GAC Aion RT: นิยามใหม่แห่งซีดานไฟฟ้าคูเป้ Fastback กับเทคโนโลยีอัจฉริยะและระยะทางสุดไกล ในยุค EV เฟื่องฟู ปี 2025
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์ไฟฟ้ามากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการอันน่าทึ่งของอุตสาหกรรมนี้มาโดยตลอด จากจุดเริ่มต้นที่ยังเป็นเพียงแนวคิดห่างไกล จนกระทั่งวันนี้ที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ปี 2025 ที่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทาง บทบาทของแบรนด์จากจีนอย่าง GAC Aion ก็โดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน ด้วยการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าที่ผสานนวัตกรรมล้ำสมัยเข้ากับราคาที่เข้าถึงได้ และหนึ่งในเรือธงที่พร้อมจะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดซีดานไฟฟ้าคือ GAC Aion RT รุ่นปรับปรุงใหม่ ซึ่งได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการด้วยคุณสมบัติที่น่าจับตา ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์คูเป้ Fastback สุดโฉบเฉี่ยว ระยะทางวิ่งสูงสุด 650 กิโลเมตร และระบบขับขี่อัจฉริยะที่ก้าวล้ำ นำเสนอในราคาเริ่มต้นที่จับต้องได้ ซึ่งทำให้ Aion RT ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่คือภาพสะท้อนของอนาคตการเดินทางในยุค 2025 ที่มาถึงแล้ว
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2025 ไม่ได้มองหาเพียงแค่รถที่วิ่งด้วยไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังมองหา “ประสบการณ์” ที่ครบวงจร ตั้งแต่ดีไซน์ที่ดึงดูดใจ เทคโนโลยีที่ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ไปจนถึงสมรรถนะที่ตอบโจทย์การใช้งานในทุกมิติ และ GAC Aion RT ก็ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เหล่านี้โดยเฉพาะ ด้วยการผสมผสานความสง่างามของซีดานเข้ากับความสปอร์ตของรถคูเป้ และเส้นสายแบบ Fastback ที่ไม่เพียงแต่ให้ความสวยงาม แต่ยังซ่อนเร้นไว้ด้วยหลักการทางอากาศพลศาสตร์อันแยบยล ซึ่งสะท้อนปรัชญาการออกแบบ “Velociraptor” ที่เน้นความพลิ้วไหว ลื่นไหล และการลดแรงต้านอากาศได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Cd) ต่ำเพียง 0.208 ซึ่งเป็นตัวเลขที่รถยนต์ระดับพรีเมียมหลายรุ่นยังต้องอิจฉา ตัวเลขนี้ไม่เพียงแค่ช่วยให้รถดูสง่างาม แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการใช้พลังงานและระยะทางในการวิ่งสูงสุด ทำให้ Aion RT โดดเด่นในฐานะรถยนต์ไฟฟ้าที่ทั้งสวยงามและชาญฉลาดในด้านวิศวกรรม
มิติของ GAC Aion RT ที่ยาว 4,865 มม. กว้าง 1,875 มม. และสูง 1,520 มม. พร้อมระยะฐานล้อ 2,775 มม. ถือเป็นขนาดที่กำลังดีสำหรับซีดานยุคใหม่ ให้พื้นที่ภายในที่กว้างขวางไม่อึดอัด ในขณะที่ยังคงความคล่องตัวในการขับขี่ทั้งในเมืองและนอกเมือง การออกแบบด้านหน้าที่เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความสปอร์ต พร้อมช่องรับลมที่จัดวางอย่างลงตัว ไม่เพียงแต่สร้างความรู้สึกทันสมัย แต่ยังรวมเอาเซ็นเซอร์ LiDAR ที่เป็นหัวใจสำคัญของระบบขับขี่อัตโนมัติมาติดตั้งไว้อย่างแนบเนียน ไม่มีส่วนใดที่ดูเกินความจำเป็น ทุกเส้นสายถูกคิดมาอย่างพิถีพิถัน และนี่ยังไม่รวมถึงการเลือกสีตัวถังที่มีให้เลือกมากถึง 7 สี ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่ได้แสดงออกถึงความเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ในตลาดปี 2025 ที่ความแตกต่างคือสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการ
