• Privacy Policy
  • Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

[ครบชุด] T2811016 สาม แสนด ขอม เม ยเพ Ep.2

admin79 by admin79
November 28, 2025
in Uncategorized
0
[ครบชุด] T2811016 สาม แสนด ขอม เม ยเพ Ep.2

GAC Aion RT 2025: ปฏิวัติวงการซีดานไฟฟ้า ด้วยดีไซน์ Fastback ล้ำอนาคต และพิสัยการขับขี่ 650 กม. ในราคาที่เข้าถึงได้

ในโลกยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งในปี 2025 ผู้บริโภคต่างมองหาสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่างนวัตกรรม สมรรถนะ และความคุ้มค่า และในสมการที่ซับซ้อนนี้ GAC Aion RT ซีดานไฟฟ้าคูเป้ Fastback รุ่นปรับปรุงใหม่ ได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้เล่นสำคัญที่พร้อมพลิกโฉมวงการ ด้วยการเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2025 ที่ผ่านมา GAC Aion RT ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้าอีกหนึ่งรุ่น แต่คือการประกาศถึงมาตรฐานใหม่ของเทคโนโลยีและดีไซน์ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดประเทศไทยที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดสำหรับรถยนต์พลังงานทางเลือก

GAC Aion RT 2025 มาพร้อม 4 รุ่นย่อยที่ได้รับการปรับปรุงคุณสมบัติและราคาให้เข้าถึงง่ายขึ้น ตั้งแต่ 99,800 – 123,800 หยวน หรือประมาณ 518,000 – 643,000 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ ขณะนั้น) ซึ่งเป็นราคาที่น่าดึงดูดใจอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับ การปรับปรุงครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การเสริมฟีเจอร์เด่นและปรับโครงสร้างราคา โดยยังคงรักษาดีไซน์ภายนอกอันเป็นเอกลักษณ์และระบบขับเคลื่อนที่ทรงพลังไว้เช่นเดิม ยิ่งไปกว่านั้น รุ่นท็อปยังมอบพิสัยการขับขี่ที่น่าประทับใจถึง 650 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการเดินทางไกลได้อย่างไร้กังวล

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมมองว่า GAC Aion RT เป็นมากกว่าแค่การเดินทาง แต่เป็นการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการขับขี่ ที่ผสานความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีเข้ากับความสง่างามด้านดีไซน์ได้อย่างลงตัว

การรังสรรค์แห่งอนาคต: ปรัชญาการออกแบบ “Velociraptor”

หัวใจสำคัญที่ทำให้ GAC Aion RT โดดเด่นเหนือใครคือแนวคิดการออกแบบ “Velociraptor” ที่สะท้อนถึงความเร็ว ความคล่องตัว และความปราดเปรียวได้อย่างไร้ที่ติ เส้นสายตัวถังที่โค้งมนและลื่นไหลไม่ใช่แค่เพียงความสวยงาม แต่ยังเป็นผลลัพธ์ของการวิจัยและพัฒนาอย่างพิถีพิถันเพื่อลดแรงต้านอากาศให้เหลือน้อยที่สุด ส่งผลให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Cd) ต่ำเพียง 0.208 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งสำหรับรถยนต์ในระดับนี้ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานและพิสัยการขับขี่

ด้านหน้าของ GAC Aion RT ถูกออกแบบมาอย่างเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความสปอร์ต ช่องรับลมขนาดใหญ่ดีไซน์ล้ำสมัย ผสานเข้ากับไฟหน้า LED เพรียวบางที่ให้ความรู้สึกดุดันแต่หรูหรา ที่สำคัญคือการติดตั้งเซ็นเซอร์ LiDAR (Light Detection and Ranging) อย่างกลมกลืนบริเวณส่วนหน้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบขับขี่อัตโนมัติขั้นสูง ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ GAC Aion ในการนำเสนอเทคโนโลยีแห่งอนาคตสู่ผู้ใช้งานจริง

