• Privacy Policy
  • Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

[ครบชุด] T2511069 สวยแต บโครตเหม Ep.2

admin79 by admin79
November 25, 2025
in Uncategorized
0
[ครบชุด] T2511069 สวยแต บโครตเหม Ep.2

Lotus และ Nissan GT-R R35: ผ่ามิติยานยนต์ 2025 – จากตำนาน ICE สู่ยุค EV เต็มตัว

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มายาวนานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญและจุดเปลี่ยนมากมาย แต่ปี 2025 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่น่าจับตาเป็นพิเศษ เมื่อตำนานจากอดีตยังคงโลดแล่น ในขณะที่คลื่นลูกใหม่แห่งอนาคตกำลังถาโถมเข้ามา บทความนี้จะพาทุกท่านดำดิ่งสู่โลกของสองไอคอนยานยนต์ที่ต่างมีเรื่องราวอันเป็นเอกลักษณ์ นั่นคือการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ของ Lotus และมรดกอันไม่เสื่อมคลายของ Nissan GT-R R35 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เครื่องยนต์สันดาปภายในกำลังกล่าวอำลา และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังก้าวขึ้นสู่บทบาทสำคัญบนเวทีโลก

ตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยในปี 2025 กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ผู้บริโภคไม่ได้มองหารถยนต์เพียงเพื่อการขับขี่อีกต่อไป แต่ยังรวมถึงประสบการณ์ แรงบันดาลใจ และการลงทุนในอนาคต Lotus ซึ่งเป็นแบรนด์สปอร์ตคาร์สัญชาติอังกฤษที่มีปรัชญา “Simplify, then add lightness” ได้หวนคืนสู่ประเทศไทยอีกครั้งภายใต้การบริหารของ Lotus Cars Thailand โดย บริษัท เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ ประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีจากการเป็นหนึ่งในดีลเลอร์ของ Volvo สะท้อนถึงการผนึกกำลังภายใต้ร่มเงาของ Geely Holding Group ยักษ์ใหญ่จากจีน ที่เข้ามาเติมเต็มสภาพคล่องและวิสัยทัศน์ใหม่ๆ ให้กับแบรนด์ระดับโลก

การเข้ามาของ Geely นั้นไม่ได้เป็นการเข้าครอบงำ แต่เป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการเสริมศักยภาพและเปิดโอกาสให้แบรนด์ได้พัฒนาไปในทิศทางของตัวเอง ดังที่เราได้เห็นจากความสำเร็จอันน่าทึ่งของ Volvo ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดภายใต้การบริหารงานของ Geely เช่นกัน สำหรับ Lotus การสนับสนุนจาก Geely คือใบเบิกทางสู่ยุคใหม่ที่กล้าหาญยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ในปี 2025 ตลาดรถยนต์พรีเมียมในไทยยังคงเติบโตต่อเนื่อง แต่ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายจากการแข่งขันที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า การที่ Lotus เลือกกลับมาในจังหวะนี้จึงเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ ด้วยการนำเสนอทั้งรถยนต์สันดาปภายในรุ่นสุดท้ายอันเป็นตำนาน และการเตรียมพร้อมสำหรับเส้นทาง EV เต็มตัวในอนาคต