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโดยสาร GAC Aion RT จะเผยให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรถยนต์แห่งอนาคตที่เน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง ด้วยแผงหน้าปัดดิจิทัลแบบลอยตัวขนาด 8.88 นิ้ว และหน้าจอควบคุมส่วนกลางขนาดใหญ่ถึง 14.6 นิ้ว ซึ่งถูกออกแบบมาให้คล้ายกับแท็บเล็ต โดยรันบนแพลตฟอร์ม ADiGO 5.0 เวอร์ชั่นล่าสุด นี่คือระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ล้ำสมัยอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การแสดงข้อมูล แต่เป็นการเชื่อมต่อคุณเข้ากับโลกดิจิทัลรอบตัว รองรับแอปพลิเคชันมากมาย ตั้งแต่ระบบนำทางอัจฉริยะไปจนถึงความบันเทิงเต็มรูปแบบ ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเชื่อมต่อที่ผู้บริโภคในยุค 2025 คาดหวังอย่างเต็มที่ คอนโซลกลางที่มีดีไซน์เป็นชั้นๆ ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังเพิ่มฟังก์ชันการใช้งาน ด้วยช่องแอร์ที่จัดวางอย่างลงตัวและแผ่นชาร์จไร้สายสำหรับสมาร์ทโฟน นอกจากนี้ ประสบการณ์เสียงภายในห้องโดยสารยังถูกยกระดับไปอีกขั้นด้วยระบบเครื่องเสียง 11 ลำโพงแบบ 5.1 แชนแนล พร้อมซับวูฟเฟอร์ขนาด 8 นิ้ว ที่มอบมิติเสียงที่คมชัดและทรงพลัง สร้างบรรยากาศการเดินทางที่ดื่มด่ำ ไม่ว่าจะฟังเพลงโปรดหรือรับชมภาพยนตร์ระหว่างการเดินทาง นี่คือการลงทุนในคุณภาพชีวิตภายในรถที่ GAC Aion ให้ความสำคัญ
หัวใจสำคัญที่ทำให้ GAC Aion RT ก้าวล้ำเหนือคู่แข่งในตลาดปี 2025 คือระบบขับขี่อัตโนมัติที่อัจฉริยะและแม่นยำ ด้วยการติดตั้งเซ็นเซอร์ LiDAR แบบ 126 เส้น ซึ่งให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมรอบคันได้อย่างละเอียดแม่นยำสูง และทำงานร่วมกับชิปประมวลผล Nvidia Orin-X ที่มีกำลังประมวลผลมหาศาลถึง 254 TOPS (Trillions of Operations Per Second) นี่คือสมองกลอันทรงพลังที่ช่วยให้รถสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ความโดดเด่นคือระบบขับขี่อัจฉริยะ no-map NDA ที่ไม่ต้องพึ่งพาแผนที่ความแม่นยำสูง ซึ่งเป็นข้อจำกัดของระบบขับขี่อัตโนมัติแบบเดิมๆ ระบบนี้ใช้เทคโนโลยี End-to-End เจเนอเรชันที่ 4 ที่เรียนรู้และปรับตัวได้เอง ทำให้ GAC Aion RT สามารถขับเคลื่อนบนถนนที่ไม่มีสัญลักษณ์ได้อย่างครอบคลุมถึง 99% ของสถานการณ์การขับขี่ในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นถนนในเมืองที่ซับซ้อน หรือถนนนอกเมืองที่อาจขาดโครงสร้างพื้นฐานที่ชัดเจน นี่คือความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนแนวคิดการเดินทางของเราไปอย่างสิ้นเชิง ให้ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และความอุ่นใจแก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสารอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ Aion RT เป็นมากกว่ารถ แต่เป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่ชาญฉลาด
ในด้านของขุมพลังและประสิทธิภาพการขับขี่ GAC Aion RT ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยตัวเลือกแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟต (LFP) จาก CATL ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ มีให้เลือก 2 ขนาด คือ 55.1 kWh และ 68.1 kWh แบตเตอรี่ LFP มีจุดเด่นด้านความปลอดภัย ความทนทาน และอายุการใช้งานที่ยาวนาน ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานในระยะยาวและลดความกังวลเรื่องค่าบำรุงรักษาในระยะยาว ในส่วนของมอเตอร์ขับเคลื่อน มีให้เลือกสองระดับกำลังสูงสุด คือ 150 kW (ประมาณ 201 แรงม้า) และ 165 kW (ประมาณ 221 แรงม้า) ซึ่งให้สมรรถนะที่เพียงพอสำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน และยังมอบความเร้าใจเมื่อต้องการอัตราเร่ง แรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าส่งตรงสู่ล้ออย่างทันทีทันใด ทำให้รถพุ่งทะยานได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น ระยะทางวิ่งสูงสุดต่อการชาร์จเต็มถังอยู่ที่ 520 กิโลเมตร และสูงสุดถึง 650 กิโลเมตร ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจและช่วยคลายความกังวลเรื่อง “Range Anxiety” สำหรับการเดินทางไกลได้อย่างแท้จริง ทำให้ Aion RT เป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าที่มีระยะทางวิ่งที่น่าเชื่อถือที่สุดในตลาดปี 2025
ไม่เพียงแค่วิ่งได้ไกล แต่ GAC Aion RT ยังโดดเด่นด้านความเร็วในการชาร์จ ด้วยเทคโนโลยีชาร์จเร็ว 400V แบบซิลิกอนคาร์ไบด์ (SiC 3C) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยลดการสูญเสียพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จได้อย่างมหาศาล ทำให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 30% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 18 นาที หรือหากคุณมีเวลาจำกัด เพียงชาร์จ 10 นาที ก็สามารถวิ่งได้ไกลถึง 160-200 กิโลเมตร ซึ่งเป็นความเร็วที่เทียบเท่ากับการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงในรถยนต์สันดาปภายใน นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากขึ้นในยุค 2025 ที่ทุกวินาทีมีค่า และเครือข่ายสถานีชาร์จก็พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น การลงทุนในเทคโนโลยี SiC 3C แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ GAC Aion ในการนำเสนอโซลูชันการเดินทางที่ครอบคลุมและไร้ข้อจำกัด
เมื่อพิจารณาในภาพรวม GAC Aion RT รุ่นปรับปรุงใหม่นี้ไม่ใช่เพียงแค่การนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าอีกรุ่นหนึ่งเข้าสู่ตลาด แต่มันคือการประกาศถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของ GAC Aion ในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2025 ด้วยราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงง่าย (ประมาณ 518,000 – 643,000 บาท เมื่อเทียบกับราคาในจีน) พร้อมดีไซน์ที่หรูหราสไตล์สปอร์ต และที่สำคัญที่สุดคือระบบขับขี่อัจฉริยะที่แม่นยำและเชื่อถือได้ แม้ไม่ต้องใช้แผนที่ความละเอียดสูง ซึ่งเป็นการพลิกโฉมประสบการณ์การขับขี่ไปโดยสิ้นเชิง GAC Aion RT จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าซีดานที่ไม่เพียงแค่พาคุณไปถึงจุดหมาย แต่ยังมอบประสบการณ์การเดินทางที่เหนือกว่า ทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความสะดวกสบาย
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมองว่า Aion RT ได้วางมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มราคาที่เข้าถึงได้ ด้วยการนำเทคโนโลยีระดับพรีเมียมมาสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง และสิ่งนี้จะกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันและการพัฒนาที่รวดเร็วยิ่งขึ้นในอุตสาหกรรม EV ซึ่งท้ายที่สุดแล้วประโยชน์ก็จะตกอยู่กับผู้บริโภคอย่างเราๆ ทุกคน นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าสำหรับอนาคตของการเดินทางที่ยั่งยืนและชาญฉลาด
อย่ารอช้าที่จะเป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการยานยนต์แห่งอนาคต! หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่ากับ GAC Aion RT ที่ผสานดีไซน์อันโดดเด่น สมรรถนะที่ทรงพลัง และเทคโนโลยีอัจฉริยะล้ำสมัย โปรดติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้แทนจำหน่าย GAC Aion ใกล้บ้านคุณ เพื่อเป็นเจ้าของนวัตกรรมแห่งการเดินทางสำหรับปี 2025 ก่อนใคร!