เมื่อมองจากด้านข้าง GAC Aion RT เผยให้เห็นรูปทรงแบบคูเป้ Fastback ที่สง่างามและเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ด้วยเส้นสายหลังคาที่ลาดเอียงลงมาบรรจบกับท้ายรถอย่างต่อเนื่อง มอบความรู้สึกของความต่อเนื่องและความลื่นไหล ขอบกระจกหน้าต่างสีดำตัดกับสีตัวถังอย่างลงตัว เพิ่มความสปอร์ตและทันสมัย มือจับประตูแบบซ่อน (Flush Door Handles) ไม่เพียงช่วยเสริมความพรีเมียมและลดแรงต้านอากาศ แต่ยังเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่สะท้อนถึงความใส่ใจในการออกแบบ พอร์ตชาร์จถูกจัดวางอย่างแนบเนียนบริเวณบังโคลนหน้า ทำให้การชาร์จสะดวกสบายและไม่รบกวนความสวยงามของตัวรถ

นอกจากนี้ GAC Aion RT ยังมีสีตัวถังให้เลือกถึง 7 สี ซึ่งแต่ละสีได้รับการคัดสรรมาอย่างดีเพื่อให้เข้ากับดีไซน์อันล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นสีเมทัลลิกเงางามหรือสีทึบที่ให้ความรู้สึกเรียบหรู ทุกเฉดสีล้วนช่วยขับเน้นมิติและความโค้งมนของตัวรถให้โดดเด่นยิ่งขึ้นบนท้องถนน

มิติแห่งความสมบูรณ์แบบ: พื้นที่และความสง่างาม

ขนาดตัวถังของ GAC Aion RT ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบสมดุลระหว่างความกว้างขวางภายในห้องโดยสารและความคล่องตัวในการขับขี่ ด้วยความยาว 4,865 มม. กว้าง 1,875 มม. และสูง 1,520 มม. พร้อมระยะฐานล้อ 2,775 มม. มิติเหล่านี้บ่งบอกถึงการเป็นซีดานขนาดกลางที่มอบพื้นที่ใช้สอยได้อย่างเหลือเฟือสำหรับผู้โดยสารทุกคน ทั้งพื้นที่วางขาและพื้นที่เหนือศีรษะ การออกแบบ Fastback ไม่ได้ลดทอนพื้นที่ภายในอย่างที่หลายคนกังวล แต่กลับช่วยสร้างความรู้สึกโปร่งโล่งและเชื่อมโยงระหว่างภายในและภายนอกรถได้อย่างลงตัว

ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศที่ต่ำเพียง 0.208Cd ไม่เพียงช่วยในเรื่องของประสิทธิภาพ แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อความนุ่มนวลและเงียบสงบภายในห้องโดยสาร ลดเสียงลมปะทะที่ความเร็วสูง มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ “ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ไฟฟ้า” อย่างเราให้ความสำคัญเป็นพิเศษในการประเมินรถยนต์แห่งอนาคต

ห้องโดยสารแห่งอนาคต: ที่สุดของเทคโนโลยีและความสะดวกสบาย

ก้าวเข้าสู่ห้องโดยสารของ GAC Aion RT คุณจะพบกับอาณาจักรแห่งเทคโนโลยีและความสะดวกสบายที่ออกแบบมาเพื่อผู้ขับขี่และผู้โดยสารอย่างแท้จริง แผงหน้าปัดดิจิทัลแบบลอยตัวขนาด 8.88 นิ้ว มอบข้อมูลการขับขี่ที่คมชัดและอ่านง่าย ขณะที่หน้าจอควบคุมส่วนกลางขนาด 14.6 นิ้ว เป็นศูนย์กลางการสั่งการและสร้างความบันเทิงอันทรงประสิทธิภาพ

