Bugatti ในปี 2025: เจาะลึก 7 ปรากฏการณ์ที่ทำให้ Hypercar สายเลือดศิลปะคันนี้ครองบัลลังก์ยานยนต์เหนือระดับ
ในโลกที่ยานยนต์ก้าวข้ามขีดจำกัดอย่างต่อเนื่อง มีเพียงไม่กี่ชื่อที่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนและเป็นแรงบันดาลใจได้เทียบเท่า ‘บูกัตติ’ (Bugatti) แบรนด์ที่ไม่เพียงผลิตรถยนต์ แต่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะบนล้อเลื่อนที่ผสานวิศวกรรมขั้นสูงสุดเข้ากับความประณีตระดับงานฝีมือ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมนี้มาโดยตลอด แต่ความน่าทึ่งของ Bugatti ไม่เคยจางหายไป ในปี 2025 นี้ ขณะที่โลกกำลังมุ่งสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าและความยั่งยืน Bugatti ยังคงยืนหยัดในฐานะสัญลักษณ์ของสมรรถนะเหนือระดับ ความหรูหราอย่างไร้ขีดจำกัด และการเป็นวัตถุแห่งการลงทุนที่น่าจับตา วันนี้ เราจะมาเจาะลึก 7 ปรากฏการณ์สำคัญที่ทำให้ Bugatti ยังคงเป็นที่ปรารถนาของมหาเศรษฐีทั่วโลกและเป็นหนึ่งในตำนานที่ไม่มีวันตาย
บูกัตติ (Bugatti) มีจุดกำเนิดจากครอบครัวที่หลงใหลในศิลปะ
รากฐานของ Bugatti ไม่ได้เริ่มต้นจากโรงงานผลิตรถยนต์ที่แห้งแล้ง แต่ถือกำเนิดขึ้นจากหัวใจของครอบครัวที่เปี่ยมล้นไปด้วยศิลปะ Ettore Bugatti หรือชื่อเต็ม Ettore Arco Isidoro Bugatti เกิดเมื่อปี 1881 ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งศิลปะและแฟชั่น ครอบครัวของเขาเป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินผู้ทรงอิทธิพล คุณพ่อของ Ettore คือ Carlo Bugatti ศิลปินและนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ชื่อดังที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล คุณลุงและคุณปู่ของเขาก็เป็นนักวาดภาพและประติมากรผู้มีชื่อเสียง สิ่งแวดล้อมเช่นนี้หล่อหลอมให้ Ettore มีมุมมองที่ไม่เหมือนใคร เขาไม่ได้มองรถยนต์เป็นเพียงเครื่องจักร แต่เป็น ‘งานศิลป์แห่งยานยนต์’ ที่ต้องมีเส้นสายที่งดงาม สัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ และรายละเอียดที่ไร้ที่ติ
แม้จะเติบโตมาในโลกแห่งศิลปะ แต่ความหลงใหลของ Ettore กลับเบนเข็มไปสู่ศาสตร์แห่งวิศวกรรมยานยนต์อย่างลึกซึ้ง เขาปรารถนาที่จะสร้างแบรนด์รถยนต์ของตนเองที่ผสานความงามของศิลปะเข้ากับความเป็นเลิศทางวิศวกรรม พ่อของเขาเห็นแววอัจฉริยะในตัวลูกชาย จึงสนับสนุนให้ Ettore ไปฝึกงานที่ PRINETTE & STUCCI บริษัทที่ผลิตจักรยานยนต์และรถยนต์ในยุคแรกเริ่ม ที่นั่น Ettore ได้เรียนรู้หลักการพื้นฐานและพัฒนาฝีมืออย่างรวดเร็ว บ่มเพาะวิสัยทัศน์ที่จะสร้างสรรค์รถยนต์ที่แตกต่าง ไม่ใช่แค่ยานพาหนะ แต่คือประติมากรรมที่เคลื่อนที่ได้ ปรัชญาการออกแบบที่ผสมผสานศิลปะและเทคโนโลยีนี้ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของ Bugatti มาจนถึงปี 2025 ทุกรุ่นที่ออกมาล้วนสะท้อนถึง DNA แห่งความสง่างามและความสมบูรณ์แบบที่ Ettore ได้วางรากฐานไว้
Bugatti แจ้งเกิดที่ฝรั่งเศส แต่จริงๆ แล้วเป็นแบรนด์รถสัญชาติอิตาลี
แม้ Ettore Bugatti จะมีเชื้อสายอิตาเลียนโดยกำเนิด แต่จุดกำเนิดและช่วงเวลาแห่งการเติบโตของแบรนด์ Bugatti กลับเริ่มต้นและผลิบานอย่างเต็มที่บนผืนแผ่นดินฝรั่งเศส นี่คือความน่าสนใจที่หลายคนอาจยังไม่ทราบ ในช่วงแรกเริ่ม Ettore ได้สร้างสรรค์รถยนต์มากมาย โดยเฉพาะรถรุ่น TYPE 2 ซึ่งภายใต้แบรนด์ PRINETTE & STUCCI ได้สร้างชื่อเสียงและคว้ารางวัลจาก Automobile Club de France (ACF) ที่ประเทศฝรั่งเศส ถือเป็นการแจ้งเกิดในฐานะวิศวกรยานยนต์ดาวรุ่ง
