ม้าลำพองไร้เสียง: เจาะลึก Ferrari ไฟฟ้า 100% กับการขับเคลื่อนอนาคตของซูเปอร์คาร์สุดหรู
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์สมรรถนะสูงมากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมรถยนต์มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่มีครั้งใดที่น่าตื่นเต้นและเต็มไปด้วยความท้าทายเท่ากับการที่แบรนด์ระดับตำนานอย่าง Ferrari ก้าวเข้าสู่โลกของรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ การเปิดตัว Ferrari ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2025 และการคาดการณ์ราคาเริ่มต้นที่สูงถึง 500,000 ยูโร หรือราว 19.6 ล้านบาทนั้น ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่คือการประกาศจุดยืนครั้งสำคัญที่อาจเปลี่ยนนิยามของ “ซูเปอร์คาร์” ไปตลอดกาล
ในปัจจุบันปี 2025 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่สองของการพัฒนา ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของประสิทธิภาพเชิงสิ่งแวดล้อม แต่คือการผสานรวมเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับประสบการณ์การขับขี่สุดเร้าใจ และเมื่อแบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องเสียงเครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์มาอย่างยาวนานตัดสินใจ “ติดปลั๊ก” มันย่อมบ่งบอกถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลและความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับอนาคต บทความนี้จะพาทุกท่านเจาะลึกทุกแง่มุมของ Ferrari ไฟฟ้า 100% ตั้งแต่กลยุทธ์เบื้องหลัง ราคาที่สูงลิ่ว เทคโนโลยีอันล้ำสมัย ไปจนถึงแผนการในอนาคตที่ Ferrari จะใช้ในการรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาด ซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าหรู
การพลิกโฉมครั้งใหญ่: กลยุทธ์เชิงรุกของ Ferrari สู่ยุคไฟฟ้า
ย้อนกลับไปเพียงทศวรรษที่แล้ว แนวคิดเรื่อง Ferrari ไฟฟ้า อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว หรือแม้แต่เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับแบรนด์ที่หยิ่งในศักดิ์ศรีของเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น พัฒนาการของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ และความต้องการของผู้บริโภคที่มองหานวัตกรรมยานยนต์ที่ยั่งยืน ได้ผลักดันให้ Ferrari ต้องทบทวนทิศทางของตนเอง
ในฐานะผู้เล่นที่มีประสบการณ์ ผมมองว่าการตัดสินใจของ Ferrari ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับตัวตามกระแส แต่เป็นการ “นำ” กระแสด้วยวิสัยทัศน์ที่เฉียบคม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารอย่าง Benedetto Vigna ซึ่งเป็นผู้มีพื้นเพด้านเทคโนโลยี ได้นำพา Ferrari เข้าสู่ยุคใหม่ด้วยกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย การก้าวเข้าสู่ตลาด Premium EV อย่างเต็มตัวนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษา “เอกลักษณ์ของ Ferrari” ไว้แม้จะไร้ซึ่งเสียงคำรามของเครื่องยนต์ V8 หรือ V12 ก็ตาม แต่จะแทนที่ด้วยประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่าง และที่สำคัญที่สุดคือความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร
การเปิดตัวโมเดลไฟฟ้า 100% นี้ จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้า แต่คือการขยายพรมแดนของแบรนด์ให้กว้างขวางขึ้น เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อใหม่ๆ ที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีสีเขียวโดยไม่ลดทอนความหรูหราและสมรรถนะ นั่นคือหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ การลงทุนรถยนต์ไฟฟ้า ของ Ferrari ที่กำลังจะผลิดอกออกผลในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
ราคาที่ท้าทายทุกคำจำกัดความ: €500,000+ กับนิยามใหม่ของความหรูหรา
หนึ่งในประเด็นที่สร้างความฮือฮามากที่สุดคือการคาดการณ์ราคาเริ่มต้นของ Ferrari ไฟฟ้า 100% ที่สูงถึง 500,000 ยูโร ซึ่งถือว่าแพงกว่ารถซูเปอร์คาร์รุ่นเรือธงอย่าง SF90 Stradale และ Purosangue ไปอีกขั้น แม้แต่รุ่นไฮบริดสมรรถนะสูงอย่าง 296 GTB หรือ 296 GTS ก็ยังไม่สามารถเทียบชั้นได้ เมื่อพิจารณาจากราคาเฉลี่ยของ Ferrari รุ่นอื่นๆ ซึ่งอยู่ที่ราว 350,000 ยูโร การเพิ่มขึ้น 15-20% นี้บ่งชี้ถึงกลยุทธ์ที่ชัดเจน: Ferrari ไม่ได้กังวลว่าราคาจะทำให้ลูกค้าถอยหนี แต่กลับมองว่านี่คือการยกระดับมาตรฐานของ รถหรูไฟฟ้า ไปอีกขั้น
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การตั้งราคาในระดับนี้สะท้อนถึงหลายปัจจัย:
ความพิเศษและการจำกัดจำนวน (Exclusivity & Limited Production): Ferrari คงตั้งใจให้รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกนี้เป็นดั่งของสะสมที่มีคุณค่าสูง มีการผลิตที่จำกัด เพื่อรักษาคุณค่าของแบรนด์และตอบสนองกลุ่มลูกค้า Ultra-High Net Worth Individuals (UHNWIs) ที่ต้องการความแตกต่างและความพิเศษสูงสุด
เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด (Cutting-edge Technology): ราคาที่สูงย่อมมาพร้อมกับนวัตกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อนในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนามอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Axial-flux ซึ่งเป็นเทคโนโลยีมอเตอร์ที่ติดตั้งใกล้กับล้อโดยตรง ให้แรงบิดที่สูงและตอบสนองได้ทันที รวมถึงระบบแบตเตอรี่และอินเวอร์เตอร์ที่ Ferrari พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งจะให้ประสิทธิภาพสูงสุดในด้านพลังงานและการควบคุม
การวิจัยและพัฒนาที่ไม่ประนีประนอม (Uncompromised R&D): การลงทุนมหาศาลในการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งสมรรถนะของ ยานยนต์สมรรถนะสูง ที่ยังคงความเป็น Ferrari แท้ๆ โดยเฉพาะในโลกที่ไร้เสียงเครื่องยนต์ ซึ่งหมายถึงการสร้างสรรค์ “เสียงสังเคราะห์” ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เพื่อกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้ขับขี่
คุณค่าของแบรนด์ที่ไม่มีใครเทียบได้ (Unrivalled Brand Value): ชื่อเสียงและมรดกทางวัฒนธรรมของ Ferrari นั้นเป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้ การเป็นเจ้าของ Ferrari ไม่ใช่แค่การเป็นเจ้าของรถยนต์ แต่คือการเป็นส่วนหนึ่งของตำนาน และในรุ่นไฟฟ้า ก็ยังคงรักษาสถานะนี้ไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม
ด้วยกลยุทธ์ด้านราคาที่กล้าหาญนี้ Ferrari กำลังส่งสัญญาณว่าพวกเขาไม่ได้สนใจที่จะแข่งขันกับตลาด EV ทั่วไป แต่ตั้งเป้าที่จะสร้างตลาด Luxury Electric Cars ของตนเอง ซึ่งเน้นไปที่ประสบการณ์ที่เหนือกว่าและความพิเศษสูงสุด
“e-building”: หัวใจของการผลิตและนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคไฟฟ้าของ Ferrari คือ “e-building” โรงงานแห่งใหม่ที่สร้างขึ้นใกล้กับโรงงานหลักในเมือง Maranello ประเทศอิตาลี ซึ่ง Benedetto Vigna ซีอีโอได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ในฐานะผู้ที่ติดตามข่าวสารในวงการนี้อย่างใกล้ชิด ผมมองว่า e-building ไม่ใช่แค่โรงงานผลิตแบตเตอรี่หรือมอเตอร์ทั่วไป แต่คือศูนย์กลางนวัตกรรมที่ Ferrari ใช้ในการรวมทุกส่วนของการผลิตระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเข้าไว้ด้วยกัน
โรงงานแห่งนี้เริ่มเดินสายการผลิตไปแล้วในช่วงสัปดาห์แรกของปี 2025 โดยเริ่มจากการผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ก่อนที่จะขยายไปสู่การผลิตมอเตอร์ไฟฟ้า อินเวอร์เตอร์ และชุดแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ Plug-in Hybrid อย่างเต็มรูปแบบในช่วงปลายปี 2025 และจะเริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2026 เป็นต้นไป การลงทุนใน e-building สะท้อนถึงปรัชญาของ Ferrari ที่ต้องการ “ควบคุมชะตากรรมของตนเอง” ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีหลักของ EV ด้วยตัวเอง
ภายใน e-building Ferrari มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในด้านน้ำหนักและความจุของแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์สมรรถนะสูง โดยไม่ได้พึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกทั้งหมด แต่กลับลงทุนในการวิจัยและพัฒนาอย่างลึกซึ้ง การทำงานร่วมกับ SK On ผู้ผลิตแบตเตอรี่ระดับโลก ซึ่งเคยให้เทคโนโลยีแบตเตอรี่สำหรับรถ Plug-in Hybrid อย่าง SF90 Stradale, 296 GTB และ 296 GTS มาก่อนนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผสานความเชี่ยวชาญภายในเข้ากับเทคโนโลยีที่ดีที่สุดจากภายนอก ในเดือนมีนาคม 2025 ทั้งสองบริษัทยังได้ประกาศแผนการสำรวจความเป็นไปได้ในการพัฒนาเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ใหม่ๆ ในอนาคต ซึ่งจะส่งผลให้ เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า Ferrari ก้าวล้ำไปอีกขั้น
การควบคุมการผลิตชิ้นส่วนสำคัญภายในองค์กรเช่นนี้ จะช่วยให้ Ferrari สามารถออกแบบและปรับแต่งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้เข้ากับปรัชญาของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้มั่นใจได้ว่าแม้จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แต่ก็ยังคงมอบ EV Performance ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Ferrari ได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการตอบสนองของคันเร่ง การส่งกำลัง หรือการจัดการน้ำหนัก ที่จะให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่เหนือชั้นและแตกต่างจากคู่แข่ง
ปริศนาที่ยังคงต้องติดตาม: รูปร่าง สมรรถนะ และการเปิดตัว 3 เฟส
สิ่งที่ยังเป็นปริศนาและสร้างความตื่นเต้นไม่แพ้กันคือรูปร่างหน้าตาของ Ferrari ไฟฟ้า 100% รุ่นแรก ข่าวลือที่หลุดออกมาจาก Reuters ชี้ว่ามันอาจจะมีรูปร่างคล้ายกับ Purosangue ซึ่งเป็น SUV รุ่นแรกของแบรนด์ มากกว่าที่จะเป็นซูเปอร์คาร์แบบดั้งเดิม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมองว่าการเลือกรูปแบบตัวถังแบบ SUV หรือ “FUV” (Ferrari Utility Vehicle) สำหรับรถ EV คันแรกนั้น มีข้อดีหลายประการ:
พื้นที่สำหรับแบตเตอรี่: รถ SUV มีพื้นที่ใต้ท้องรถมากพอที่จะรองรับชุดแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ซึ่งจำเป็นต่อการให้ระยะทางขับขี่ที่เหมาะสม และสามารถจัดวางตำแหน่งแบตเตอรี่ให้ได้จุดศูนย์ถ่วงที่ดีสำหรับการควบคุม
การเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้น: Purosangue ได้พิสูจน์แล้วว่ามีดีมานด์สูงมาก การนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบที่ใช้งานได้จริงมากขึ้น อาจช่วยขยายฐานลูกค้าได้กว้างกว่าซูเปอร์คาร์แบบดั้งเดิม
ความท้าทายด้านวิศวกรรม: การสร้าง SUV ไฟฟ้าที่ยังคงให้ความรู้สึกและสมรรถนะของ Ferrari นั้นเป็นความท้าทายที่น่าสนใจ และอาจแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางวิศวกรรมของแบรนด์ได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น SUV หรือซูเปอร์คาร์ สิ่งที่แน่นอนคือมันจะมาพร้อมกับสมรรถนะที่น่าทึ่ง Ferrari ได้เริ่มพัฒนา รถยนต์ไฟฟ้า คันที่สองแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแผนระยะยาวของแบรนด์ในการเข้าสู่ตลาดนี้อย่างจริงจัง
แผนการเปิดตัวของ Ferrari EV คันแรกนั้นถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วงอย่างน่าสนใจ โดย Benedictto Vigna ได้ยืนยันกำหนดการที่อัปเดตสำหรับปี 2025-2026 ดังนี้:
9 ตุลาคม 2025: จะเน้นการนำเสนอ “หัวใจเทคโนโลยี” (Heart of Technology) หรือระบบขับเคลื่อนหลักของรถ ซึ่งจะรวมถึงรายละเอียดของมอเตอร์ แบตเตอรี่ และระบบควบคุมพลังงานต่างๆ ซึ่งจะบ่งบอกถึง อนาคต Ferrari ด้านวิศวกรรมไฟฟ้า
ช่วงต้นปี 2026: จะมีการเผยโฉมภายในห้องโดยสาร ซึ่งคาดว่าจะแสดงให้เห็นถึงการผสานรวมความหรูหราแบบอิตาเลียนเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลล้ำสมัย
ช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2026: จะเป็นการเปิดตัวรถยนต์แบบเต็มรูปแบบ (Full Public Debut) พร้อมข้อมูลทางเทคนิคทั้งหมด และจะเริ่มส่งมอบรถให้กับลูกค้าได้ภายในเดือนตุลาคมของปีเดียวกัน
การเปิดตัวแบบแบ่งเป็นเฟสนี้ ช่วยให้ Ferrari สามารถสร้างกระแสความสนใจและเปิดโอกาสให้ผู้คนได้ย่อยข้อมูลที่ซับซ้อนเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ตลาดตื่นเต้นและติดตามอย่างใกล้ชิดจนกว่าจะถึงวันเปิดตัวจริง
เหนือกว่า EV คันแรก: แผนการ 6 รุ่นใหม่สู่ปี 2026
ปี 2024 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีทองของ Ferrari ด้วยยอดส่งมอบรถยนต์รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 13,752 คันทั่วโลก ซึ่งมาจากการประสบความสำเร็จของรุ่น 296 GTS, Roma Spider และ Purosangue ความสำเร็จนี้ได้ผลักดันรายได้ของ Ferrari ให้พุ่งสูงขึ้น 11.8% คิดเป็นมูลค่ารวมเกือบ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 256,000 ล้านบาท) ซึ่งเป็นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการลงทุนในอนาคต
จากความสำเร็จนี้ Ferrari ยังได้ประกาศแผนการที่ทะเยอทะยานยิ่งขึ้น นั่นคือการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ถึง 6 รุ่นภายในปี 2026 ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้า 100% คันแรกด้วย ในฐานะผู้ที่คลุกคลีในวงการนี้ ผมสามารถคาดการณ์ความเป็นไปได้ของรุ่นที่เหลืออีก 5 รุ่นได้ดังนี้:
รุ่นใหม่ที่จะมาแทนที่ SF90 Stradale: SF90 Stradale เปิดตัวในปี 2019 และยุติการผลิตไปแล้วในช่วงปี 2024 คาดว่า Ferrari จะเปิดตัวรุ่นปรับปรุงใหม่ในสายพันธุ์ Plug-in Hybrid ที่ให้สมรรถนะที่เหนือกว่าเดิม พร้อมเวอร์ชันเปิดประทุนตามมา เพื่อรักษาตำแหน่งสูงสุดในกลุ่ม ซูเปอร์คาร์ พลังงานผสม
รุ่นอัปเกรดของ Ferrari 296 “VS” (Versione Speciale): 296 ที่เปิดตัวในปี 2021 ด้วยขุมพลัง V6 Plug-in Hybrid ที่น่าประทับใจ อาจได้รับการอัปเกรดเป็นรุ่น “296 VS” ซึ่งจะเน้นไปที่สมรรถนะที่ดุดันยิ่งขึ้น การลดน้ำหนัก และการปรับแต่งช่วงล่างเพื่อการขับขี่ในสนามแข่ง รวมถึงรุ่นเปิดประทุนด้วยเช่นกัน