ระบบอินโฟเทนเมนต์ ADiGO 5.0 เวอร์ชั่นล่าสุด คือจุดเด่นที่ไม่ควรมองข้าม ด้วยอินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่ายราวกับแท็บเล็ตระดับพรีเมียม รองรับการติดตั้งแอปพลิเคชันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแอปนำทาง ความบันเทิง หรือการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ทำให้การเดินทางของคุณไม่เคยน่าเบื่ออีกต่อไป ระบบนี้ยังมาพร้อมกับความสามารถในการอัปเดตแบบ Over-the-Air (OTA) ซึ่งหมายความว่ารถของคุณจะได้รับการอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ๆ และการปรับปรุงประสิทธิภาพอยู่เสมอ เปรียบเสมือนสมาร์ทโฟนที่พัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา

คอนโซลกลางได้รับการออกแบบอย่างมีชั้นเชิง มอบความรู้สึกหรูหราและทันสมัย พร้อมช่องแอร์ที่จัดวางอย่างสวยงามและแผ่นชาร์จไร้สายสำหรับสมาร์ทโฟน เพื่อความสะดวกสบายสูงสุด ไม่ต้องกังวลเรื่องสายชาร์จที่พันกันอีกต่อไป

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบคุณภาพเสียง GAC Aion RT ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียม 11 ลำโพงแบบ 5.1 แชนเนล พร้อมซับวูฟเฟอร์ขนาด 8 นิ้ว ที่ติดตั้งมาอย่างลงตัว สร้างประสบการณ์เสียงที่ดื่มด่ำและสมจริงราวกับอยู่ในคอนเสิร์ตฮอลล์ ไม่ว่าจะเป็นเพลงโปรด พอดคาสต์ หรือการสนทนาทางโทรศัพท์ ทุกเสียงจะถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจนและมีมิติ นอกจากนี้ วัสดุที่ใช้ภายในห้องโดยสารยังได้รับการคัดสรรมาอย่างดี เน้นสัมผัสที่นุ่มนวลและทนทาน เสริมด้วยงานฝีมือประณีตในทุกรายละเอียด สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและหรูหราไปพร้อมกัน

ขับเคลื่อนอัจฉริยะ: ระบบขับขี่อัตโนมัติไร้แผนที่ความแม่นยำสูง

หนึ่งในคุณสมบัติที่น่าตื่นเต้นที่สุดของ GAC Aion RT คือระบบขับขี่อัตโนมัติที่ล้ำสมัย ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการเดินทางให้เหนือกว่ารถยนต์ไฟฟ้าคู่แข่งในตลาดปี 2025 อย่างชัดเจน หัวใจของระบบนี้คือเซ็นเซอร์ LiDAR แบบ 126 เส้น ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกแบบ 3 มิติของสภาพแวดล้อมโดยรอบด้วยความแม่นยำสูง เสริมด้วยชิปประมวลผล Nvidia Orin-X ที่มีกำลังประมวลผลสูงถึง 254 TOPS (Trillion Operations Per Second) ทำให้รถสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

แต่สิ่งที่ทำให้ GAC Aion RT แตกต่างอย่างแท้จริงคือเทคโนโลยี “no-map NDA” (Navigation-Driving Assist) ซึ่งเป็นระบบขับขี่อัจฉริยะที่ไม่ต้องพึ่งพาแผนที่ความแม่นยำสูง (HD Map) แบบดั้งเดิมอีกต่อไป โดยใช้เทคโนโลยี End-to-End เจเนอเรชันที่ 4 ที่เรียนรู้และเข้าใจสภาพแวดล้อมการขับขี่ได้ด้วยตัวเอง ทำให้สามารถขับเคลื่อนบนถนนที่ไม่มีสัญลักษณ์หรือข้อมูลแผนที่ที่อัปเดตได้อย่างครอบคลุมถึง 99% ของสถานการณ์การขับขี่ในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นถนนในเมืองที่ซับซ้อน ทางหลวง หรือแม้แต่เส้นทางที่ไม่คุ้นเคย ระบบนี้มอบอิสระในการเดินทางที่เหนือกว่า ลดความกังวลเรื่องการพึ่งพาข้อมูลแผนที่ที่อาจไม่เป็นปัจจุบัน และเป็นก้าวสำคัญสู่การขับขี่อัตโนมัติที่แท้จริงและใช้งานได้จริงบนท้องถนนทั่วไป