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อุตสาหกรรมยานยนต์ในฝรั่งเศสกำลังรุ่งเรืองอย่างยิ่ง ปารีสเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและแหล่งรวมของผู้ประกอบการยานยนต์ ต่างจากอิตาลีในขณะนั้นที่ยังไม่บูมเท่า Ettore จึงตัดสินใจย้ายมาตั้งถิ่นฐานและโรงงานผลิตรถยนต์ Bugatti ของตนเองที่เมือง Molsheim แคว้น Alsace ประเทศฝรั่งเศส ในปี 1909 การตัดสินใจครั้งนี้ได้กำหนดทิศทางของแบรนด์ Bugatti ให้มีอัตลักษณ์ที่ผสมผสานความหลงใหลในศิลปะและความประณีตแบบอิตาเลียนเข้ากับจิตวิญญาณแห่งวิศวกรรมยานยนต์และรสนิยมแบบฝรั่งเศส ความพิถีพิถันในการออกแบบ เส้นสายที่พลิ้วไหว การเลือกใช้วัสดุระดับพรีเมียม และสมรรถนะที่เหนือชั้น ล้วนเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงมรดกทั้งสองวัฒนธรรมนี้ จนถึงทุกวันนี้ Bugatti ยังคงภาคภูมิใจในความเป็น ‘แบรนด์ฝรั่งเศส’ ที่มีรากฐานอันแข็งแกร่งและสืบทอดปรัชญาการสร้างสรรค์ยานยนต์ระดับ ‘มาสเตอร์พีซ’ ของ Ettore อย่างแท้จริง
การเสียชีวิตของลูกชาย และผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ Bugatti ร่วงถึงจุดต่ำสุด
เส้นทางอันรุ่งโรจน์ของ Bugatti ต้องเผชิญกับบททดสอบอันแสนสาหัสและช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ จุดต่ำสุดของ Ettore Bugatti เกิดขึ้นเมื่อเขาต้องสูญเสีย Jean Bugatti ลูกชายคนโตและทายาทผู้เปี่ยมพรสวรรค์ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1939 Jean ซึ่งเป็นผู้ออกแบบรถแข่ง Type 57 tank-bodied racer ที่เพิ่งคว้าชัยชนะในรายการ 24 Hours of Le Mans ในปีเดียวกัน ได้ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงขณะทดสอบรถรุ่นดังกล่าว เขาหักหลบจักรยานที่ขับตัดหน้ากะทันหัน ส่งผลให้รถพุ่งชนต้นไม้อย่างรุนแรง และ Jean เสียชีวิตทันที โศกนาฏกรรมครั้งนี้สร้างความบอบช้ำอย่างแสนสาหัสแก่ Ettore และ Bugatti แบรนด์ที่กำลังรุ่งโรจน์ต้องสูญเสียอัจฉริยะคนสำคัญไปอย่างไม่มีวันกลับ
ไม่นานหลังจากนั้น โลกก็เข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 โรงงานของ Bugatti ใน Molsheim ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการยึดครองและการทำลายล้าง ทำให้ Ettore ต้องย้ายฐานการผลิตไปยังปารีสเพื่อความอยู่รอด แต่โชคชะตาก็เล่นตลก เมื่อ Ettore Bugatti ผู้ก่อตั้งและผู้สร้างตำนานได้จากไปอย่างสงบในวันที่ 21 สิงหาคม ค.ศ. 1947 ทิ้งไว้เพียงมรดกอันยิ่งใหญ่และแบรนด์ที่กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน หลังจากนั้น Bugatti ก็เข้าสู่ยุคแห่งความมืดมิด มีการเปลี่ยนมือเจ้าของหลายครั้ง พยายามดิ้นรนเพื่อฟื้นฟู แต่ก็ไม่สามารถกลับมายิ่งใหญ่ได้เหมือนเดิม นี่คือช่วงเวลาที่ Bugatti เกือบจะกลายเป็นเพียงตำนานในหน้าประวัติศาสตร์ แต่จิตวิญญาณแห่ง ‘งานศิลป์แห่งยานยนต์’ ไม่เคยดับสิ้นไป มันเป็นเพียงการรอคอยเวลาที่เหมาะสมสำหรับการกลับมาอย่างสง่างาม
บูกัตติ (Bugatti) กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ภายใต้ Volkswagen Group และยุคใหม่ภายใต้ Bugatti Rimac ในปี 2025
