• Privacy Policy
  • Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

[ครบชุด] T2811014 นรกส งมาเก Ep.2

admin79 by admin79
November 28, 2025
in Uncategorized
0
[ครบชุด] T2811014 นรกส งมาเก Ep.2

GAC Aion RT 2025: ปฏิวัติวงการ Fastback EV ด้วยระยะทาง 650 กม. และเทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะที่เหนือชั้น

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์ไฟฟ้ามานับทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการอันก้าวกระโดดของเทคโนโลยีและตลาด EV ทั่วโลก และในปี 2025 นี้ สิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือการมาถึงของ GAC Aion RT ซีดานไฟฟ้าคูเป้ Fastback ที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์รุ่นใหม่ แต่คือการประกาศนิยามใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้าที่ผสานรวมดีไซน์ล้ำสมัย สมรรถนะอันทรงพลัง ระยะทางขับขี่ที่ไร้กังวล และเหนือสิ่งอื่นใดคือเทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะขั้นสุด ในระดับราคาที่เข้าถึงได้ ผมเชื่อว่า Aion RT จะเข้ามาเขย่าบัลลังก์ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยและระดับภูมิภาคอย่างแน่นอน

การเปิดตัว GAC Aion RT ในช่วงปลายปี 2025 ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ชาญฉลาดของ GAC Aion ที่ตอบรับกับกระแสความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่มีความครบครันในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าคู่ใจสำหรับการเดินทางในชีวิตประจำวัน หรือผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าด้วยนวัตกรรมล้ำยุค Aion RT มีให้เลือกถึง 4 รุ่นย่อย โดยมีราคาอยู่ในช่วงที่น่าสนใจอย่างยิ่งในตลาดปัจจุบัน ที่เริ่มต้นเพียงประมาณ 518,000 บาท ไปจนถึง 643,000 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการนำเสนอคุณค่าที่เหนือกว่าในราคาที่คุ้มค่า

ดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว Aerodynamic ล้ำอนาคต

จากประสบการณ์ของผมในการวิเคราะห์ดีไซน์รถยนต์ไฟฟ้ามาอย่างยาวนาน GAC Aion RT โดดเด่นด้วยแนวคิดการออกแบบ “Velociraptor” ที่สะท้อนถึงความเร็วและความคล่องตัว รูปลักษณ์ภายนอกถูกรังสรรค์อย่างพิถีพิถันด้วยเส้นสายตัวถังที่โค้งมนและลื่นไหล พยายามลดแรงต้านอากาศให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่ต่ำเพียง 0.208Cd นั้น ไม่ใช่แค่ตัวเลขทางเทคนิค แต่หมายถึงการลดการใช้พลังงานได้อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ได้ระยะทางขับขี่ที่ไกลขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับรถในขนาดใกล้เคียงกัน

ด้านหน้าของ Aion RT ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ซึ่งความสปอร์ต ด้วยช่องรับลมที่ออกแบบมาอย่างลงตัว และที่สำคัญคือการติดตั้งเซนเซอร์ LiDAR ที่ผสานรวมเข้ากับการออกแบบอย่างกลมกลืน ไม่ได้ดูเป็นส่วนเกิน ซึ่งเป็นจุดที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ เพราะแสดงให้เห็นถึงการคำนึงถึงทั้งฟังก์ชันการใช้งานและความสวยงาม ขณะที่ตัวรถด้านข้างเผยให้เห็นถึงความเป็นคูเป้ Fastback อย่างชัดเจน ด้วยเส้นสายที่ต่อเนื่องจากหลังคาจรดท้ายรถ ให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยว ดุดัน และทันสมัย มือจับประตูแบบซ่อน และขอบกระจกหน้าต่างสีดำยิ่งเสริมความหรูหราและพรีเมียม พอร์ตชาร์จที่ซ่อนตัวอยู่บริเวณบังโคลนหน้าก็เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่แสดงถึงความใส่ใจในดีไซน์