ระบบนี้ไม่เพียงเพิ่มความสะดวกสบาย แต่ยังเป็นปราการด่านแรกในการเพิ่มความปลอดภัย ลดความเมื่อยล้าของผู้ขับขี่ในการเดินทางระยะไกล และสามารถตรวจจับสิ่งกีดขวางหรือสถานการณ์อันตรายล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้ GAC Aion RT เป็น “รถยนต์ไฟฟ้าซีดาน” ที่ชาญฉลาดที่สุดรุ่นหนึ่งที่พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของในตลาดปี 2025

ขุมพลังแห่งอนาคต: สมรรถนะและพิสัยการขับขี่ที่เหนือกว่า

GAC Aion RT ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของพลังงานสะอาด มอบสมรรถนะที่น่าประทับใจและพิสัยการขับขี่ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน แบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟต (LFP) จาก CATL ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า มีให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ 55.1 kWh และ 68.1 kWh แบตเตอรี่ชนิด LFP มีจุดเด่นด้านความปลอดภัยสูง มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน และมีต้นทุนการผลิตที่คุ้มค่า ทำให้ GAC Aion RT สามารถนำเสนอเทคโนโลยีแบตเตอรี่คุณภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้

ในด้านระบบส่งกำลัง มอเตอร์ไฟฟ้าของ GAC Aion RT มาพร้อม 2 ทางเลือก ให้กำลังสูงสุด 150 kW (เทียบเท่า 201 แรงม้า) และ 165 kW (เทียบเท่า 221 แรงม้า) ซึ่งเพียงพอต่อการขับขี่ที่สนุกสนานและตอบสนองได้ทันใจ มอบอัตราเร่งที่รวดเร็วและต่อเนื่อง พิสัยการวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จเต็มอยู่ที่ 520 กม. และ 650 กม. ตามมาตรฐานที่ได้รับการทดสอบ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่โดดเด่นอย่างยิ่งใน “ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 2025” ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจได้ว่าจะสามารถเดินทางไปในที่ต่างๆ ได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาจุดชาร์จบ่อยครั้ง

ไม่ใช่แค่พิสัยการขับขี่ที่น่าประทับใจ แต่ GAC Aion RT ยังโดดเด่นในด้านการชาร์จไฟที่รวดเร็วเป็นพิเศษ ด้วยการรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 400V แบบซิลิกอนคาร์ไบด์ (SiC 3C) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยลดการสูญเสียพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการชาร์จ ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 30% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 18 นาที หรือในสถานการณ์เร่งด่วน การชาร์จเพียง 10 นาที ก็สามารถวิ่งได้ไกลถึง 160-200 กม. เทคโนโลยี SiC 3C นี้เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ GAC Aion RT สามารถแข่งขันใน “ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง” ได้อย่างมั่นใจ ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

GAC Aion RT ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยปี 2025: ทางเลือกที่เหนือกว่า

GAC Aion RT ไม่ใช่แค่เพียงการเติมเต็มช่องว่างใน “ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าซีดาน” เท่านั้น แต่เป็นการนำเสนอทางเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้บริโภคชาวไทยที่กำลังมองหา “รถยนต์ไฟฟ้า 2025” ที่ผสานความคุ้มค่า เทคโนโลยีล้ำสมัย ดีไซน์สปอร์ต และสมรรถนะที่เหนือกว่าเข้าไว้ด้วยกันในแพ็กเกจเดียว ด้วยราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงง่าย ควบคู่ไปกับ “เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า” ระดับพรีเมียม อาทิ ระบบขับขี่อัตโนมัติ no-map NDA และการชาร์จเร็ว SiC 3C ทำให้ GAC Aion RT เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคต โดยไม่ต้องจ่ายในราคาที่สูงเกินไป

ในฐานะ “ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ไฟฟ้า” ผมเชื่อว่า GAC Aion RT จะเข้ามาสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย และเป็นมาตรฐานใหม่ที่รถยนต์ไฟฟ้าหลายๆ รุ่นจะต้องก้าวตาม

สัมผัสอนาคตได้แล้ววันนี้!

เตรียมตัวพบกับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่ากับ GAC Aion RT 2025 ซีดานไฟฟ้าที่ผสานความงาม เทคโนโลยี และสมรรถนะเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว อย่ารอช้าที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางแห่งอนาคต เยี่ยมชมผู้จำหน่าย GAC Aion ใกล้บ้านคุณ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมวันนี้ เพื่อสัมผัสและทดลองขับ GAC Aion RT และจองรถยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตของคุณได้แล้ววันนี้!

GWM Tank 400 PHEV 2025: นิยามใหม่ของ SUV ออฟโรดพลังงานไฟฟ้า ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Hi4-Z และ Coffee Pilot Ultra

ในภูมิทัศน์ยานยนต์ปี 2025 ที่ความต้องการรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น GWM (Great Wall Motor) ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดอีกครั้งด้วยการเปิดตัว GWM Tank 400 PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) รุ่นปรับปรุงใหม่ เมื่อวันที่ 22 กันยายนที่ผ่านมา รถยนต์คันนี้ไม่เพียงแค่เป็นการยกระดับรูปลักษณ์ภายนอกให้ทันสมัยยิ่งขึ้น แต่ยังเป็นการนำเสนอ “SUV ออฟโรด” ที่ผสานสมรรถนะอันทรงพลัง เข้ากับเทคโนโลยีไฮบริดเสียบปลั๊กที่ล้ำสมัย และระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ Coffee Pilot Ultra เจเนอเรชันที่ 3 ของ GWM

ในฐานะผู้มีประสบการณ์ยาวนานในวงการยานยนต์ ผมเห็นว่า GWM Tank 400 PHEV ไม่ใช่แค่รถยนต์ออฟโรดธรรมดา แต่คือวิวัฒนาการที่ตอบโจทย์นักผจญภัยยุคใหม่ ผู้ที่ต้องการรถยนต์ที่สามารถบุกตะลุยไปได้ทุกเส้นทาง พร้อมประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เหนือกว่า และความชาญฉลาดด้านเทคโนโลยี

การออกแบบภายนอก: ความดุดันที่มาพร้อมความสง่างามแห่งอนาคต

GWM Tank 400 PHEV 2025 ยังคงรักษาเอกลักษณ์ความดุดันในสไตล์ “รถยนต์ออฟโรด” ไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม แต่ได้รับการปรับปรุงรายละเอียดให้ดูทันสมัยและล้ำยุคมากยิ่งขึ้น กระจังหน้าที่มีแถบโครเมียมแนวนอนสองเส้น ผสานเข้ากับไฟหน้าทรงเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ สร้างความรู้สึกที่แข็งแกร่งและน่าเกรงขาม กันชนหน้าได้รับการออกแบบใหม่จากเดิมที่เป็นมุมแหลม มาใช้เส้นสายที่ตรงมากขึ้นพร้อมตกแต่งด้วยสีดำ เพิ่มความบึกบึนและเสริมประสิทธิภาพในการลุย

เมื่อพิจารณามิติของตัวรถ GWM Tank 400 ใหม่ มีความยาว 4,964 มม. กว้าง 1,970 มม. และสูง 1,905 มม. โดยมีระยะฐานล้อ 2,850 มม. เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ตัวรถใหม่จะสั้นลง 21 มม. แต่กว้างขึ้น 10 มม. และสูงขึ้น 5 มม. ในขณะที่ระยะฐานล้อยังคงเดิม การปรับเปลี่ยนมิติเหล่านี้ไม่เพียงส่งผลต่อรูปลักษณ์ที่ดูสมส่วนและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่ยังอาจส่งผลต่อการควบคุมรถในสภาพเส้นทางที่หลากหลาย