Lotus: การกลับมาอันยิ่งใหญ่และการก้าวสู่ยุคไฟฟ้า

เมื่อ Lotus Cars Thailand กลับมาทำตลาดอย่างเป็นทางการในประเทศไทย สิ่งที่แฟนๆ รถยนต์สปอร์ตทุกคนเฝ้ารอคอยคือการได้สัมผัสรถยนต์ที่มี DNA แห่งความเบา สมดุล และความคล่องตัว ในช่วงแรกของการกลับมา เราได้เห็นการนำเสนอรถยนต์สันดาปภายใน 2 รุ่นตำนานอย่าง Elise Sport 220 และ Exige Sport 350 ซึ่งเป็นล็อตสุดท้ายของการผลิตจากโรงงาน Hethel ประเทศอังกฤษ นี่คือการสั่งลาที่งดงาม ที่ผู้ที่ได้ครอบครองเปรียบเสมือนการได้เป็นเจ้าของชิ้นส่วนประวัติศาสตร์แห่งวงการยานยนต์
Lotus Elise Sport 220 มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบ 1.8 ลิตร ซูเปอร์ชาร์จ ให้พละกำลัง 217 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.2 วินาที ด้วยโครงสร้างตัวถังที่เบาหวิว มันมอบประสบการณ์การขับขี่ที่บริสุทธิ์และเข้าถึงแก่นแท้ของรถสปอร์ตอย่างแท้จริง ขณะที่ Lotus Exige Sport 350 ใช้เครื่องยนต์ V6 ซูเปอร์ชาร์จ ขนาด 3.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 350 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร สามารถทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ใน 4.1 วินาที แม้จะมีพละกำลังมหาศาล แต่ด้วยน้ำหนักเพียง 1,125 กก. ทำให้มันยังคงยึดมั่นในปรัชญาความเบาของ Lotus ได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วงล่างแบบดับเบิลวิชโบนและระบบ Lotus Dynamic Performance Management (Lotus DPM) อันเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ ยังคงมอบการควบคุมที่เฉียบคมและแม่นยำ เป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์ขับขี่แบบ Lotus

อย่างไรก็ตาม หัวใจหลักของการกลับมาครั้งนี้ คือการเปิดตัว Lotus Emira V6 First Edition ซึ่งได้รับความสนใจจากนักสะสมและผู้คลั่งไคล้ยานยนต์ทั่วโลกอย่างล้นหลาม Emira ไม่ใช่แค่รถสปอร์ตที่สวยงามและทรงพลัง แต่เป็น “โลตัสเครื่องยนต์สันดาปภายในรุ่นสุดท้าย” จากสายการผลิตของโรงงาน Hethel ประเทศอังกฤษ ความพิเศษนี้ทำให้ Emira กลายเป็นรถสะสมที่มีมูลค่าทางประวัติศาสตร์และเชิงการลงทุนสูง Emira V6 First Edition ใช้เครื่องยนต์ V6 3.5 ลิตร ซูเปอร์ชาร์จเช่นเดียวกับ Exige แต่ได้รับการปรับจูนให้มีพละกำลังสูงถึง 400 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.2 วินาที และความเร็วสูงสุด 288 กม./ชม. การออกแบบภายในที่เน้นความทันสมัยแต่ยังคงกลิ่นอายของความเป็น Lotus ผสมผสานวัสดุคุณภาพสูงเข้ากับเทคโนโลยีที่ใช้งานง่าย ทำให้ Emira เป็นรถสปอร์ตที่ขับสนุกและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน แม้ราคาจะแตะหลักสิบล้าน แต่โควต้าที่มีจำกัดก็สะท้อนถึงความต้องการอันแรงกล้าในตลาดรถยนต์พรีเมียม

หลังจากการสั่งลาเครื่องยนต์สันดาปภายในด้วย Emira โลตัสได้ประกาศจุดยืนที่ชัดเจน นั่นคือการมุ่งหน้าสู่ “ยานยนต์ไฟฟ้า 100% (100% EV)” นี่ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนขุมพลัง แต่เป็นการพลิกโฉมหน้าแบรนด์ครั้งใหญ่ ในปี 2025 เราได้เห็น Lotus ขยายไลน์อัพรถยนต์ไฟฟ้าไปในหลากหลายเซกเมนต์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Lotus Evija ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าพลังงานสูงที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์สมรรถนะสูง หรือ Lotus Eletre ซึ่งเป็นไฮเปอร์ SUV ไฟฟ้าคันแรกของโลกที่ผสมผสานประสิทธิภาพเข้ากับความหรูหราอเนกประสงค์ และ Lotus Emeya ซึ่งเป็นไฮเปอร์ GT ไฟฟ้าแบบ 4 ประตู ที่นำเสนอทั้งความเร็ว ความสะดวกสบาย และดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่า Lotus ไม่ได้ทิ้งปรัชญาความเบาและความคล่องตัวไป แต่กำลังปรับใช้แนวคิดเหล่านี้กับแพลตฟอร์ม EV ล่าสุด เพื่อสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่ยังคงมอบประสบการณ์การขับขี่แบบ Lotus ที่เป็นเอกลักษณ์ การก้าวเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัวของ Lotus จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในแง่ของนวัตกรรมและเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต

Nissan GT-R R35: มรดกแห่ง Godzilla ที่ไร้กาลเวลา

ในขณะที่ Lotus กำลังก้าวสู่ยุคไฟฟ้าอย่างเต็มตัว อีกหนึ่งตำนานที่ยังคงโลดแล่นและเป็นที่ยอมรับในตลาดรถยนต์สมรรถนะสูงคือ Nissan GT-R R35 หรือที่รู้จักกันในนาม “Godzilla” ผู้พิฆาตซูเปอร์คาร์ R35 ได้เปิดตัวครั้งแรกในปี 2007 และยังคงทำตลาดมาจนถึงปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงความทนทานและความเหนือชั้นด้านวิศวกรรมที่หาตัวจับยาก ในปี 2025 GT-R R35 ยังคงเป็นรถในฝันของใครหลายคน ด้วยสมรรถนะที่ทัดเทียมกับซูเปอร์คาร์ราคาแพงกว่าหลายเท่า แต่มาพร้อมราคาที่จับต้องได้มากกว่า และที่สำคัญคือ “ขับได้จริงในชีวิตประจำวัน” ด้วยลักษณะของรถสปอร์ตสไตล์ GT (Grand Touring Cars)

หัวใจสำคัญที่ทำให้ GT-R R35 เป็นตำนานคือ “เครื่องยนต์ V6 VR38DETT ขนาด 3.8 ลิตร ทวินเทอร์โบ” ที่ให้พละกำลังมหาศาล โดยในรุ่นมาตรฐานสามารถผลิตกำลังได้สูงถึง 555 แรงม้า และรุ่น NISMO Special Edition ในโฉมล่าสุดปี 2025 ถูกปรับจูนให้พุ่งทะยานไปถึง 600 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 652 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์ Dual Clutch 6 สปีด GR6 ที่เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ด้วยขุมพลังนี้ ทำให้ GT-R R35 สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 3.5 วินาที (และเร็วกว่านั้นในรุ่น NISMO) และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 315 กม./ชม. พละกำลังที่เหลือเฟือนี้เองที่ทำให้มันเป็นรถยนต์ที่ตอบสนองได้ทุกความต้องการ ไม่ว่าจะขับขี่ในสนามแข่งหรือบนท้องถนนทั่วไป

นอกจากเครื่องยนต์อันทรงพลังแล้ว “ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ATTESA E-TS AWD” ของ Nissan คืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่ทำให้ GT-R R35 แตกต่าง ระบบนี้เป็นระบบขับเคลื่อนที่ชาญฉลาด สามารถกระจายกำลังไปยังล้อทั้งสี่ได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว โดยใช้เพลากลางคาร์บอนไฟเบอร์ที่แข็งแรงและเบา หากตรวจจับสภาวะถนนที่ไม่ดี ระบบจะสามารถส่งกำลังไปที่ล้อหน้าได้ถึง 50% และเมื่อต้องการเร่งความเร็วเต็มที่ ก็สามารถส่งกำลังไปที่ล้อหลังเพื่อการยึดเกาะสูงสุด นอกจากนี้ ระบบ VDC-R (Vehicle Dynamic Control-R) ยังช่วยควบคุมเสถียรภาพของรถ ทำให้การเข้าโค้งและการยึดเกาะถนนอยู่ในระดับที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ Nissan เคยผลิตรถยนต์มา ประกอบกับช่วงล่างที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ด้านหน้าแบบปีกนกคู่ และด้านหลังแบบ Multilink พร้อมชิ้นส่วนอะลูมิเนียม Forged ที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรง ช็อกอัพ Bilstein Damptronic ที่ปรับได้ 3 โหมด (Normal / Comfort / R) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถปรับความแข็งของช่วงล่างให้เหมาะสมกับสไตล์การขับขี่และสภาพถนน ระบบเบรก Nissan-Brembo ดิสก์เบรก 4 ล้อแบบเจาะรูเซาะร่อง คาลิปเปอร์หน้า 6 พอท และหลัง 4 พอท มอบประสิทธิภาพการหยุดรถที่ไว้ใจได้แม้ในความเร็วสูง ยาง Runflat Tyre Dunlop SP Sport Maxx GT600 DSST CTT บนล้อ Forged ขนาด 20 นิ้วจาก Rays ช่วยเสริมการยึดเกาะถนนให้สมบูรณ์แบบ ทำให้ GT-R R35 มอบความรู้สึกที่มั่นคง สมดุล และขับสนุกในทุกสภาพเส้นทาง