GWM Tank 400 PHEV: ปลดล็อกประสบการณ์ออฟโรดเหนือระดับ ผสานขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด และ AI อัจฉริยะ สำหรับปี 2025
ในยุคที่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ ผมในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ได้เฝ้าสังเกตและวิเคราะห์ทิศทางตลาดมาอย่างต่อเนื่อง และในปี 2025 นี้เอง ตลาดรถยนต์ประเภท SUV และ Off-Road ยังคงเป็นที่ต้องการอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผสานเข้ากับเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกและระบบอัจฉริยะ ซึ่ง GWM (Great Wall Motor) แบรนด์ยานยนต์ชั้นนำจากจีน ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำในเซกเมนต์นี้อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว GWM Tank 400 PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) รุ่นปรับปรุงใหม่ การเปิดตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานของรถยนต์ออฟโรดสายลุยที่ผสานความดุดันเข้ากับนวัตกรรมพลังงานสะอาดและเทคโนโลยี AI ได้อย่างลงตัว พร้อมพาคุณไปสู่การผจญภัยในทุกเส้นทางอย่างชาญฉลาดและยั่งยืน
GWM Tank 400 PHEV ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่หลงใหลการผจญภัย แต่ยังคงต้องการความสะดวกสบายและเทคโนโลยีอันทันสมัยในชีวิตประจำวัน การปรับปรุงดีไซน์ภายนอกให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น ไม่ได้ลดทอนความดุดันและสมรรถนะแบบออฟโรดที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Tank ลงแม้แต่น้อย ด้วยขนาดตัวถังที่ยาว 4,964 มม. กว้าง 1,970 มม. และสูง 1,905 มม. พร้อมระยะฐานล้อ 2,850 มม. แสดงให้เห็นถึงความใหญ่โตและแข็งแกร่งที่พร้อมรับมือกับทุกสภาพเส้นทาง แม้ว่าตัวรถจะสั้นลงเล็กน้อยจากรุ่นก่อนหน้า แต่กลับกว้างขึ้นและสูงขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อพื้นที่ภายในห้องโดยสารและการทรงตัว การออกแบบกระจังหน้าใหม่ด้วยแถบโครเมียมแนวนอนสองเส้นที่ผสานเข้ากับไฟหน้าทรงเหลี่ยมได้อย่างลงตัว ให้ความรู้สึกที่แข็งแกร่งและทันสมัย ขณะที่กันชนหน้าได้รับการออกแบบใหม่จากเดิมที่เป็นมุมแหลม มาใช้เส้นสายที่ตรงมากขึ้นพร้อมการตกแต่งด้วยสีดำ ทำให้รถดูมีความหนักแน่นและพร้อมลุยมากขึ้น และรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างหมุดย้ำบริเวณซุ้มล้อ ยังคงเป็นเสน่ห์ที่บ่งบอกถึง DNA ของรถยนต์ออฟโรดอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การเพิ่มสีภายนอกใหม่คือ “สีม่วงตุนหวง” ยังเป็นการเพิ่มทางเลือกที่โดดเด่นและมีสไตล์ ให้ Tank 400 PHEV ดูแตกต่างและสะดุดตาบนท้องถนนในปี 2025 ที่ผู้บริโภคมองหาความเฉพาะตัวมากยิ่งขึ้น
สำหรับด้านท้ายรถ ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของรถออฟโรดตัวจริงด้วยการติดตั้งยางอะไหล่ไว้ด้านนอก แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือการถอดฝาครอบยางออก ซึ่งช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดิบและพร้อมลุยได้อย่างชัดเจน ตำแหน่งของโลโก้ถูกปรับใหม่ให้ดูทันสมัยและเป็นระเบียบยิ่งขึ้น ไม่เพียงแค่การปรับปรุงรูปลักษณ์ แต่ GWM Tank 400 PHEV ยังก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วยการเพิ่มอุปกรณ์อย่าง LiDAR บนหลังคา รวมถึงกล้องด้านข้างและด้านหลัง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการรองรับระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง “Coffee Pilot Ultra เจเนอเรชันที่ 3” ของ GWM เทคโนโลยีนี้ช่วยให้รถสามารถขับขี่ในเมืองและบนทางหลวงโดยใช้ระบบ NOA (Navigate on Autopilot) ได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับรถยนต์ยุคใหม่ในปี 2025 และไฟท้ายยังมาพร้อมกับไฟสีฟ้าขนาดเล็กที่ช่วยแจ้งเตือนเมื่อระบบช่วยเหลือการขับขี่กำลังทำงาน ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในความปลอดภัยและประสบการณ์ของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง
เมื่อเปิดประตูเข้าสู่ห้องโดยสารของ GWM Tank 400 PHEV คุณจะพบกับการผสมผสานระหว่างความหรูหรา ความทนทาน และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่ยังคงรักษาการออกแบบเหมือนกับรุ่นปัจจุบัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการออกแบบเดิมนั้นสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี แผงหน้าปัดแบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว และหน้าจอควบคุมส่วนกลางขนาดใหญ่ถึง 16.2 นิ้ว มอบการแสดงผลข้อมูลที่คมชัดและใช้งานง่าย รองรับการเชื่อมต่อและความบันเทิงที่ครบครัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานรถยนต์ SUV ในยุค 2025 คาดหวัง นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและประสบการณ์การเดินทางให้เหนือระดับยิ่งขึ้น เช่น ระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย, จอแสดงข้อมูลบนกระจกบังลม (HUD) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน, กระจกมองหลังแบบดิจิทัลที่ให้มุมมองที่กว้างขึ้น, หน้าจอเพดานด้านหลังขนาด 15.6 นิ้วสำหรับความบันเทิงของผู้โดยสารด้านหลัง และตู้เย็นในรถที่ช่วยให้เครื่องดื่มเย็นสดชื่นตลอดการเดินทางไกล ฟีเจอร์เหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความหรูหรา แต่ยังสะท้อนถึงความเข้าใจในความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการรถยนต์ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการผจญภัยในวันหยุดได้อย่างสมบูรณ์แบบ
หัวใจสำคัญของ GWM Tank 400 PHEV อยู่ที่ขุมพลัง Plug-in Hybrid ที่มีให้เลือกถึง 2 รุ่นย่อย เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ใช้งาน:
รุ่น Hi4-Z: เป็นรุ่นที่มาพร้อมขุมพลังที่น่าประทับใจที่สุด โดยใช้ระบบเดียวกันกับ Tank 500 Hi4-Z ซึ่งประกอบด้วยเครื่องยนต์ 2.0T และมอเตอร์ไฟฟ้าคู่แบบ P2 และ P4 ทำงานร่วมกับเกียร์ DHT แบบ 3 สปีด ระบบนี้มอบการผสมผสานพลังงานอย่างลงตัว ทั้งจากเครื่องยนต์ที่ให้กำลังสูงสุด 185 kW (ประมาณ 248 แรงม้า) และแรงบิดสูงสุด 380 Nm ควบคู่ไปกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีกำลังสูงสุดถึง 215 kW (ประมาณ 288 แรงม้า) และ 240 kW (ประมาณ 322 แรงม้า) ตามลำดับ การทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทำให้รถมีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการเร่งแซงที่ทันใจ หรือการขับขี่แบบออฟโรดที่ต้องการแรงบิดมหาศาลในรอบต่ำ ตัวรถมาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมแบบ Ternary ขนาด 59.05 kWh ซึ่งทำให้สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 200 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน CLTC ตัวเลขนี้ถือว่าน่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับรถยนต์ SUV ขนาดใหญ่ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถขับขี่ในชีวิตประจำวันด้วยโหมดไฟฟ้าล้วนได้อย่างสบาย ประหยัดค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง และลดมลพิษได้อย่างแท้จริง