ด้วยมิติขนาดตัวถังความยาว 4,865 มม. กว้าง 1,875 มม. และสูง 1,520 มม. พร้อมระยะฐานล้อ 2,775 มม. ทำให้ Aion RT มีสัดส่วนที่ลงตัว มอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและมั่นคงบนท้องถนน ผู้ใช้งานยังมีตัวเลือกสีภายนอกมากถึง 7 สี ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเลือกสีที่สะท้อนความเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่

ห้องโดยสารอัจฉริยะที่เชื่อมต่อทุกการเดินทาง

ก้าวเข้ามาในห้องโดยสารของ GAC Aion RT สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือบรรยากาศของความล้ำสมัยและเทคโนโลยีที่ถูกจัดวางอย่างชาญฉลาด จากประสบการณ์ที่ผ่านมา หน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่และระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ใช้งานง่ายคือปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า และ Aion RT ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยหน้าจอแสดงข้อมูลผู้ขับแบบลอยตัวขนาด 8.88 นิ้ว ที่ให้ข้อมูลสำคัญครบถ้วน และหน้าจอควบคุมส่วนกลางขนาด 14.6 นิ้ว ที่เป็นหัวใจของระบบอินโฟเทนเมนต์

ระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ใช้แพลตฟอร์ม ADiGO 5.0 เวอร์ชั่นล่าสุดนั้น คือจุดแข็งที่ไม่อาจมองข้าม ผมเห็นพัฒนาการของระบบนี้มาหลายปี และเวอร์ชั่น 5.0 นี้ได้ยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ไปอีกขั้น ด้วยอินเทอร์เฟซที่คล้ายแท็บเล็ต ซึ่งใช้งานง่ายและตอบสนองได้รวดเร็ว รองรับการใช้งานแอปพลิเคชันมากมาย ทำให้ Aion RT ไม่ได้เป็นเพียงพาหนะ แต่เป็นศูนย์รวมความบันเทิงและการเชื่อมต่อที่สมบูรณ์แบบบนท้องถนน คอนโซลกลางที่มีดีไซน์เป็นชั้น ๆ พร้อมช่องแอร์ที่ออกแบบอย่างประณีต และแผ่นชาร์จไร้สายสำหรับสมาร์ทโฟน ยิ่งเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน นอกจากนี้ ระบบเครื่องเสียง 11 ลำโพงแบบ 5.1 แชนแนล พร้อมซับวูฟเฟอร์ขนาด 8 นิ้ว ยังมอบประสบการณ์เสียงที่ดื่มด่ำ ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลงหรือชมภาพยนตร์

ระบบขับขี่อัตโนมัติอัจฉริยะ “no-map NDA” ที่เหนือกว่าทุกมาตรฐาน

นี่คือไฮไลต์ที่แท้จริงของ GAC Aion RT ที่ทำให้ผมในฐานะผู้เชี่ยวชาญรู้สึกทึ่ง และเชื่อมั่นว่าจะเป็นมาตรฐานใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ระบบขับขี่อัตโนมัติของ Aion RT ไม่ใช่แค่ “การช่วยเหลือ” แต่คือ “การขับขี่” ที่แท้จริง ด้วยการติดตั้งเซนเซอร์ LiDAR แบบ 126 เส้น ซึ่งให้ความแม่นยำในการตรวจจับสภาพแวดล้อมได้สูงกว่าระบบเรดาร์หรือกล้องเพียงอย่างเดียว และชิปประมวลผล Nvidia Orin-X ที่มีกำลังประมวลผลสูงถึง 254 TOPS (Trillions Operations Per Second) ซึ่งถือเป็นระดับแถวหน้าของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

แต่สิ่งที่ทำให้ Aion RT โดดเด่นกว่าใครคือระบบขับขี่อัจฉริยะ no-map NDA ที่ไม่ต้องพึ่งพาแผนที่ความแม่นยำสูง (HD Map) นี่คือการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ครั้งสำคัญ โดยใช้เทคโนโลยี End-to-End เจเนอเรชันที่ 4 ซึ่งเป็นที่กล่าวขานในวงการ AI และ Autonomous Driving การที่รถสามารถ “เรียนรู้” และ “ขับเคลื่อน” บนถนนที่ไม่มีสัญลักษณ์ได้อย่างครอบคลุมถึง 99% ของสถานการณ์การขับขี่จริง ถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดของระบบขับขี่อัตโนมัติแบบเดิมๆ ได้อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นถนนในเมืองที่สลับซับซ้อน หรือถนนต่างจังหวัดที่อาจไม่มีเส้นแบ่งเลนชัดเจน Aion RT ก็สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัยและมั่นใจได้ ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสภาพถนนในประเทศไทยที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาตอบโจทย์การใช้งานจริงได้อย่างยอดเยี่ยม