ด้านดีไซน์ภายนอก GT-R R35 มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นด้วยรูปทรงที่แข็งแกร่ง บึกบึน คล้าย “กล่องเหลี่ยม” แต่กลับมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานต่ำเพียง 0.27 (และ 0.26 ในโฉมล่าสุด) เทียบเท่ากับซูเปอร์คาร์หลายรุ่น ไฟหน้า Projector Lens แบบ LED แนวตั้งอันเป็นเอกลักษณ์ และไฟท้ายทรงโดนัท 4 ดวง คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความเป็น GT-R ในทุกยุคสมัย ในโฉมล่าสุดที่เปิดตัวในงาน Tokyo Auto Salon 2023 และยังคงเป็นรุ่นที่ทันสมัยที่สุดในปี 2025 ได้มีการปรับดีไซน์กระจังหน้าและกันชนหน้าใหม่หมดจด เพื่อเพิ่มความลู่ลมและมิติที่ทันสมัยขึ้น แต่ยังคงกลิ่นอายของ R34 รุ่นพี่เอาไว้ ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบมาในสไตล์สปอร์ตหรูหรา เบาะนั่งคู่หน้าทรงบัคเก็ตซีทหุ้มหนังอย่างดีให้ความสบายสำหรับการเดินทางไกล แผงแดชบอร์ดหุ้มด้วยหนังและใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ในบางส่วน พวงมาลัยหุ้มหนังปรับได้ 4 ทิศทาง พร้อม Cruise Control และหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่รองรับการใช้งานหลากหลาย รวมถึงเครื่องเสียง BOSE 11 ตำแหน่ง ระบบความปลอดภัยก็จัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น ABS / EBD / BA, ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว, ระบบป้องกันการลื่นไถล และถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง ทำให้ GT-R R35 เป็นรถสปอร์ตที่ครบเครื่องทั้งด้านสมรรถนะ ความหรูหรา และความปลอดภัย

นอกจากรุ่นมาตรฐานแล้ว Nissan ยังได้นำเสนอ GT-R R35 ในเวอร์ชันพิเศษต่างๆ ที่กลายเป็นที่ต้องการของนักสะสมอย่างมาก เช่น Premium Edition T-spec ที่มาพร้อมสีตัวถังพิเศษอย่าง Millenium Jade และ Midnight Purple ซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของ R34 V-Spec II Nür และ R34 V-Spec ตามลำดับ พร้อมล้อทอง 20 นิ้วลายพิเศษจาก Rays และคาลิปเปอร์เบรกสีทอง หรือรุ่น NISMO Special Edition ที่มาพร้อมชุดแต่งรอบคันจากคาร์บอนไฟเบอร์ ฝากระโปรงคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งแผ่น และการปรับจูนเครื่องยนต์ให้มีพละกำลังสูงถึง 600 แรงม้า พร้อมติดตั้ง Limited-Slip Differential แบบกลไกที่เพลาล้อคู่หน้า เพื่อส่งผ่านกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ NISMO เป็น GT-R R35 ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่ Nissan เคยมีมา ความพิเศษของรุ่นเหล่านี้ไม่เพียงแต่เพิ่มมูลค่าในปัจจุบัน แต่ยังเป็นการลงทุนในอนาคต เพราะรถยนต์สมรรถนะสูงที่มีประวัติศาสตร์และผลิตจำนวนจำกัดอย่าง GT-R ยิ่งเก็บยิ่งราคาสูงขึ้น และกลายเป็นรถสะสมอันทรงคุณค่าที่ชายไทยกว่า 90% ใฝ่ฝันอยากครอบครองในสักวัน