ด้านข้างของตัวรถยังคงมีรายละเอียดแบบหมุดย้ำบริเวณซุ้มล้อ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึง DNA ของรถยนต์ตระกูล Tank ได้เป็นอย่างดี เพิ่มความรู้สึกของความทนทานและพร้อมลุยสำหรับ “สมรรถนะออฟโรด” ที่แท้จริง นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มสีภายนอกใหม่คือ สีม่วงตุนหวง ซึ่งเป็นเฉดสีที่สะท้อนถึงความหรูหราและแตกต่างอย่างมีระดับ

สำหรับด้านท้าย GWM Tank 400 PHEV ยังคงเอกลักษณ์ด้วยยางอะไหล่ที่ติดอยู่ด้านนอก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของรถยนต์ออฟโรดพันธุ์แท้ แต่ที่น่าสนใจคือไม่มีฝาครอบยางแล้ว ตำแหน่งของโลโก้ถูกปรับใหม่ โดยโลโก้ “WM TANK” และ “Great Wall Motors” จะอยู่ด้านบน ส่วน “Tank 400” และ “Hi4-T / Hi4-Z” จะอยู่ด้านล่างอย่างชัดเจน นอกจากนี้ การบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับการออกแบบยังเป็นสิ่งที่ GWM ทำได้อย่างยอดเยี่ยม โดยมีการเพิ่มอุปกรณ์อย่าง LiDAR บนหลังคา รวมถึงกล้องด้านข้างและด้านหลัง เพื่อรองรับระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง Coffee Pilot Ultra เจเนอเรชันที่ 3 ซึ่งเป็น “เทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ SUV” ที่จะพาคุณไปสู่การเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือไฟท้ายยังมาพร้อมกับไฟสีฟ้าขนาดเล็กเพื่อแจ้งเตือนเมื่อระบบช่วยเหลือการขับขี่ทำงาน สะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดด้านความปลอดภัย

ห้องโดยสาร: ศูนย์บัญชาการแห่งความสะดวกสบายและเทคโนโลยีล้ำยุค

เมื่อก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสารของ GWM Tank 400 PHEV คุณจะพบกับการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความหรูหรา ความทนทาน และเทคโนโลยีล้ำสมัย การออกแบบภายในยังคงความคล้ายคลึงกับรุ่นปัจจุบัน แต่ยังคงให้ความรู้สึกของศูนย์บัญชาการที่พร้อมสำหรับการผจญภัย แผงหน้าปัดแบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว มอบข้อมูลการขับขี่ที่คมชัดและปรับแต่งได้ ขณะที่หน้าจอควบคุมส่วนกลางขนาด 16.2 นิ้ว เป็นหัวใจหลักของระบบอินโฟเทนเมนต์ มอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นและเป็นมิตร

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องโดยสารถูกจัดเต็มเพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้เหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย (Wireless Phone Charging) ที่สะดวกสบาย จอแสดงข้อมูลบนกระจกบังลม (Head-Up Display – HUD) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นข้อมูลสำคัญได้โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน กระจกมองหลังแบบดิจิทัล (Digital Rearview Mirror) ที่ให้ทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยมไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร

สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง GWM Tank 400 PHEV มอบความบันเทิงที่เหนือระดับด้วยหน้าจอเพดานด้านหลังขนาด 15.6 นิ้ว เหมาะสำหรับการเดินทางไกลกับครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีตู้เย็นในรถ (In-Car Refrigerator) ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่สะท้อนถึงความใส่ใจในรายละเอียดและยกระดับความหรูหราและสะดวกสบายในการเดินทาง ไม่ว่าคุณจะออกไปผจญภัยในเส้นทางออฟโรดหรือเดินทางไกลบนทางหลวงยาวๆ ห้องโดยสารของ Tank 400 PHEV ก็พร้อมมอบความสะดวกสบายและเทคโนโลยีที่ครบครันให้แก่ผู้โดยสารทุกคน