หลังจากช่วงเวลาที่มืดมนยาวนาน เกือบครึ่งศตวรรษ Bugatti ก็ได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งภายใต้การนำของ Volkswagen Group ในปี 1998 การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงทุนทางธุรกิจ แต่เป็นการลงทุนในตำนานและมรดกทางวิศวกรรมอันล้ำค่า Volkswagen Group ซึ่งเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมยานยนต์ ได้ก่อตั้งบริษัทใหม่ในชื่อ Bugatti Automobiles S.A.S. และทุ่มเททรัพยากรอย่างมหาศาลเพื่อปลุกชีพแบรนด์นี้ให้กลับมาผงาดอีกครั้ง
ภายใต้การบริหารของ Volkswagen Bugatti ได้กลับมาสู่จุดสูงสุดอีกครั้งด้วยการนำเสนอไฮเปอร์คาร์ที่สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกอย่าง Bugatti Veyron และ Chiron ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป แต่ในบริบทของปี 2025 เรื่องราวของ Bugatti ได้ก้าวเข้าสู่บทใหม่ที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่า นั่นคือการรวมพลังกับ ‘Rimac Automobili’ ผู้ผลิตไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงจากโครเอเชีย การก่อตั้งบริษัทร่วมทุน ‘Bugatti Rimac’ ในปี 2021 ถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญสำหรับอนาคตของ Bugatti ในยุคยานยนต์ไฟฟ้า CEO อย่าง Mate Rimac ได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการรักษาเอกลักษณ์และมรดกอันทรงคุณค่าของ Bugatti ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้าอันล้ำสมัยเข้ามาใช้ นี่หมายความว่าในอนาคตอันใกล้ Bugatti อาจจะยังคงรักษาเครื่องยนต์ W16 อันเป็นเอกลักษณ์ไว้ในบางรุ่น แต่ก็มีแนวโน้มสูงที่จะเห็น Bugatti ที่เป็น ‘ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง’ หรือ ‘ไฮบริดสมรรถนะสูง’ ออกมาให้เห็น ซึ่งจะเป็นการผสมผสานพลังอันดิบเถื่อนเข้ากับประสิทธิภาพและความยั่งยืน ทำให้ Bugatti ยังคงเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ และยังคงเป็นที่ต้องการในตลาด ‘การลงทุนในรถยนต์’ ระดับอัลตร้าลักชัวรีอย่างต่อเนื่อง
รถเรือธงในยุครุ่งเรืองของ Bugatti คือ Bugatti Veyron EB 16.4
การกลับมาของ Bugatti ภายใต้การดูแลของ Volkswagen Group ได้รับการประกาศอย่างกึกก้องด้วยการเปิดตัว Bugatti Veyron EB 16.4 ในปี 2005 ซึ่งเป็นรถที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการไฮเปอร์คาร์ และเปลี่ยนนิยามของคำว่า ‘รถเร็วที่สุดและแพงที่สุดในโลก’ ไปตลอดกาล Veyron ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่มันคือวิศวกรรมที่ไร้ขีดจำกัด การผสมผสานของพลังงานดิบ ความหรูหรา และความประณีตระดับงานศิลปะ ด้วยราคาเปิดตัวประมาณ 1.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น ถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงเทคโนโลยีและงานฝีมือที่อัดแน่นอยู่ภายใน
หัวใจสำคัญของ Veyron คือเครื่องยนต์ W16 ขนาด 8.0 ลิตร Quad-turbocharged ที่ให้กำลังมหาศาลกว่า 1,000 แรงม้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนในรถยนต์โปรดักชั่นทั่วไป มันสามารถทำความเร็วสูงสุดถึง 407 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (และรุ่น Super Sport ทำได้ถึง 431.07 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) กลายเป็นรถยนต์โปรดักชั่นที่เร็วที่สุดในโลกทันทีที่เปิดตัว Veyron ถูกสร้างขึ้นภายใต้คอนเซปต์ ‘งานศิลป์แห่งยานยนต์’ เพื่อเป็นของขวัญครบรอบ 125 ปีแก่ Ettore Bugatti ผู้ก่อตั้ง ทุกรายละเอียดถูกรังสรรค์อย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่การออกแบบภายนอกที่สง่างามและแอโรไดนามิก ไปจนถึงห้องโดยสารที่ประดับประดาด้วยวัสดุชั้นเลิศ เช่น หนังคุณภาพสูง อลูมิเนียมขัดเงา และคาร์บอนไฟเบอร์ Veyron ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า Bugatti ไม่ได้เป็นเพียงตำนานในอดีต แต่ยังคงเป็นผู้นำด้านสมรรถนะเหนือระดับและมาตรฐานความหรูหราที่ยากจะหาใครเทียบได้ เป็น ‘นวัตกรรมยานยนต์’ ที่จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ อีกมากมาย