ขุมพลังไฟฟ้าและแบตเตอรี่ LFP ประสิทธิภาพสูง

GAC Aion RT มาพร้อมทางเลือกแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟต (LFP) จาก CATL ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำระดับโลก โดยมีให้เลือก 2 ขนาด คือ 55.1 kWh และ 68.1 kWh การเลือกใช้แบตเตอรี่ LFP นั้นสะท้อนถึงการคำนึงถึงความปลอดภัย ความทนทาน และต้นทุนที่คุ้มค่า ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้บริโภคในระยะยาว

ด้านระบบส่งกำลัง Aion RT มอบสมรรถนะที่น่าประทับใจ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังสูงสุดให้เลือก 2 ระดับ คือ 150 kW (เทียบเท่า 201 แรงม้า) และ 165 kW (เทียบเท่า 221 แรงม้า) ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและการขับขี่ที่สนุกสนานบนทางหลวง ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จเต็มอยู่ที่ 520 กม. สำหรับรุ่นมาตรฐาน และสูงสุดถึง 650 กม. สำหรับรุ่นท็อป ซึ่งถือเป็นระยะทางที่ยาวไกล ตอบโจทย์การเดินทางไกลข้ามจังหวัดได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องการหาที่ชาร์จบ่อยครั้ง

การชาร์จเร็ว SiC 3C ที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าให้ความสำคัญคือความรวดเร็วในการชาร์จ GAC Aion RT ไม่ทำให้ผิดหวังด้วยการรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 400V แบบซิลิกอนคาร์ไบด์ (SiC 3C) เทคโนโลยี SiC นี้ช่วยลดการสูญเสียพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 30% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 18 นาที หรือหากคุณต้องการความเร่งด่วน การชาร์จเพียง 10 นาที ก็สามารถมอบระยะทางวิ่งได้ไกลถึง 160-200 กม. ซึ่งเป็นประสิทธิภาพการชาร์จที่อยู่ในระดับแนวหน้าของตลาดในปัจจุบัน ทำให้ Aion RT พร้อมสำหรับการเดินทางที่รวดเร็วและต่อเนื่อง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่งของผู้ใช้งานยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

สรุปและบทส่งท้าย

จากประสบการณ์กว่า 10 ปีในแวดวงยานยนต์ ผมกล้ายืนยันว่า GAC Aion RT ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้าซีดานรุ่นใหม่ในตลาด แต่คือผู้เล่นคนสำคัญที่จะเข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ด้วยการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างราคาที่เข้าถึงง่าย ดีไซน์ที่โดดเด่น เทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะ no-map NDA ที่ล้ำสมัย ระยะทางขับขี่ที่ยาวนาน และการชาร์จที่รวดเร็ว ทำให้ Aion RT เป็นมากกว่าพาหนะ แต่คือเพื่อนร่วมทางอัจฉริยะที่พร้อมตอบสนองทุกความต้องการในยุค 2025

สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าอย่างแท้จริง GAC Aion RT คือตัวเลือกที่คุณไม่ควรมองข้าม นี่คือโอกาสที่จะได้สัมผัสอนาคตของการเดินทางที่มาถึงแล้วในวันนี้ อย่ารอช้าที่จะได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับด้วยตัวคุณเอง

ก้าวสู่ยุคใหม่ของการขับขี่: สัมผัส GAC Aion RT 2025 ด้วยตัวคุณเองวันนี้!