Coffee Pilot Ultra เจเนอเรชัน 3: ผู้ช่วยขับขี่อัจฉริยะในทุกเส้นทาง

GWM Tank 400 PHEV มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง Coffee Pilot Ultra เจเนอเรชันที่ 3 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้รถยนต์คันนี้ฉลาดล้ำเหนือระดับ ระบบนี้ได้รับการพัฒนาให้สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำและครอบคลุมสถานการณ์การขับขี่ที่หลากหลายยิ่งขึ้น การติดตั้ง LiDAR บนหลังคา ควบคู่ไปกับกล้องด้านข้างและด้านหลังจำนวนมาก เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ GWM ในการมอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด

Coffee Pilot Ultra เจเนอเรชันที่ 3 ทำให้ Tank 400 PHEV สามารถขับขี่ในเมืองและบนทางหลวงโดยใช้ระบบ NOA (Navigation on ADAS) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีนี้ช่วยให้รถสามารถควบคุมความเร็ว ระยะห่างจากรถคันหน้า การเปลี่ยนเลน และการนำทางตามเส้นทางที่กำหนดไว้บนแผนที่ได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย ลดภาระของผู้ขับขี่ในการเดินทางไกล และเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ในสภาพการจราจรที่หนาแน่น

นอกจากนี้ การที่ไฟท้ายมาพร้อมกับไฟสีฟ้าขนาดเล็กเพื่อแจ้งเตือนเมื่อระบบช่วยเหลือการขับขี่ทำงาน เป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่แสดงถึงความใส่ใจด้านความปลอดภัย ไม่เพียงแต่สำหรับผู้ขับขี่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย ระบบนี้ไม่เพียงแค่เป็นฟีเจอร์ที่น่าประทับใจ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญสู่ “ตลาด SUV ไทย” ที่ต้องการรถยนต์ที่ฉลาดและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ขุมพลังคู่: Hi4-Z และ Hi4-T ระบบปลั๊กอินไฮบริดที่เหนือชั้น

GWM Tank 400 PHEV 2025 นำเสนอ 2 รุ่นย่อยที่มาพร้อมขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดที่แตกต่างกัน เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้งาน: รุ่น Hi4-Z และ Hi4-T

รุ่น Hi4-Z:
Hi4-Z เป็นรุ่นเรือธงที่มาพร้อมขุมพลังที่แข็งแกร่งและสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ไม่ต่างจาก GWM Tank 500 Hi4-Z โดยประกอบด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0T (เทอร์โบชาร์จ) ที่ให้กำลังสูงสุด 185 kW (ประมาณ 248 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 380 Nm ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่แบบ P2 และ P4 ซึ่งรวมกำลังมอเตอร์สูงสุด 215 kW (ประมาณ 288 แรงม้า) และ 240 kW (ประมาณ 322 แรงม้า) ตามลำดับ ระบบส่งกำลังเป็นแบบ DHT (Dedicated Hybrid Transmission) 3 สปีด ที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับระบบไฮบริด มอบการส่งกำลังที่ราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด

แบตเตอรี่ลิเธียมแบบ Ternary ขนาด 59.05 kWh มอบพิสัยการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 200 กม. ตามมาตรฐาน CLTC ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับ “รถยนต์ไฮบริดเสียบปลั๊ก” ขนาดใหญ่เช่นนี้ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันด้วยโหมดไฟฟ้าล้วนได้เกือบทั้งหมด ช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษได้อย่างเป็นรูปธรรม

รุ่น Hi4-T:
สำหรับรุ่น Hi4-T ยังคงใช้ระบบปลั๊กอินไฮบริดที่ทรงประสิทธิภาพ โดยประกอบด้วยเครื่องยนต์ 2.0T เช่นเดียวกัน ให้กำลังสูงสุด 185 kW (ประมาณ 248 แรงม้า) และทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว ให้กำลัง 120 kW (ประมาณ 161 แรงม้า) ระบบนี้จับคู่กับแบตเตอรี่ลิเธียมแบบ Ternary ขนาด 37.1 kWh ซึ่งมอบพิสัยการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 105 กม. ตามมาตรฐาน CLTC