จุดบรรจบของสองตำนาน: อนาคตและมรดก

ในปี 2025 นี้ Lotus และ Nissan GT-R R35 ยืนอยู่บนจุดที่น่าสนใจและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง Lotus กำลังก้าวข้ามผ่านขีดจำกัดเดิมๆ ด้วยการก้าวสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์รถยนต์ EV สมรรถนะสูงที่ยังคงยึดมั่นในปรัชญาความเบาและความปราดเปรียว ในขณะที่ GT-R R35 ซึ่งเป็นตัวแทนของความสมบูรณ์แบบของเครื่องยนต์สันดาปภายใน กำลังกลายเป็นมรดกที่ล้ำค่า ความสำเร็จของทั้งสองแบรนด์สะท้อนให้เห็นถึงความหลงใหลในวิศวกรรมยานยนต์ที่ก้าวข้ามกาลเวลาและเทคโนโลยี

การเปลี่ยนผ่านจากเครื่องยนต์สันดาปไปสู่ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของความเร้าใจในการขับขี่ แต่มันคือการเปิดประตูสู่ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เหนือกว่า ทั้งแรงบิดที่มาทันที เงียบสงัด และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ในขณะเดียวกัน เสียงคำรามของเครื่องยนต์ V6 VR38DETT ของ GT-R R35 หรือเครื่องยนต์ V6 ซูเปอร์ชาร์จของ Emira ก็ยังคงเป็นบทเพลงที่ไพเราะที่สุดสำหรับผู้ที่หลงใหลในความคลาสสิกของเครื่องยนต์สันดาปภายใน การมีอยู่ของทั้งสองตำนานนี้ในตลาดปี 2025 ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการโอบรับอนาคตไปกับยานยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำ หรือการเก็บรักษามรดกแห่งอดีตที่ยังคงเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่งสมรรถนะ

ในโลกยานยนต์ 2025 ที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงนี้ คุณพร้อมหรือยังที่จะสัมผัสประสบการณ์ขับขี่แห่งอนาคตไปกับนวัตกรรมของ Lotus EV ที่ยังคง DNA ความเป็นเลิศ หรือจะร่วมเก็บรักษามรดกแห่งความแรงและวิศวกรรมอันไร้กาลเวลาของ Nissan GT-R R35 ไว้ในความทรงจำ? เข้ามาสำรวจโลกของ Lotus และ Nissan GT-R R35 กับเรา เพื่อค้นพบเส้นทางขับขี่ที่แท้จริงของคุณ ที่ซึ่งความตื่นเต้นไม่เคยหยุดนิ่ง และตำนานยังคงดำเนินต่อไป

Previous Post

[ครบชุด] T2511072 กคนละแม ใครแย กว าก Ep.2

Next Post

[ครบชุด] T2511064 ชอบแม ายไม อายหรอ Ep.2

Next Post
[ครบชุด] T2511064 ชอบแม ายไม อายหรอ Ep.2

[ครบชุด] T2511064 ชอบแม ายไม อายหรอ Ep.2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • [ครบชุด] T2502214 เล อกค ดช ตเปล ยน Ep.1
  • [ครบชุด] T2502205 ยอมเป นคนใจดำ Ep.2
  • [ครบชุด] T2502212 ดน กเร ยนเง นผ อน Ep.2
  • [ครบชุด] T2502204 กฉ นร กล กฉ นด วย Ep.2 (ตอนจบ)
  • [ครบชุด] T2502215 ประจบจนตกงาน Ep.2 (ตอนจบ)

Recent Comments

  1. A WordPress Commenter on Hello world!

Archives

  • February 2026
  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.