นหลังจากได้รับรถคันใหม่แล้ว
สำหรับออปชั่นพิเศษ คุณแบงค์สั่งจัดเต็มทุกอย่าง ยกเว้น “วิทยุ” ด้วยเหตุผลเดิมที่เสียงเครื่องยนต์จะดังกลบหมด ตัวอักษร SVJ ที่ติดอยู่ด้านข้างรถ มีถึงสามออปชั่นให้เลือก ตั้งแต่สติ๊กเกอร์ราคา 70,000 บาท การเพ้นท์ตัวอักษรราว 6-7 แสนบาท ไปจนถึงเคฟลาร์หรือคาร์บอนไฟเบอร์ในราคา 1.7 ล้านบาท คุณนัทแนะนำให้ติดสติ๊กเกอร์เพื่อประหยัดเงิน แต่เมื่อปรึกษาภรรยา เธอตอบว่า “ถ้าติดแล้วไม่ได้ทำให้รถแรงขึ้นก็ไม่เอาดีกว่า” คุณนัทจึงจัดการให้ กลายเป็นออปชั่นเคฟลาร์ 1.7 ล้านบาทในที่สุด
สำหรับเบลดและล้อแม็กซ์ คุณแบงค์เลือกแบบแพงที่สุดที่เป็นไลต์เวตทั้งหมด ปกติรถรุ่นนี้จะใช้เบาะ Bucket Seat แบบรถแข่ง แต่คุณแบงค์ขอเปลี่ยนเป็นเบาะไฟฟ้า เพื่อความสะดวกในการปรับเปลี่ยน ส่วนผ้าหุ้มเบาะที่ปกติจะเป็น Alcantara หรือกำมะหยี่ คุณแบงค์ขอเป็นหนัง เพราะชอบทานขนมและกังวลเรื่องคราบสกปรก เขาเชื่อในหลักการว่า “ของมีไว้ใช้ คนมีไว้รัก” สุดท้ายทุกความต้องการก็เป็นจริงตามที่ตั้งใจ (ว่ากันว่าเฉพาะชุดแต่งของรถคันนี้ของคุณแบงค์ก็มูลค่ากว่า 10 ล้านบาท)
อารมณ์การขับขี่ Lamborghini Aventador SVJ นั้นเหมือนกับการขับรถแข่ง คือเบาและดิบมากๆ คุณแบงค์กล่าวว่า มันเป็นรถที่ขับสบายกว่า Lamborghini Aventador S เสียอีก เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน (Everyday Use) สมรรถนะการขับขี่นุ่มนวล ระบบขับเคลื่อนทุกอย่างทำให้ผู้ขับรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของตัวรถ การเลี้ยวด้วยความเร็วสูงนั้น “คมมาก” เกาะถนนได้อย่างเหนียวแน่น
ในโหมดการขับขี่แบบ Sport หรือ Corsa รถจะดุดันราวกับกระทิงเปลี่ยว แต่เมื่อปรับเป็นโหมด Strada ในสภาพการจราจรที่ติดขัด รถจะนุ่มนวลเหมือนนั่งอยู่ในรถซีดาน แอร์เย็น เสียงไม่ดัง เป็นการตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างแท้จริง
สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณแบงค์ไม่ได้ขาย Lamborghini Aventador S คันเก่า แม้ทั้งสองรุ่นจะดูคล้ายคลึงกันมาก จนคนที่ไม่เล่นรถอาจแยกไม่ออก ความแตกต่างหลักอยู่ที่สปอยเลอร์หลังของ SVJ ที่ทำให้บางคนเข้าใจผิดว่า Aventador S คันเก่าถูกนำไปติดสปอยเลอร์เพิ่ม คุณแบงค์ให้เหตุผลว่า Lamborghini Aventador S คันนั้นเป็นเหมือน “ตัวแทนมิตรภาพ” ระหว่างเขากับคุณนัท การเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่นำไปสู่การรู้จักและเป็นเหมือนพี่น้อง การได้พบเจอสิ่งดีงามมากมายในชีวิต รวมถึงการได้รู้จักคุณขวัญ – ม.ล. พลอยนภัส ลีนุตพงษ์ ภรรยาของคุณนัท และลูกๆ อย่างน้องธีกับน้องแทน และที่สำคัญที่สุด คือการได้มีน้องดาร์วิน ลูกชายที่รอคอยมานาน ซึ่งคุณแบงค์ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการทำ IVF (In-vitro Fertilization) จากคุณขวัญ จนครอบครัวของเขาสมบูรณ์
“รถคันนี้ไม่ใช่แค่รถ แต่เป็นความสวยงามของมิตรภาพระหว่างสองครอบครัว” คุณแบงค์กล่าวด้วยความซาบซึ้ง แม้จะไม่ได้เป็นญาติพี่น้อง แต่ความสนิทสนมนั้นยิ่งกว่าคนในครอบครัว แม้จะรู้จักกันเพียง 2-3 ปี แต่รู้สึกเหมือนรู้จักกันมาตลอดชีวิต
หากมองในมุมมองของยนตรกรรม “สำหรับใครก็ตามที่ไม่ติดขัดเรื่องการเงิน ถ้าได้ลองขับรถลัมโบร์กินีและเข้าใจมัน ผมรับรองว่าไม่มีทางไปขับรถค่ายอื่นแน่” คุณแบงค์ยืนยันหนักแน่น สำหรับเขา Lamborghini ไม่ใช่แค่ซูเปอร์คาร์ แต่เป็น “Trophy of Success” เขาเชื่อว่าการที่คนขับซูเปอร์คาร์ชอบถ่ายรูปหรือโชว์รถนั้น ไม่ใช่การอวดรวย แต่อาจเป็นการแสดงออกถึงความสำเร็จ หรือ “หยาดเหงื่อแรงงาน” ของพวกเขา
“เพราะผมเชื่อว่าทุกความสำเร็จมีป้ายบอกราคาเสมอ ถ้าวันนี้เราประสบความสำเร็จ นั่นหมายความว่าเราจ่ายค่าความพยายามมากพอ Lamborghini จึงเป็นสัญลักษณ์แทนความสำเร็จนั้นครับ”
หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร และต้องการยกระดับชีวิตของคุณให้ก้าวไปอีกขั้น การสัมผัสกับยนตรกรรมระดับโลกอย่าง Lamborghini อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบ อย่ารอช้าที่จะสำรวจโลกแห่งซูเปอร์คาร์ และค้นพบสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของคุณวันนี้.
![[ครบชุด] T2012100 แม เมา Ep.2](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/12/image-1493.png)
![[ครบชุด] T2012093 คำสาปมนต ดำ Ep.2](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/12/image-1494.png)