Chiron Super Sport 300+ เป็นรุ่นรถที่เร็วที่สุดของ Bugatti: การก้าวข้ามขีดจำกัดแห่งความเร็วในปี 2025
หลังจากความสำเร็จของ Veyron Bugatti ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ แต่ยังคงมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองอีกครั้ง และนั่นคือที่มาของ Bugatti Chiron ซึ่งเปิดตัวในปี 2016 และต่อยอดความสำเร็จมาสู่ Chiron Super Sport 300+ ในปี 2019 ซึ่งเป็นรุ่นที่เร็วที่สุดของ Bugatti และยังคงเป็นหนึ่งใน ‘ไฮเปอร์คาร์ที่เร็วที่สุดในโลก’ จนถึงปี 2025 นี้ Chiron Super Sport 300+ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป้าหมายเดียว: ทลายกำแพงความเร็ว 300 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 483 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายทั้งด้านวิศวกรรมและฟิสิกส์
หัวใจของความเร็วนี้คือเครื่องยนต์ W16 สูบ Quad-turbocharged ขนาด 8.0 ลิตร ที่ได้รับการปรับแต่งอย่างละเอียด ให้พละกำลังมหาศาลถึง 1,600 แรงม้า ด้วยแรงบิดและพละกำลังนี้ ทำให้ Chiron Super Sport 300+ สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 2.4 วินาที และที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ นักขับทดสอบ Andy Wallace ได้ขับ Chiron Super Sport 300+ ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 490.484 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (304.773 ไมล์ต่อชั่วโมง) ซึ่งเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการยานยนต์ การออกแบบภายนอกของ Chiron Super Sport 300+ ได้รับการปรับปรุงเพื่อหลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง มีตัวถังที่ยาวขึ้น (longtail) เพื่อลดแรงต้านและเพิ่มเสถียรภาพที่ความเร็วสูง พร้อมทั้งช่องดักอากาศและ diffuser ที่ได้รับการปรับแต่งอย่างพิถีพิถัน ผลิตขึ้นมาจำนวนจำกัดเพียง 30 คันทั่วโลก ทำให้มันเป็น ‘รถสั่งทำพิเศษ’ ที่มีความพิเศษและหายากอย่างยิ่ง ในตลาดไฮเปอร์คาร์ปี 2025 การครอบครอง Chiron Super Sport 300+ ไม่ได้เป็นเพียงการเป็นเจ้าของรถยนต์สมรรถนะสูง แต่เป็นการเป็นเจ้าของชิ้นส่วนแห่งประวัติศาสตร์ยานยนต์ สัญลักษณ์ของ ‘สมรรถนะเหนือระดับ’ และ ‘เทคโนโลยีรถยนต์ขั้นสูง’ ที่จะคงคุณค่าและราคาไว้สูงลิบลิ่วเสมอ
Bugatti La Voiture Noire คือหนึ่งในรถที่แพงที่สุดในโลก: เมื่อรถยนต์คืองานศิลปะแห่งการลงทุนที่หนึ่งเดียวในโลก
ในบรรดาไฮเปอร์คาร์ที่แพงที่สุดและพิเศษที่สุดในโลกประจำปี 2025 Bugatti La Voiture Noire ยังคงเป็นชื่อที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงในฐานะ ‘หนึ่งในรถที่แพงที่สุดในโลก’ ด้วยราคาเปิดตัวสูงถึง 18.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 598 ล้านบาทไทยในขณะนั้น) และที่สำคัญคือ มีการผลิตเพียง ‘คันเดียวในโลก’ ความเป็นเอกลักษณ์นี้ทำให้ La Voiture Noire ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่เป็น ‘งานหัตถศิลป์ยานยนต์’ ชิ้นโบว์แดงที่ผสมผสานประวัติศาสตร์ ความงาม และความสุดยอดทางวิศวกรรมเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