รุ่น Hi4-T มุ่งเน้นไปที่การผสมผสานประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ยอดเยี่ยมเข้ากับความสะดวกสบายในการใช้งาน ด้วยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 8.4 ลิตรต่อ 100 กม. (หรือประมาณ 11.9 กม./ลิตร) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถือว่าดีเยี่ยมสำหรับ “รถยนต์อเนกประสงค์หรู” ที่มีขนาดและสมรรถนะเทียบเท่า มอบความคุ้มค่าในการเดินทางทั้งในเมืองและนอกเมือง

ขุมพลังไฮบริดทั้งสองรุ่นนี้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความเชี่ยวชาญของ GWM ใน “ระบบไฮบริด GWM” ที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Tank 400 PHEV เป็น “รถยนต์พลังงานใหม่” ที่พร้อมตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของนักผจญภัยยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการลุยเส้นทางออฟโรดที่ท้าทาย หรือการขับขี่ในเมืองที่ต้องการความประหยัดพลังงาน

บทสรุป: GWM Tank 400 PHEV 2025 ยกระดับประสบการณ์การผจญภัย

GWM Tank 400 PHEV 2025 ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ SUV ออฟโรด แต่เป็นยนตรกรรมที่ผสมผสานความแข็งแกร่ง ความหรูหรา และเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ที่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ห้องโดยสารที่เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวก ระบบขับขี่อัตโนมัติ Coffee Pilot Ultra ที่ชาญฉลาด และขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด Hi4-Z และ Hi4-T ที่ทรงประสิทธิภาพ Tank 400 PHEV พร้อมแล้วที่จะเป็นคู่หูที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักผจญภัยทุกคน

สำหรับผู้ที่มองหา “SUV ออฟโรด PHEV” ที่ไม่เพียงแค่พาคุณไปได้ทุกที่ แต่ยังมอบประสบการณ์การเดินทางที่เหนือกว่าในทุกมิติ GWM Tank 400 PHEV คือคำตอบที่ใช่ ใน “ตลาด SUV ไทย” ปี 2025 รถยนต์คันนี้คือตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการความแตกต่างและเป็นผู้นำเทรนด์

เตรียมพร้อมสำหรับการผจญภัยครั้งใหม่!

GWM Tank 400 PHEV 2025 พร้อมที่จะพาคุณไปสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่มีใครเหมือน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเมืองหรือการผจญภัยสุดขีดในเส้นทางออฟโรด อย่ารอช้าที่จะเป็นเจ้าของนวัตกรรมแห่งการเดินทางนี้ เยี่ยมชมโชว์รูม GWM ใกล้บ้านท่าน เพื่อสัมผัส GWM Tank 400 PHEV และจองการทดลองขับได้แล้ววันนี้!

Previous Post

[ครบชุด] T2811023 ตอนจนไม อย วย ตอนรวยอย าเสนอหน Ep.2

Next Post

[ครบชุด] T2811017 เม ยไม ใช ขอทาน Ep.2

Next Post
[ครบชุด] T2811017 เม ยไม ใช ขอทาน Ep.2

[ครบชุด] T2811017 เม ยไม ใช ขอทาน Ep.2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • [ครบชุด] T2502214 เล อกค ดช ตเปล ยน Ep.1
  • [ครบชุด] T2502205 ยอมเป นคนใจดำ Ep.2
  • [ครบชุด] T2502212 ดน กเร ยนเง นผ อน Ep.2
  • [ครบชุด] T2502204 กฉ นร กล กฉ นด วย Ep.2 (ตอนจบ)
  • [ครบชุด] T2502215 ประจบจนตกงาน Ep.2 (ตอนจบ)

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.