GWM Tank 400 PHEV 2025: พลิกโฉมวงการ SUV ออฟโรด ด้วยขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด และเทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะล้ำยุค

ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตลาดรถ SUV และ Off-Road จากการเน้นสมรรถนะเครื่องยนต์สันดาปภายในเพียงอย่างเดียว สู่ยุคแห่งการผสมผสานพลังงานทางเลือก ซึ่งในปี 2025 นี้ GWM Tank 400 PHEV คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่ารถยนต์ออฟโรดที่ทรงพลังไม่จำเป็นต้องบริโภคน้ำมันอย่างมหาศาลเสมอไป แต่สามารถมอบสมรรถนะอันดุดัน ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมยกระดับประสบการณ์การผจญภัยด้วยเทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง นี่คือการปฏิวัติวงการ Off-Road อย่างแท้จริง

การเปิดตัว GWM Tank 400 PHEV ถือเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของ GWM ในการเป็นผู้นำตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่ม Off-Road SUV ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รุ่นปรับปรุงใหม่นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแต่งหน้าทาปาก แต่คือการยกระดับทั้งดีไซน์ภายนอกที่ทันสมัยขึ้น และที่สำคัญคือการนำเสนอขุมพลัง Hi4-Z ที่ผสานเครื่องยนต์ 2.0T เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนยุคใหม่ของการผจญภัย ยิ่งไปกว่านั้น ระบบช่วยเหลือการขับขี่ Coffee Pilot Ultra เจเนอเรชันที่ 3 ของ GWM ยังเข้ามาเติมเต็มความสมบูรณ์แบบ ให้ Tank 400 PHEV เป็นรถที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในเมืองและการบุกตะลุยในเส้นทางออฟโรด

ดีไซน์ที่ผสมผสานความแกร่งและความทันสมัย

สิ่งที่ผมประทับใจใน GWM Tank 400 PHEV ตั้งแต่แรกเห็นคือการที่ GWM ยังคงรักษาจิตวิญญาณความบึกบึนสไตล์ออฟโรดอันเป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Tank ไว้ได้อย่างครบถ้วน แต่ในขณะเดียวกันก็ปรับปรุงรายละเอียดให้มีความทันสมัยและโฉบเฉี่ยวมากขึ้น มิติขนาดตัวถังความยาว 4,964 มม. กว้าง 1,970 มม. และสูง 1,905 มม. พร้อมระยะฐานล้อ 2,850 มม. บ่งบอกถึงความใหญ่โตและพื้นที่ใช้สอยภายในที่กว้างขวาง แม้จะมีการปรับลดความยาวลงเล็กน้อย แต่กลับเพิ่มความกว้างและความสูง ทำให้สัดส่วนของรถดูแข็งแกร่งและสมบุกสมบันยิ่งขึ้น

ด้านหน้าของ Tank 400 PHEV โดดเด่นด้วยกระจังหน้าที่มีแถบโครเมียมแนวนอนสองเส้นที่เชื่อมต่อกับไฟหน้าทรงเหลี่ยมอย่างลงตัว มอบความรู้สึกพรีเมียมแต่ยังคงความดุดัน กันชนหน้าได้รับการออกแบบใหม่จากเดิมที่เป็นมุมแหลม มาเป็นเส้นสายที่ตรงและแข็งแกร่งขึ้น พร้อมการตกแต่งด้วยสีดำที่เสริมลุคสปอร์ตออฟโรด ด้านข้างยังคงเอกลักษณ์ด้วยรายละเอียดแบบหมุดย้ำบริเวณซุ้มล้อ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรถยนต์ที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์ และการเพิ่มสีภายนอกใหม่ “สีม่วงตุนหวง” ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกให้ผู้ที่ต้องการความแตกต่างและโดดเด่นไม่เหมือนใคร

ส่วนด้านท้ายยังคงติดตั้งยางอะไหล่ไว้ด้านนอก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรถออฟโรดตัวจริง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือการนำฝาครอบยางออก เพื่อโชว์ความดิบของยางอะไหล่ และตำแหน่งของโลโก้ที่ปรับใหม่ให้ดูทันสมัยและเป็นระเบียบยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดที่ GWM มอบให้กับรถรุ่นนี้

เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อประสบการณ์ออฟโรดที่เหนือกว่า

นอกจากดีไซน์ที่โดดเด่นแล้ว GWM Tank 400 PHEV ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทั้งการผจญภัยและการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ผมในฐานะผู้ที่ติดตามเทคโนโลยี ADAS มาอย่างใกล้ชิด ต้องบอกว่าการเพิ่มอุปกรณ์อย่าง LiDAR บนหลังคา รวมถึงกล้องด้านข้างและด้านหลังเพื่อรองรับระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง Coffee Pilot Ultra เจเนอเรชันที่ 3 ของ GWM นั้น เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง

ระบบ Coffee Pilot Ultra เจเนอเรชันที่ 3 นี้ ไม่ได้เป็นเพียงระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบธรรมดา แต่สามารถขับขี่ในเมืองและบนทางหลวงโดยใช้ระบบ NOA (Navigation On Assist) ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งหมายถึงการที่รถสามารถเปลี่ยนเลน แซงรถคันอื่น หรือนำทางตามที่กำหนดได้อย่างชาญฉลาด ทำให้การขับขี่ทางไกลเป็นเรื่องที่ผ่อนคลายและปลอดภัยยิ่งขึ้น และไฟท้ายที่มาพร้อมกับไฟสีฟ้าขนาดเล็กเพื่อแจ้งเตือนเมื่อระบบทำงาน ก็เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงถึงความใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยและการสื่อสารกับผู้ใช้ถนนคนอื่น

ห้องโดยสารที่หรูหรา ผสมผสานความแกร่งและความสะดวกสบาย

แม้ภายนอกจะดูดุดัน แต่ภายในห้องโดยสารของ GWM Tank 400 PHEV กลับมอบความหรูหราและความสะดวกสบายในระดับพรีเมียม ซึ่งเป็นสิ่งที่ GWM ถนัดเป็นอย่างยิ่ง การออกแบบภายในยังคงเหมือนกับรุ่นปัจจุบันที่ได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพสูง ด้วยแผงหน้าปัดแบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอควบคุมส่วนกลางขนาด 16.2 นิ้ว ที่ให้ข้อมูลครบถ้วนและใช้งานง่าย นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์อำนวยความสะดวกมากมายที่ผมคิดว่าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานยุคใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย, จอแสดงข้อมูลบนกระจกบังลม (HUD) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน, กระจกมองหลังแบบดิจิทัลที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัย, หน้าจอเพดานด้านหลังขนาด 15.6 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง และตู้เย็นในรถที่ช่วยให้เครื่องดื่มเย็นสดชื่นตลอดการเดินทางไกล ฟีเจอร์เหล่านี้ยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้เหนือกว่ารถออฟโรดทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด

ขุมพลัง PHEV สองทางเลือก: Hi4-Z และ Hi4-T

หัวใจสำคัญที่ทำให้ GWM Tank 400 PHEV เป็นผู้เล่นที่น่าจับตามองในตลาด 2025 คือขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดที่มีให้เลือกถึง 2 รุ่นย่อย ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างกันของผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมเห็นว่านี่คือกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด

รุ่น Hi4-Z: สมรรถนะสูงสุดเพื่อการผจญภัยขั้นสุด

รุ่น Hi4-Z ใช้ขุมพลังเดียวกันกับ Tank 500 Hi4-Z ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ 2.0T เทอร์โบชาร์จ และมอเตอร์ไฟฟ้าคู่แบบ P2 และ P4 พร้อมเกียร์ DHT (Dedicated Hybrid Transmission) แบบ 3 สปีด ทำให้ได้พละกำลังรวมที่มหาศาล เครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 185 kW (ประมาณ 248 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 380 Nm ในขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้ามีกำลังสูงสุด 215 kW (ประมาณ 288 แรงม้า) และ 240 kW (ประมาณ 322 แรงม้า) การทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเหล่านี้ มอบแรงบิดมหาศาลในทันที ทำให้ Tank 400 PHEV Hi4-Z มีสมรรถนะในการเร่งแซงและการไต่ทางชันที่เหนือกว่ารถออฟโรดทั่วไปอย่างชัดเจน