จุดมุ่งหมายในการสร้าง La Voiture Noire คือการรำลึกถึง Bugatti Type 57 SC Atlantic ในตำนาน ซึ่งเป็นรถยนต์ที่สูญหายไปในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 และถือเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่สวยงามและล้ำค่าที่สุดในประวัติศาสตร์รถยนต์ Bugatti La Voiture Noire จึงถูกออกแบบให้มีเส้นสายที่ไหลลื่น สง่างาม และลึกลับ เหมือนกับ Atlantic ในอดีต ‘ดีไซน์เหนือกาลเวลา’ ของมันคือการตีความใหม่ของความคลาสสิกให้เข้ากับยุคปัจจุบัน มาพร้อมกับเครื่องยนต์ W16 สูบ Quad-turbocharged ขนาด 8.0 ลิตร เช่นเดียวกับ Chiron แต่ได้รับการปรับแต่งให้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมองว่า La Voiture Noire เป็นมากกว่าแค่ยานพาหนะ มันคือ ‘การลงทุนในรถยนต์’ ที่มีมูลค่าทางศิลปะและประวัติศาสตร์สูงลิบลิ่ว การเป็นเจ้าของรถยนต์คันเดียวในโลกเช่นนี้ไม่ใช่แค่การแสดงออกถึงความมั่งคั่ง แต่เป็นการสะท้อนถึงรสนิยมอันประณีตและความเข้าใจในคุณค่าของ ‘ของสะสมระดับพรีเมียม’ ที่ไม่มีใครเหมือน ทุกเส้นโค้ง ทุกวัสดุที่เลือกใช้ และทุกรายละเอียดบน La Voiture Noire ล้วนเป็นคำประกาศถึงสถานะอันเป็นเอกลักษณ์ของ Bugatti ในฐานะผู้สร้างสรรค์ยนตรกรรมที่ไม่ใช่แค่เร็วหรือแพง แต่คือผลงานศิลปะที่มีชีวิต ที่มหาเศรษฐีทั่วโลกต่างแย่งชิงที่จะได้มาครอบครอง
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์ ผมได้ประจักษ์ถึงความมหัศจรรย์ของ Bugatti มาโดยตลอด จากจุดกำเนิดที่หล่อหลอมด้วยศิลปะ สู่การเผชิญหน้ากับโศกนาฏกรรม และการกลับมาผงาดอีกครั้งในฐานะผู้นำแห่งไฮเปอร์คาร์ การเดินทางของ Bugatti คือบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่น การแสวงหาความสมบูรณ์แบบ และการสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ในปี 2025 นี้ Bugatti ยังคงยืนหยัดในฐานะสัญลักษณ์แห่ง ‘ความหรูหราอย่างไร้ขีดจำกัด’ ‘สมรรถนะเหนือระดับ’ และ ‘งานศิลป์แห่งยานยนต์’ ที่เป็นมากกว่าแค่รถยนต์ แต่คือผลงานชิ้นเอกที่จับต้องได้
ไม่ว่าจะเป็นการทะยานสู่ความเร็วสุดขีดของ Chiron Super Sport 300+ หรือความพิเศษหนึ่งเดียวในโลกของ La Voiture Noire ทุกรุ่นของ Bugatti ล้วนเป็นเครื่องสะท้อนถึงปรัชญาที่ไม่ยอม compromise ในคุณภาพและประสิทธิภาพ หากคุณคือผู้ที่หลงใหลใน ‘นวัตกรรมยานยนต์’ ผู้ที่มองหาสุดยอดแห่งความสมบูรณ์แบบ และผู้ที่ปรารถนาที่จะเป็นส่วนหนึ่งของตำนาน Bugatti คือคำตอบสุดท้าย ผมขอเชิญชวนคุณสัมผัสและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโลกอันน่าทึ่งของ Bugatti พร้อมร่วมติดตามการเดินทางของแบรนด์ในอนาคตอันใกล้ ที่กำลังจะผสมผสานมรดกอันล้ำค่าเข้ากับเทคโนโลยีแห่งอนาคตภายใต้ Bugatti Rimac เพื่อสร้างสรรค์ ‘ไฮเปอร์คาร์สมรรถนะสูง’ ที่จะนิยามคำว่าความสมบูรณ์แบบขึ้นมาใหม่อีกครั้ง มาร่วมเป็นสักขีพยานในบทต่อไปของตำนานที่ไม่มีวันสิ้นสุดนี้กับเรา
![[ครบชุด] T0412108 เร ยนช ใจ Ep.2](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/12/image-374.png)
![[ครบชุด] T0412106 วยเต ยวส ตรแม Ep.2](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/12/image-375.png)