รุ่น Hi4-T: เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพและราคาที่เข้าถึงได้ ยังคงใช้ระบบปลั๊กอินไฮบริดที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์ 2.0T และมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมแบบ Ternary ขนาด 37.1 kWh เครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 185 kW เช่นเดียวกับรุ่น Hi4-Z ในขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 120 kW (ประมาณ 161 แรงม้า) ทำให้สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 105 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน CLTC) ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทางในแต่ละวันโดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำมัน และมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ 8.4 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร (ประมาณ 11.9 กม./ลิตร) ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ยอดเยี่ยมสำหรับรถยนต์ออฟโรดที่มีขนาดใหญ่และสมรรถนะสูง ช่วยให้ผู้ใช้งานประหยัดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิงในระยะยาว
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมมองว่า GWM Tank 400 PHEV ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถยนต์ออฟโรด แต่เป็นยานยนต์ที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม ที่ความสามารถในการลุยไม่ได้หมายถึงการละทิ้งความสบายหรือเทคโนโลยีอีกต่อไป การผสานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเข้ากับขุมพลังปลั๊กอินไฮบริด ทำให้ Tank 400 PHEV มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนในเมือง การใช้พลังงานผสมผสานบนทางหลวง หรือการใช้แรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อการปีนป่ายบนเส้นทางออฟโรดที่ท้าทาย ระบบช่วยเหลือการขับขี่ Coffee Pilot Ultra เจเนอเรชันที่ 3 ยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบาย ทำให้การเดินทางไกลหรือการขับขี่ในสภาพจราจรที่หนาแน่นเป็นเรื่องง่ายขึ้น นี่คือรถยนต์ที่ออกแบบมาเพื่อคนยุคใหม่ที่ต้องการรถยนต์คู่ใจที่พร้อมลุยไปทุกที่ แต่ยังคงความชาญฉลาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
GWM Tank 400 PHEV พร้อมแล้วที่จะเป็นผู้นำในเซกเมนต์รถยนต์ออฟโรดพลังงานใหม่ ด้วยการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างดีไซน์ที่แข็งแกร่ง สมรรถนะที่เหนือชั้น เทคโนโลยีอัจฉริยะ และความประหยัดพลังงานในแบบฉบับปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคในปี 2025 กำลังมองหา นี่ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่เป็นไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและการออกไปผจญภัยในโลกกว้างได้อย่างไร้ขีดจำกัด
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มองหานิยามใหม่ของการผจญภัยที่มาพร้อมเทคโนโลยีและพลังงานแห่งอนาคต อย่าพลาดโอกาสที่จะสัมผัสกับ GWM Tank 400 PHEV รุ่นปรับปรุงใหม่นี้! เราขอเชิญชวนให้คุณเยี่ยมชมผู้แทนจำหน่าย GWM ทั่วประเทศ เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าและรับข้อเสนอสุดพิเศษ ก่อนใคร!
![[ครบชุด] T2811022 ตอนจนไม อย วย ตอนรวยอย าเสนอหน Ep.2](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/11/image-1316.png)
![[ครบชุด] T2811023 ตอนจนไม อย วย ตอนรวยอย าเสนอหน Ep.2](https://filmthaith.themtraicay.com/wp-content/uploads/2025/11/image-1317.png)