รุ่นใหม่ของ Purosangue หรือ Roma: รุ่นสุดท้ายที่ยังคงเป็นปริศนา อาจเป็น Purosangue รุ่นปรับโฉมที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ Plug-in Hybrid V8 ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น หรืออาจเป็น Roma รุ่นใหม่ ที่มาแทนที่คูเป้ปัจจุบันด้วยการออกแบบที่สดใหม่และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า
รถยนต์รุ่นพิเศษแบบผลิตจำนวนจำกัดในซีรีส์ Icona: Ferrari อาจเปิดตัวรถยนต์ในตระกูล Icona ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถในตำนานและผลิตจำนวนจำกัดสุดๆ เช่น Monza SP1/SP2 และ Daytona SP3 ซึ่งอาจจะมาในรูปแบบไฮบริดที่ล้ำสมัย เพื่อรักษาความพิเศษสูงสุดสำหรับนักสะสมโดยเฉพาะ
แผนการที่หลากหลายนี้แสดงให้เห็นว่า Ferrari ไม่ได้วางไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้า EV ใบเดียว แต่ยังคงเดินหน้าพัฒนาทั้งรถยนต์ Plug-in Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบควบคู่กันไป เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกเซกเมนต์ของตลาดซูเปอร์คาร์ได้อย่างครอบคลุม นี่คือวิสัยทัศน์ของ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 2025 และอนาคตที่กำลังจะมาถึง ที่ Ferrari จะยังคงเป็นผู้กำหนดมาตรฐานต่อไป
บทสรุป: ก้าวแรกสู่ยุคใหม่ที่เร้าใจยิ่งกว่า
การก้าวเข้าสู่ตลาด รถยนต์ไฟฟ้า 100% ของ Ferrari ไม่ใช่แค่เรื่องของการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แต่คือการเปิดบทใหม่ของตำนาน “ม้าลำพอง” ที่ยาวนานกว่า 75 ปี การคาดการณ์ราคาเริ่มต้นที่สูงถึง 500,000 ยูโร การลงทุนมหาศาลใน e-building และความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีหลักด้วยตัวเอง ล้วนเป็นเครื่องยืนยันถึงความทะเยอทะยานที่จะไม่เพียงแค่รักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดซูเปอร์คาร์ แต่ยังเป็นการกำหนดทิศทางของ Future Mobility สำหรับยานยนต์สมรรถนะสูงระดับโลก
สำหรับผู้ที่หลงใหลในความเร็ว ความหรูหรา และนวัตกรรม ยุคสมัยใหม่ของ Ferrari กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และมันสัญญาว่าจะเร้าใจยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา การผสมผสานระหว่าง DNA ของ Ferrari ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง กับพลังงานสะอาดของอนาคต จะสร้างสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่มีใครคาดคิด และจะยังคงตรึงใจผู้คนทั่วโลกไปอีกนานแสนนาน
ในฐานะผู้ที่เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวในวงการนี้มาอย่างใกล้ชิด ผมมั่นใจว่า Ferrari จะไม่ทำให้เราผิดหวังกับการสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำอีกครั้ง แล้วคุณล่ะ? รู้สึกอย่างไรกับก้าวสำคัญของ Ferrari สู่โลกไฟฟ้า? คุณคิดว่า Ferrari จะยังคงรักษา “จิตวิญญาณแห่งม้าลำพอง” ไว้ได้อย่างไรในยุคที่ไร้เสียงเครื่องยนต์? มาร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองกันว่าคุณมองเห็นอนาคตของแบรนด์ในตำนานนี้ไปในทิศทางใด!
![[ครบชุด] T1012112 กรรมกรผ กสด Ep.2](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/12/image-682.png)
![[ครบชุด] T1012111 เม ยเก นเจ าเล Ep.2](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/12/image-683.png)