แบตเตอรี่ลิเธียมแบบ Ternary ขนาด 59.05 kWh คือหัวใจสำคัญที่ทำให้รุ่นนี้สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 200 กม. ตามมาตรฐาน CLTC ซึ่งเป็นระยะทางที่ยาวนานมากสำหรับรถ PHEV ทำให้ผู้ใช้งานสามารถขับขี่ในชีวิตประจำวันด้วยโหมด EV 100% ได้โดยไม่ต้องใช้น้ำมันเลย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและลดมลพิษได้อย่างเป็นรูปธรรม

รุ่น Hi4-T: ความสมดุลของประสิทธิภาพและความคุ้มค่า

สำหรับรุ่น Hi4-T ยังคงใช้ระบบปลั๊กอินไฮบริดเช่นกัน ประกอบด้วยเครื่องยนต์ 2.0T และมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมแบบ Ternary ขนาด 37.1 kWh แม้แบตเตอรี่จะมีขนาดเล็กกว่า แต่ก็ยังให้ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ถึง 105 กม. (ตามมาตรฐาน CLTC) ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้คนส่วนใหญ่ในเมือง การที่รถสามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าได้ไกลเกิน 100 กม. ทำให้สามารถใช้งานในโหมด EV ได้แทบทั้งสัปดาห์หากมีการชาร์จไฟเป็นประจำ

เครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 185 kW และมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 120 kW (ประมาณ 161 แรงม้า) การผสมผสานนี้มอบสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมควบคู่ไปกับอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่น่าประทับใจเพียง 8.4 ลิตรต่อ 100 กม. เมื่อใช้งานในโหมดไฮบริด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำมากสำหรับรถ SUV ออฟโรดขนาดใหญ่เช่นนี้

บทสรุป: อนาคตของ SUV ออฟโรดที่สมบูรณ์แบบ

GWM Tank 400 PHEV 2025 ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์อีกคันในตลาด แต่คือคำตอบของวิวัฒนาการในกลุ่มรถ SUV ออฟโรดที่ผสมผสานความแกร่ง ความหรูหรา สมรรถนะ และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมองว่า GWM ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถประเภทนี้ ด้วยขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ต้องการสมรรถนะขั้นสุดและการประหยัดพลังงาน ไปจนถึงระบบขับขี่อัจฉริยะที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการผจญภัยในเส้นทางสุดท้าทาย หรือการเดินทางในเมืองใหญ่ Tank 400 PHEV พร้อมที่จะเป็นเพื่อนคู่ใจที่เชื่อถือได้

สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ SUV ออฟโรดที่แตกต่าง ไม่เหมือนใคร และพร้อมที่จะพาคุณไปได้ทุกที่ ด้วยขุมพลังที่เหนือชั้นและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย GWM Tank 400 PHEV คือตัวเลือกที่คุณไม่ควรมองข้ามในยุค 2025 นี้

อย่าพลาดโอกาสสัมผัสประสบการณ์การผจญภัยครั้งใหม่! เชิญทดลองขับ GWM Tank 400 PHEV 2025 ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูม GWM ใกล้บ้านคุณ

Previous Post

[ครบชุด] T2811018 จะเช อเพ อนหร อเช อผ Ep.2

Next Post

[ครบชุด] T2811013 นก แค หญ งคนหน Ep.2

Next Post
[ครบชุด] T2811013 นก แค หญ งคนหน Ep.2

[ครบชุด] T2811013 นก แค หญ งคนหน Ep.2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • [ครบชุด] T2502214 เล อกค ดช ตเปล ยน Ep.1
  • [ครบชุด] T2502205 ยอมเป นคนใจดำ Ep.2
  • [ครบชุด] T2502212 ดน กเร ยนเง นผ อน Ep.2
  • [ครบชุด] T2502204 กฉ นร กล กฉ นด วย Ep.2 (ตอนจบ)
  • [ครบชุด] T2502215 ประจบจนตกงาน Ep.2 (ตอนจบ)

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.